เมื่อไหร่ที่คุณใช้คำว่า “ไม่เคยทำ” เป็นเหตุผลของการไม่สร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ

คุณก็จะไม่มีทางได้ใช้คำว่า “เจ้าของกิจการ” เพราะคุณ “ไม่เคยเป็น” เช่นกัน

และ

เมื่อไหร่ที่เราคิดได้เหมือนผู้บริหาร เมื่อนั้น คำว่า “เจ้าของกิจการ” กำลังเดินทางมาหาคุณ

มนุษย์เงินเดือนหลายคนทำงานหามรุ่งหามค่ำ ทำไปเพื่ออะไรกัน

ในขณะที่พนักงานบางคนยังไม่เลิกงาน เค้าก็เผ่นกลับบ้านกันแล้ว

แต่นั่นไม่ใช่เหตุผลของ “ผลงาน”

ในเมื่อค่าของคน อยู่ที่ผลของงาน ใครจะแหกกฎ ใครจะระเบียบจัด ก็ไม่มีผลอะไร

ถ้าเรารู้จักกับ “ความรับผิดชอบ”

งานแต่ละชิ้นของแต่ละคนมีมูลค่าไม่เท่ากัน เพราะเราใส่ความคิดสร้างสรรค์ไม่เหมือนกัน

ระยะเวลาการทำ “แค่หน้าเดียว” ก็อาจใช้เวลาใกล้เคียงกัน

แต่หน้าต่อไป จะใช้เวลาน้อยลง ถ้าหน้าแรกได้วางโครงสร้างความคิดเอาไว้แล้ว

ถ้าใครไม่ลำดับชิ้นงาน ระยะเวลาการสร้างก็จะมากขึ้นตาม

การทำงานที่อาศัยการเรียนรู้และวางแผนควบคู่ไปพร้อมกัน จะทำให้มูลค่าของงานสูงขึ้น

และถ้าเราสามารถตอบได้ว่า งานชิ้นนั้นสามารถทำอะไรได้เหนือกว่างานชิ้นอื่น

นั่นหมายความว่า เราต้องรู้จักกับงานชิ้นนั้นดีพอ

“ไม่ใช่แค่ขอให้ขายผ่าน แล้วค่อยว่ากันทีหลัง”

ดังนั้น การทำงาน 1 ชิ้น อาจใช้เวลาเป็นวัน ถ้าคนๆ นั้นเค้าใส่ใจลงไปในงาน

รู้ว่าลูกค้าคือใคร ต้องการอะไร และมีอะไรอยู่แล้วบ้าง

เหมือนแฟนที่รู้ใจ กับแฟนที่ไม่รู้อะไรเลย คุณจะเลือกใครมาใช้ชีวิตคู่

ชิ้นงานจะไม่มีมูลค่าใดๆ ถ้างานชิ้นนั้นสื่อสารกับ “คนซื้อ” แค่ทางเดียว

เพราะ “คนซื้อ” ไม่ได้ต้องการสื่อสารกับ “คนทำ”

ไม่ว่าจะเป็นงานประเภทไหนก็ตาม ความรับผิดชอบไม่ได้อยู่แค่ในกรอบของสัญญา

แต่มันจะมีมูลค่าต่อๆ ไปกับงานชิ้นใหม่ที่จะตามมา

ต่อให้ชิ้นงานดีแค่ไหน แต่ถ้าเราไม่เข้าใจความต้องการลูกค้า

งานชิ้นนั้นจะไม่มีมูลค่าใดๆ ต่อให้มีเป็นร้อยหน้าก็ตาม

นี่คือเหตุผลว่าทำไมชั้นใช้เวลากับงานแต่ละชิ้นนานกว่าคนอื่น

เราเองยังชอบของถูกและดี แล้วถ้าเรามีดีกว่าคนอื่น ทำไมเราจะขายไม่ได้

Google เป็นเครื่องมือชั้นดีที่จะทำให้สนิทและรู้จักลูกค้าได้มากขึ้น

ปอ ลิง การใช้เวลากับอะไรมากเกินไปก็ใช่ว่าจะดี ทุกอย่าง ขึ้นอยู่กับความพอดีนะคะ

เรียนท่านผู้มีเกียรติโปรด…ซึมซับ

ในการทำงานให้ได้อย่างที่ต้องการ เชื่อมั๊ยว่า ไม่มีทางได้อย่างที่หวังหรอก

เพราะอะไรน่ะหรอ??

ก็เพราะว่าเราไม่สามารถวัดค่าได้ด้วย “สายตา เวลา หรือแม้แต่ งบประมาณ”

มาตรวัดค่าที่มาตราฐาน ประกอบไปด้วย

เวลา + ราคา = ผลงาน

ช่วยเปิ้ลจังทำการบ้านหน่อยค่ะ

อาทิตย์หน้าจะแต่งงาน แคะกระปุกมามีอยู่ 3 พันบาท คุณคิดว่า งานจะออกมาแบบไหน

ก. ร้านส้มตำเจ๊ชะมดที่กำลังตบกับชนี

ข. โรงแรมหรูบรรยากาศริมทะเล

ใครตอบข้อ ก. ขอชื่นชมในความเข้าใจภาษาคนค่ะ แต่ใครตอบข้อ ข. ขอประณามด้วยความเคารพในความคิดบวกของคุณค่ะ เพราะเงิน 3 พันที่ไหนจะพอจ่ายค่าโรงแรมหรูล่ะคร๊าบพี่น้อง แต่ถ้าคุณคิดว่ามันต้องมีสิ เดี๋ยวหาก่อน คิดว่าจะทันอาทิตย์หน้ามั๊ยล่ะคร๊าบพี่น้อง

ชัดเจนค่ะว่า อยากได้งานดี มันต้องมีเวลาให้เค้าพิถีพิถันนิดนึงนะ

การกระทำทุกอย่าง มาพร้อมกับสิ่งไม่คาดหวังเสมอ คนไม่รู้ย่อมไม่ผิด แต่คนไม่รู้แล้วไม่ฟัง ดิชั้นขอเรียนเชิญเข้าร่วมสัมมนาในหัวข้อ “ยกเขาออกจากหัว” เพื่อเป็นการช่วยเหลือผู้ประสบภัยงานท่วมค่ะ

การทำงานแบบ Foodland ที่ถือสโลแกนว่า “ถูกและดี” ไม่สามารถใช้ได้ทุกกรณีนะคะ ความเป็นไปได้มันอาจจะมี แต่บางทีมันก็คงไม่ได้เสมอไปทุกครั้ง

งานด่วน งบน้อย –> ได้ เดี๋ยวเผาให้

งานด่วน งบน้อย แต่ขอชนะเลิศในสามโลก –> เป็นไปไม่ได้ค่ะ

งานถูก และ ดี –-> ไป Foodland เลยค่ะ ถูกและดี

งานการกุศล(ฟรี) แบบด่วนๆ –> พูดว่าไรนะ สัญญาณไม่ดีว่ะ

งานด่วน แต่ขอคุณภาพคับกล่อง –> ตามป้ายราคาเลยค่ะ ไม่ได้บอกผ่าน

 

พอจะเห็นภาพและเข้าใจคนทำงานมากขึ้นหรือยังคะ ถ้าเห็นชัดเจนแล้ว คำชมหรือน้ำใจที่หยิบยื่นให้กับคนทำงาน จะช่วยให้ทุกอย่างยืดหยุ่นได้ “ตามความเหมาะสม”

แต่ถ้าใครยังไม่เห็นภาพ ขอใช้ท่าโบกมือบ้ายบายแบบนางสาวไทยแล้วเดินกลับไปนั่งไถนาต่อค่ะ

 

ขอขอบคุณภาพปลากรอบจาก Internet

 

 

 

 

The Nation’s new media “NForum” จัดงานเสวนาในหัวข้อ “Mobile Working Trends” วันเสาร์ที่ 30 เมษายน 2554 ณ โรงแรมสยามซิตี้ งานนี้ เราได้รับเสียงกระซิบมาจากพี่สาวใจดี @Lekasina ว่าสนใจมาฟังมั๊ย  เราก็ไม่รีรอนะ เข้าไปดูรายละเอียดของงาน

วิทยากรแต่ละท่าน น่าสนใจมากค่ะ

@marisanun

Khun Marisa Sukosol Nunbhakdi

Executive Vice President – Siam Hotels & Resorts

@nuttaputch

Nuttaputch Wongreanthong

Project Manager – Strategic Innovation Business @ RS Public Company

@molek

Chakard Chalayut

Digital media Specialists @ Thoth media Co., Ltd.

@TonAwe
Pornthip Kongchun

Google Southeast Asia’s marketing manager for Thailand

ผู้ดำเนินการเสวนาในครั้งนี้ก็รู้จักกันดีอยู่แล้วนะ สาระคับคั่งแน่นอน

@vow_vow
Vowpailin Chovichien

Second Secretary, Ministry of Foreign Affairs

@kafaak
Kongdej Keesukpan

Blogger IT Gadget & Lifestyle

http://kafaak.wordpress.com/

ต้องบอกก่อนว่า คติอย่างนึงของเปิ้ลจังคือ

“ทำได้ก็ทำ ทำไม่ได้ก็ต้องหาความรู้”

เพราะฉะนั้น ตื่นมาเราก็รีบไปที่งาน สิ่งแรกที่ประทับใจคือ การลงทะเบียนเข้างานที่ใช้ QR Code สำหรับลงทะเบียนในงานผ่าน Google Doc สะดวกสบายดีนะคะ ดีกว่าเราเอาคอมพิวเตอร์มาตั้ง หรือว่าถือ iPad มายืนดักให้คนลงทะเบียนอีกค่ะ  แต่อย่าลืมนะคะ QR Code เข้าถึงคนได้แค่บางกลุ่ม เพราะวิธีการทำงานของมันคือ

QR Code เป็นการเข้าไปที่เว็บไซด์แบบไม่ต้องพิมพ์ url

URL ของแบบฟอร์มการลงทะเบียน ก็เหมือนการกรอกข้อมูลด้วยการพิมพ์แทนการเขียน

วิธีนี้ นอกจะประหยัดกระดาษช่วยโลกได้แล้ว ยังทำให้เรามี database ในระบบโดยที่ไม่ต้องเสียเวลาไปคีย์ข้อมูลเองด้วยนะคะ แต่วิธีนี้ใช้ได้กับคนที่เข้าถึงเทคโนโลยีแล้วเท่านั้น ใครจะนำไปใช้ ควรมีแผยสอง สาม สำรองไว้ให้ครบทุกกลุ่มเป้าหมายนะคะ

อย่างที่สองที่ประทับใจมากคือ ของหวานค่ะ เป็น Gimmick อย่างนึงที่ส่วนตัวคิดว่า เป็น Share of voice ที่สามารถสร้าง Awareness ให้คนจำชื่องานได้ดีนะ ไม่เชื่อลองดูภาพสิ ขนมธรรมดาที่หน้าตาไม่เหมือนใคร ตกแต่งหน้าตาเป็นสัญลักษณ์ของงาน และ Social Network ที่หลายคนเห็นแล้วร้อง ว๊าวววววว!!! อดไม่ได้ที่จะถ่ายภาพและแชร์ต่อ ((ขอเมาท์เถอะค่ะ งานนี้ฟรีแต่มีของกินเพียบเรย น่าหิ้วกลับบ้านมาก!)) บรรยากาศในงานก็น่ารักค่ะ ชิล ชิล นั่งกินขนมในสวน เหมือนมาปิคนิกยังไงไม่รู้

พอเริ่มเข้าห้องเสวนาเท่านั้นหล่ะ ใครเป็นใครไม่หรอก ต่างคนต่างก้มหน้าแบบ ตาดูอุปกรณ์สื่อสาร (Device) ของตัวเอง ทวิต ทวิต ทวิต แต่หูก็ฟังนะ เราได้ว่า ใช้อวัยวะในการรับรู้อย่างมากค่ะ

เนื้อหาภายในงาน ไม่ขอพูดอะไรมากดีกว่า เพราะเชื่อว่าหลายคนคงได้ตามอ่านจาก #NForum กันมาแล้ว เลยอยากนำเสนอในส่วนที่แตกต่าง นั่นคือข้อคิดและมุมมองที่หลากหลายของวิทยากรแต่ละท่าน และเรามาทาง Marketing มุมมองเราก็อาจจะไม่มีความรู้มากพอเท่าไหร่ แต่จะลองทบทวนความรู้ในแบบของตัวเองให้เพื่อนลองอ่านกันดูนะคะ

Mobile Working Trends คือ การทำงานผ่านอุปกรณ์สื่อสารแบบพกพา กำลังเป็นที่นิยมของคนทำงานในปัจจุบัน ในเมื่อเวลาก็จำกัดไปด้วยการดินทางค่อนข้างมาก เพื่อความคล่องตัวและการแสดงศักยภาพของการทำงานบนโลกออนไลน์ นอกจาก Notebook ที่มี  Tablet, Smartphone หรือแม้กระทั่ง Mobile phone ที่เราใช้อยู่ สามารถช่วยเราทำงานนอกสถานที่ได้มากขึ้น Anytime Anywhere  Any Devices เช่นการส่งอีเมล์จากโทรศัพท์มือถือ ก็เรียกว่าเป็น Mobile Working Trends ที่หลายคนเริ่มใช้กันมากขึ้น  จะดีแค่ไหน ถ้าเราเปลี่ยนเวลาเดินทาง (Commuting time) มาเป็นเวลาทำงาน คงได้ผลงานดีๆ ออกมาอีกเยอะเลย

http://bit.ly/kzkGld

สถิติของการเสียเวลาโดยเปล่าประโยชน์ไปกับการเดินทางของหลายประเทศ ทำให้เรารู้ว่า Mobile Working Trends เป็นเรื่องที่กำลังจะเปลี่ยนชีวิตเรา ให้มีความสุขกับการทำงานมากขึ้น ความคิดสร้างสรรค์หรือไอเดียต่างๆ (Creativity) จะสามาถถ่ายทอดออกมาได้ทุกที่ ด้วยการฝากข้อมูลผ่านระบบผ่านระบบ  Cloud Computing

 

Cloud Computing คือ ระบบดูและและจัดสรรข้อมูลตามความต้องการของผู้ใช้ ผ่านระบบอิจเตอร์เน็ต โดยมีผู้ให้ริการ (Third Party) เป็นผู้ดูแลในด้านระบบให้เพียงพอกับความต้องการผู้ใช้ไม่จำเป็นต้องสนใจเลยว่าระบบหลังบ้านทำงานอย่างไร ข้อมูล (resource) จัดเก็บที่ไหน แค่บอกว่า คุณต้องการ (requirement) ใช้งานอะไรบ้างก็พอแล้วค่ะ บริการ (service) ที่เราจะได้ จะช่วยให้เราสะดวกสบาย สามารถดึงข้อมูลจากที่ไหน เมื่อไหร่ อย่างไร ก็ทำได้ง่ายๆเลยค่ะ ช่วยลดปัญหาเรื่องการดูแลไปได้เยอะ

แต่องค์กรส่วนใหญ่ยังไม่วางใจเรื่องความปลอดภัยของข้อมูล ในขณะที่ผู้ใช้งาน หรือผู้บริโภคที่ได้ลองใช้บริการจะรู้สึกว่า แม่จ้าว นี่มันปฎิบัติการเหนือเมฆจริงๆ ในหลายองค์กรที่มีสาขาหลายแห่ง จะนิยมระบบนี้ค่ะ เพราะสามารถอัพเดทข้อมูลในระบบได้แบบ Real Time ทำให้การทำงานมีความคล่องตัว และบริการลูกค้าได้อย่างประทับใจ เทคโนโลยี มีทั้งข้อดีและข้อเสีย ก่อนใช้งาน ควรศึกษาและเลือกให้เหมาะสมกับการใช้งาน และเทคโนโลยีจะไม่ย้อนกลับมาทำร้ายเราแน่นอนค่ะ

@TonAwe ให้ข้อคิดไว้น่าสนใจมากค่ะ Google สอนให้พนักงานเลือก… เลือกเวลาที่จะทำงานได้เอง การตามงานในวันหยุด ถือเป็นเรื่องที่เสียมารยาท เพราะมันคือเวลาส่วนตัว นั่นสินะ ทำไมเราต้องตามงานกันในวันหยุด เวลาพักผ่อนไม่ใช่หรอ???

@Ripmilla ฝากไว้ในห้องสัมมนาว่า วันนี้ เราใส่รหัสให้กับ Device ของตัวเองหรือยัง นั่นสินะ เรามัวแต่ห่วงความปลอดภัยข้อมูลของระบบ แต่เราลืมไปหรือเปล่าว่า สนุษย์ เป็นผูล้วงความลับจากระบบ เราควรป้องกันจากสิ่งใกล้ตัว ก่อนที่จะกลัวอนาคตที่จะมาถึงหรือเปล่าก็ไม่รู้

วิทยากรหลายท่าน ให้ความรู้และข้อคิดต่างๆ มากมาย เกี่ยวกับการทำงานแบบ Mobile Working Trends ซึ่งของแบบนี้ บอกได้เลยว่า มีทั้งข้อดีและข้อเสียค่ะ ขึ้นอยู่กับแต่ละคนนะคะ ว่าจะเจอข้อดีมากแค่ไหน หรือบางคนอาจจะไม่รู้สึกว่ามันดีเลยก็ได้ อันนี้ก็อยากให้ลองถามตัวเองสักนิดก่อนว่า “วันนี้ คุณได้ใช้เทคโนโลยีทำงานอย่างถูกต้องแล้วหรือยัง” เพราะเปิ้ลจังก็เป็นคนนึงค่ะ ที่ใช้ Mobile Working อย่างผิดวิธี ทำให้การจัดระเบียบของชีวิตเป็นเรื่องที่ควบคุมยาก แต่ยอมรับว่า ช่วยให้ชีวิตการทำงานของเปิ้ล ง่ายและคล่องตัวมากขึ้น ลดอาการปวดหัวแบบ จุ๊บุ จุ๊บุ ได้เยอะเลยค่ะ

จากเดิมที่ต้องฝ่าฟันรถติดวิ่งเข้าออฟฟิศเพื่อส่งเมล์บ้าง พิมพ์เอกสารบ้าง แต่เดี๋ยวนี้ การตั้งรับ E-mail บนมือถือ ทำให้เปิ้ลสามารถทราบทั้งข่าวดี ข่าวร้าย ได้แบบ Real Time สื่อสารกันได้รวดเร็วและไม่ขี้เกียจที่จะเช็คเมล์เพราะต้องเปิดคอมพิวเตอร์ ของใกล้ตัวแบบนี้ ลองไปตั้งค่าในตัวเครื่องกันดูนะคะ ช่วยประหยัดเวลาและค่าใช้จ่ายได้ดีทีเดียว แต่การทำงานแบบนี้ อาจทำให้หลายคนเสียนิสัย จนบางครั้ง ปล่อยให้เวลาทำงานปนกับเวลาส่วนตัว เลยเป็นที่มาของคำว่า Disconnect to connect

การทำงานแบบ Real Time ก็ไมจำเป็นว่าจะต้องส่งให้ลูกค้าหรือทีมแบบ Real Time ในทุกครั้งไปนะคะ เพราะเมื่อไหร่ที่เมล์เรื่องงานเข้ามาในช่วงเวลาแห่งความสุข มันจะบั่นทอนช่วงเวลาเหล่านั้นไปค่ะ แต่ถ้าเป็นกรณีฉุกเฉินล่ะ ก่อนส่งต้องคิดก่อนนะคะว่า เป็นเรื่องด่วนที่สมควรยืดหยุ่นแล้วจรองๆ หรือไม่ ไม่ใช่ด่วนเพราะหัวใจเราสั่งมานะคะ ไม่อย่างนั้น จะเป็นการรบกวนเวลาส่วนตัวของผู้รับ และเราก็จะไม่สามารถควบคุมการทำงานได้อย่างเป็นระบบค่ะ ใจเค้าใจเรา ลองร่างอีเมล์แล้วเซฟเป็นดราฟไว้ค่ะ ตื่นเช้ามา ได้เวลางานเมื่อไหร่ กด Send คลิกเดียว แค่นี้ก็สื่อสารกับทีมงานได้ทันใจเหมือนกันนะคะ

แต่ถ้าใครซวยหน่อย ลูกคาสั่งงานกระปริบกระปรอย ลองจัดระเบียบของตัวเองให้คุณลูกค้า VIP ดูเป็นตัวอย่างสิคะ รับทราบในข้อมูล Feedback ในเวลางานก่อนที่จะโดนทวงถาม การรับทราบข้อมูลและชี้แจงให้ชัดเจน จะช่วยให้การประสานงานของเรา ไม่กระทบกันคนในองค์กร และไม่ต้องทำงานกันตลอดเวลาด้วยค่ะ

การทำงานที่ดี ไม่ใช่แค่ทำงานให้ถูกต้องหรือส่งตรงเวลาเท่านั้น

แต่ต้องมาพร้อมกับการจัดสรรเวลาที่พอดี

เลือกช่วงเวลาที่จะทำงานข้างนอก

เลือกช่วงเวลาที่จะทำงานในออฟฟิศ

และเลือกใช้ชีวิตที่เราเลือกได้ค่ะ

 

 

ขอขอบคุณ พี่เล็ก @Lekasina ที่ชวนไปงานดีๆแบบนี้

ขอบคุณ The Nation ที่จัดงานดีๆ ให้พวกเราได้เห็นความแตกตางในแต่ละด้าน

ขอบคุณ thumbsup ที่ให้ยืมรูปภาพ (ยังไม่ได้ขอเลย)

ขอบคุณวิทยากรทุกท่านค่ะ ที่ให้ความรู้และข้อคิด รับรองว่า จะเอาไปปรับใช้ให้เป็นประโยชน์แน่นอนค่ะ

 

ช่วงนี้สงสัยจะเป็นช่วง “ฤดูอกหัก” นะคะ เห็นคนรักเลิกกันหลายคู่

ทำให้รู้สึกว่าความต้องการ ของคนเรา เปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา

“ความรักและความเข้าใจ น่าจะเป็นของคู่กัน แล้วเราล่ะ

เข้าใจ สินค้า (Product หรือ Goods) กับความต้องการมากแค่ไหน

แฟน =  จับต้องได้

ความรัก =  จับต้องไม่ได้

ที่ใดมี มนุษย์ ที่นั่นมี “ความรัก

มนุษย์ เปรียบเหมือน ผู้บริโภค

ความรัก เปรียบเหมือน สินค้า


มี ผู้บริโภค ย่อมมีความต้องการสินค้า

แฟน  กิ๊ก หรือ ผบ ทบ (ผู้บัญชาการที่บ้าน) เป็นสิ่งที่จับต้องได้

จัดอยู่ในกลุ่ม Tangible Product คือ การจ่ายเงินแล้ว ได้สิ่งของกลับมาเชยชม

เรียกว่า “ผลิตภัณฑ์ (Product)” เช่น ข้าวสาร อาหารแห้ง เสื้อผ้า กระเป๋า รถยนต์ ฯลฯ

แฟน  กิ๊ก หรือ ผบ ทบ มีความสำคัญไม่เท่ากัน

“ผลิตภัณฑ์ (Product)” เลยต้องแยกออกมาเป็น 2 ชนิด

เมีย (ผบ ทบ) เป็นอะไรที่หนังเหนียว เหี่ยวง่าย แต่ หนักแน่น

จัดอยู่ในกลุ่ม Durable Goodsคือ สินค้าที่มีความคงทนถาวร


เช่น บ้าน รถยนต์ โต๊ะ เก้าอี้ คอมพิวเตอร์ เครื่องใช้ไฟฟ้า ฯลฯ

แฟน กิ๊ก เป็นสิ่งที่ไม่ยั่งยืน แปรปรวนได้ตามคำร้องเรียน ผบ ทบ

จัดอยู่ในกลุ่ม Non-Durable Goods คือ สินค้าที่เน่าเปื่อยได้

เช่น ของสดต่างๆ เนื้อหมู เนื้อปลา ผักสด ผลไม้ ไข่ไก่ ฯลฯ

ความรัก เป็นสิ่งที่จับต้องไม่ได้

จัดอยู่ในกลุ่ม “Intangible Product” คือ จ่ายเงินแล้วได้ความสบายกลับมา

เรียกว่าบริการ (Service) เช่น ตั๋วเครื่องบิน บัตรผ่านประตู ทำเล็บ ตัดผม ฯลฯ

ความรัก มีหลายแบบ รักจริงหวังแต่ง รักแท้แพ้กิ๊ก โอ๊ย! เยอะ

“บริการ (Service)” จึงถูกแบ่งไว้เป็น 2 ประเภท

รักจริงหวังแต่ง เป็นความรักที่มีให้กัน ใช้ลมหายใจร่วมกัน

จัดอยู่ในกลุ่ม “ บริการที่ใช้เองคือ จ่ายเงินแล้วใช้บริการได้ทันที

เช่น ที่พัก ที่เที่ยว ลงอ่าง อาบอบนวด เสริมสวย ฯลฯ

รักแท้แพ้กิ๊ก เป็นความรักที่ ตาอยู่ มักเป็นคนครองคู่ในที่สุด

จัดอยู่ในกลุ่ม บริการที่ให้คนอื่นใช้คือ จ่ายเงินแล้วไม่ได้ใช้ทันที


เช่น ประกันชีวิต หรือ เงินออมเพื่อการศึกษาลูก เป็นต้น

“สินค้า (Product Goods)” บางชนิดถูกจัดประเภทแล้วยังมีสถานะก้ำกึ่ง

เหมือนที่วัยรุ่นพูดว่า มากกว่าเพื่อน แต่ไม่ใช่แฟน

แล้วไอ้ที่ควงแขนล่ะ อะไรหว่า???

คิดจะบุกตลาด อย่าทำแค่เรียนรู้ทฤษฎี การคิดตาม เป็นเรื่องที่จำเป็นมาก

ถ้าอยากเรียนรู้เพิ่มเติม ไปแลกเปลี่ยนกันได้ใน twitter.com/pleplejung นะคะ

แคมเปญส่งเสริมการตลาดไม่ใช่แฮรี่ พอตเตอร์ จะได้เสกให้ติดตลาดได้ดังใจ

คิดอะไร ทำอะไร ต้องให้เวลากับการเรียนรู้นะคะ