การสร้าง  ‘word-of-mouth’ ให้แพร่กระจายบน Social Media ทำได้ไม่ยากเลย แต่จะทำอย่างไร ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ลองไปดูกันค่ะ

Resource : http://blog.alivenow.in/2010/08/infographic-viral-marketing-vs.html

 

 

 

 

 Resource : http://blog.alivenow.in

 

สถิติการเข้าชมเว็บ (Traffic) เป็นสิ่งสำคัญของการทำการตลาดเว็บไซด์ (Web Marketing) แต่สำหรับเปิ้ลจังใน Solution นี้ ขอพูดถึงพฤติการแหล่งที่มาของผู้เข้าชมเว็บ (Traffic Referrers Site) เพราะตัวเลขของผู้เข้าชมหน้าเว็บเป็นมาตราฐานของการทำการตลาดเว็บ มันยังไม่ใช่ Social Media Solution ที่เปิ้ลจะนำมาวางแผนการตลาดให้กับลูกค้าค่ะ เพราะพฤติกรรมแหล่งที่มาของผู้เข้าชมเว็บจะสามารถบอกได้ว่าเนื้อหา (Content) แต่ละประเภท เราควรนำไปโปรโมทช่องทางไหน ที่จะได้ผลตอบรับตามเป้าหมาย (KPI) ที่เราตั้งไว้มากที่สุด

จากการทดลองเก็บสถิติที่เป็นมาตราฐานของระบบปลั๊กอินที่ลงไว้บนเว็บ สามารถยืนยันความคิดที่เพิ่งคุยกับ อ.ศุภเดช พิธีกรรายการแบไต๋ ไฮเทค @ripmilla ว่าด้วยเรื่องของความน่าเบื่อบน Google+ ที่หลายคนก็บ่นให้ได้ยินว่า เปิดมาเจอแต่…

 

อาหารตาของหลายๆ คน อาจเป็นผลให้ชนีอีกหลายตัวอย่างเปิ้ลจังหมั่นไส้บุคคลในภาพได้ ด้วยจำนวนคนเล่นที่สูงของทั่วโลก แต่น้อยสำหรับคนไทย จึงทำให้กลุ่มคนเล่นหน้าเดิมๆ จำใจต้องบริโภคเนื้อหาเดียวกันซ้ำๆ หลายรอบ จาก Google+ แต่ถ้าจะมองแต่ด้านลบก็คงไม่ใช่พฤติกรรมของนักการตลาดที่ดี ในฐานะที่ อ.ศุภเดช อยู่ในแวดวงของเทคโนโลยีมานาน จึงมีความรู้เพียงพอด้าน Social Media เลยแบ่งปันความคิดเห็นออกมาว่า ข้อดีของ Google+ ตอนนี้คือ เนื้อหาเดิมๆ กับคนเล่นน้อยๆ โอกาสที่คนเหล่านั้นจะเห็นและอ่านเนื้อหาของเราจะมีสูงกว่าเว็บอื่นๆ ที่มีคนเล่นเยอะ

เมื่อมีเหตุมันต้องมีผลค่ะ เสน่ห์อย่างนึงของการตลาดออนไลน์คือ “สามารถวัดผลได้เป็นตัวเลข” ดังนั้น ไม่ต้องแปลกใจว่า ทำไมช่วงนี้เปิ้ลจังอัพเดทเนื้อหาและโพสต์ไปทุกที่ เพื่อต้องการคำตอบนี้ค่ะ

ยอดการคลิกเข้าชมเว็บจาก Google+ สูงมาเป็นอันดับ 1 แน่นอนว่า ทฤษฎีที่เปิ้ลจังคุยกับ อ.ศุภเดช เป็นน้ำหนักมากพอให้นักการตลาดเก็บไปคิดว่า เราจะเลือกใช้ข้อดีและข้อเสียของ Social Media นี้ได้อย่างไร

นักการตลาดคนไหนเก็บสถิติมากเท่าไหร่ การวิเคราะห์ข้อมูลจะแม่นยำมากขึ้นเท่านั้น ขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ของ “การนำไปใช้ต่อ”

อย่าลืมนะคะ “Content ดี แต่ไม่มีคนอ่าน ก็เหมือนการสร้างบ้านแล้วไม่มีคนอยู่”

 

resource: Jetpack/Site Stats

นั่งหาความรู้อยู่เรื่อยเปื่อย ก้ได้ความรู้แบบไม่ทันตั้งตัว น่าสนใจดีค่ะ เป็น Guideline สำหรับมือใหม่ “Online Product Ideas”

 

เชื่อมั๊ยว่า กระแสความแรงและความเร้วของเทคโนโลยีบน Smartphones จะไม่หยุดนิ่งอยู่แค่การตอบสนองความต้องการด้านอุปกรณ์สื่อสารเพียงอย่างเดียว แต่เทรนด์ของอนาคตกำลังจะพาเราก้าวไปสู่การใช้จ่ายผ่าน Smartphones แน่นอนว่า จะต้องไม่ใช่แค่การทำธุรกรรมทางการเงินผ่าน Application บนตัวเครื่องเท่านั้น แต่จะมีการนำเอาเทคโนโลยี NFC  (Near Field Communication) ที่จะช่วยเปลี่ยน Smartphones ให้เป็นได้เสมือนกระเป๋าเงินของเราได้อย่างง่ายดาย เราไปดูวิวัฒนาการที่เกิดขึ้นและเทรนด์ที่กำลังจะตามมาในอนาคตกันแบบเข้าใจภาพรวมง่ายๆ ดีกว่าค่ะ

Resource : 

http://www.creditsesame.com/blog/mobile-payment-apps-05042011/

http://thumbsup.in.th/2011/01/mobile-nfc/

 

ตัวอย่าง Google+ Brand Page ที่นักการตลาดออนไลน์จับตามอง อย่างแรกที่นักการตลาดออนไลน์จะต้องตอบคำถามลูกค้าให้ได้คือ “Google+ แตกต่างยังไงกับ Facebook Page” เรามาหาคำตอบไปพร้อมๆ กันค่ะ

  1. Inclusion of Google +1 Button: มันคือปุ่ม +1 นั่นหล่ะ เพื่อให้รู้ว่า เราชอบหรือติดตามหน้าเพจของแบรนด์นี้อยู่ แต่ดูๆ ไปเหมือนเป็นการเช็คชื่อ เช็คจำนวนยังไงไม่รู้เนอะ โดยส่วนตัวคิดว่า ปุ่ม Like Facebook กระแทกโดนใจมากกว่า
  2. Verification: เพื่อแยกให้เห็นชัดๆ กันไปเลยว่า ใครตัวจริง ใครตัวปลอม เพราะอาจมีคนรักแบรนด์เรามากจนสร้างหน้าเพจขึ้นมาเองก็เป็นได้ ซึ่งตัวนี้หล่ะที่ Facebook ไม่มี แต่หลายคนอาจคุ้นเคยใน Twitter ที่มีการใช้แบบไม่แพร่หลายมาก
  3. Google Map: บอกตำแหน่งที่ตั้งร้านได้ด้วย แต่ Facebook ก็สามารถเพิ่มแท็บ Foursquare บอกตำแหน่งร้านได้เหมือนกันนะ แต่ก็คงดูยุ่งยาก ((แต่ถ้ามองอีกแง่นึง มันดูมีลูกเล่นดีนะ))
  4. Displaying Circles: บอกให้โลกรู้ว่า ใครบ้างที่ติดตามหน้าเพจแบรนด์นี้อยู่ ซึ่งเหมือนกับ Faceook ที่โชว์เหมือนกัน
  5. Canvas Page:  เป็นพื้นที่ของการตกแต่งหน้าแบรนด์เพจให้มีลูกเล่นมากขึ้น ลักษณะการทำงานคล้ายกับ แท็บในหน้าเพจ Facebook ที่ใช้ FBML หรือ iframe เข้ามาช่วยให้เคลื่อนไหว หรือมีลูกเล่นมากขึ้น
  6. Google Offers: มีลักษณะการทำงานคือ แบ่งประเภทหรือหัวข้อการอัพเดทเนื้อหาของแบรนด์ ซึ่ง Facebook ทำได้แค่แยกประเภทของเนื้อหาเช่น ภาพ วีดีโอ หรือลิงค์ ((พูดให้เข้าใจง่ายๆก็คือเมนูอาหารนั่นหล่ะ แต่จะแบ่งแยกย่อยได้แค่ไหนต้องติดตามกันต่อไป))
  7. Sparks: เป็นส่วนของการแสดงผลว่าแบรนด์ในเครือหรือส่วนที่เกี่ยวข้อง คล้ายกับ Facebook ที่สามารถกด Like หน้าเพจด้วยกันและแสดงผลให้บนหน้าเพจว่าแบรนด์ติดตามหน้าเพจไหนอยู่บ้าง ((ส่วนใหญ่แล้วแบรนด์จะกด Like หน้าเพจในเครือ เพื่อเป็นการรวบรวมส่วนที่เกี่ยวข้องให้ง่ายต่อการลิงค์ข้อมูลหากัน))

ทั้งหมดนี้ เป็นเพียงตัวอย่างที่ไม่รู้ว่า จะมีการปรับเปลี่ยนอะไรหรือเปล่า หรือแม้กระทั่งว่า เริ่มใช้เมื่อไหร่ก็ยังไม่มีใครรู้ นักการตลาดคงต้องทำงานหนักกับการแข่งขันของ Social Network ต่อไป  การอัพเดทและติดตามข่าวแบบ Real-Time จึงเป็นเรื่องสำคัญ ตามสโลแกนที่ว่า “ลงมือก่อน ได้เปรียบ”

Resource : seanpercival.com

เคยดูโฆษณา “ชาชัก ชักชา” กันใช่มั๊ยคะ ดูแล้วรู้สึกยังไงบ้าง

ดูครั้งแรก น่ารักดีเนอะ แต่พอนานๆ แค่ได้ยินเสียงเพลงก็เริ่มอยากหาอะไรครอบหู มันก็แล้วแต่คนชอบนะคะ แต่ที่เปิ้ลจังพูดถึงขึ้นมา แค่อยากบอกว่า เมื่อประมาณปี 2009 ที่ญี่ปุ่น เคยมีแคมเปญที่มีเสียงเพลงเป็นตัวดำเนินกิจกรรม (Mechanic) น่าแปลกใจที่ทำนองเพลงคล้ายกันอย่างกับลูกแฝด ไม่เชื่อต้องลองไปฟังกันค่ะ

กว่า 2 ล้านวิว เลยทีเดียวค่ะ ที่กิจกรรมนี้ผ่านสายตาของคนทั่วไป แล้วโฆษณา “ชาชัก” ล่ะ มียอดวิวเท่าไหร่ ความแตกต่าง เกิดขึ้นจากสาเหตุอะไรบ้าง การวิเคราะห์ เป็นขั้นตอนสำคัญของการ “ลอกเลียน” เพราะถึงแม้ว่าจะใช้วิธีการเดียวกัน แต่ถ้ากลุ่มเป้าหมายต่างกัน พฤติกรรมของคนที่เราต้องการสื่อสารด้วยก็จะเปลี่ยนตาม Lotte นอกจากจะทำ Viral VDO ที่มีหลายซี่รี่ย์แล้ว ยังมีกิจกรรมตอกย้ำเพื่อขยายผลออกไปในวงกว้าง น่าสนใจทีเดียวค่ะ

 

Plejung Solution วันนี้เลยอยากนำเสนอวิธีการ ที่นักการตลาดหรือครีเอทีฟอาจไม่ชอบใจเท่าไหร่ แต่เปิ้ลจังมองว่า มันคือทางเลือกที่เราสามารถนำมาใช้ตามเวลาที่เหมาะสม เพื่อการทำงานที่มีประสิทธิภาพมากที่สุด

เรามาวิเคราะห์ดูกันดีกว่าค่ะว่า  Lotte Fit’s Gum Dance Contest with YouTube  เค้ามีวิธีการอะไรบ้าง ที่ช่วยให้เคมเปญการตลาดเกิดเป็น Viral

 

 Lotte Fit’s Gum Dance Contest with YouTube 

สิ่งที่น่าเอาเป็นตัวอย่าง

Viral Clip VDO : ความน่ารักของเสียงเพลง ท่าเต้นที่น่ารัก ความตลกชวนให้หัวเราะแล้วรู้สึกว่า ต้องนำไปบอกต่อเพื่อน นี่หล่ะ ที่เรียกว่า Viral เพราะเมื่อไหร่ที่ VDO น่าเบื่อ ก็จะไม่เกิดการบอกต่อ สิ่งนั้นเรียกว่า “Fail” ค่ะ

Campaign Site : ถึงจะอ่านภาษาญี่ปุ่นไม่ออก แต่มองภาพแล้วก็พอเข้าใจได้ว่า หน้าแรกที่พบคือ “How To” วิธีการเข้าร่วมกิจกรรม ทำให้คนที่ผ่านมาอย่างตั้งใจหรือโดนหลอก ก็รู้สึกว่า “ง่ายและอยากลอง”  มีคนเข้าร่วมสนุกมากมาย ไม่เชื่อลองดูตัวอย่างได้ค่ะ

ชอบคลิปนี้มากค่ะ แม้แต่คนที่ไม่เหมือนคนปกติอย่างพวกเรา ก็ยังอยากเข้าร่วม น่ารักจริงๆค่ะ

คลิปนี้ ดูแล้วอย่าวิ่งเข้าห้องน้ำนะคะ

เต้นกันเป็นหมู่คณะ น่ารักจังค่ะ

ดูคลิปอื่นๆเพิ่มเติมได้ที่ : http://www.youtube.com/user/LOTTE#g/u

 

Viral VDO : ไม่จำเป็นต้องมีสาระ แต่ต้องเรียกเสียงหัวเราะหรือรอยยิ้มได้ 

  • ทำอย่างไรให้คนรู้สึกว่า ต้องบอกต่อ << ขำๆ หรือไม่ก็ต้องเข้าถึงอารมณ์คนดูได้ เราจะได้คนช่วยแชร์สื่อของเราออกไปอีกแบบนับไม่ถ้วน (Share Of Voice)
  • จำง่าย << ถ้าเนื้อหาที่สื่อออกไปโดนใจคนดู รับรองว่า ต่อให้ไม่เกี่ยวกับแบรนด์ แต่ทุกคนก็จะจำแบรนด์เราได้ (Awareness)
  • เนื้อหา << เนื้อหาเป็นกลางมากเท่าไหร่ คนดูเพิ่มมากขึ้นเท่านั้น โอกาสการบอกต่อและเข้าถึงเป้าหมายจะเพิ่มขึ้นตามลำดับ (Increase)

 Next Stepจะทำหมันหยุดไว้แค่นั้น หรือจะต่อยอดหากิจกรรมเพื่อตอกย้ำกระแสต่อไป

Campaign Support : ถ้าอยากให้คนร่วมกิจกรรมมากเท่าไหร่ ความง่ายต้องเพิ่มมากเท่านั้น

    • How To << ทำให้คนเข้าใจและเข้าถึงสื่อของเรามากขึ้น
    • Guide Line << คนส่วนใหญ่เมื่อเห็นตัวอย่าง ก็จะเข้าใจภาพรวมมากขึ้น
    • Tools Support << อย่าคิดว่าทุกคนต้องมีอะไรเหมือนกันหมด ยิ่งหยิบยื่นให้มากเท่าไหร่โอกาสการได้รับกลับมามากขึ้นเท่านั้น

ครีเอทีฟไอเดีย เป็นสิ่งที่อาจซ้ำหรือใกล้เคียงกันได้โดยบังเอิญ แต่สิ่งที่ลอกเลียนแบบกันไม่ได้คือ การคิด การทำ การแก้ไข และการต่อยอด โครงสร้างของไอเดีย มากจากความต้องการของลูกค้า (Requirement) แต่เมื่อไหร่ที่ความต้องการไม่ชัดเจน วิธีการจะเปลี่ยนไป และสุดท้าย ผลตอบรับจะเปลี่ยนแปลงมากที่สุด

 

ถูกใจก็กด Love ตรงหัวใจ ถ้าใครไม่มีหัวใจก็กด Like เป็นกำลังใจให้เปิ้ลนิดนึงนะคะ เขียนขำๆ เอามันส์ค่ะ ((อู้งาน))

Resource : http://www.japantrends.com/lotte-fits-gum-dance-contest-with-youtube/

เมื่อมีผู้นำ ย่อมมีผู้ตาม กระแส Facebook มา แล้วกระแส Google+ ตามมาแบบนี้ กระแสใครจะเชี่ยวในสายน้ำไหลตรงนี้มากกว่า .สำหรับผู้ใช้ธรรมดา เปิ้ลจังรู้สึกว่ามันเป็นกระแสนะ แต่ถ้าในทางการตลาดแล้ว ขอดูตามวัตถุประสงค์ของแต่ละงานดีกว่าค่ะ เพราะไม่มีทางที่ข้อดี จะไม่มีพร้อมข้อเสีย แต่ Facebook VS Google+ อะไรดีกว่า อะไรด้อยกว่า อะไรแตกต่างกันอย่างไร ไปดู infographic นี้กันค่ะ

Resource : http://www.singlegrain.com/blog/facebook-vs-google-plus/

 

UGC (User Generate Content) เป็นการยึดอำนาจจากสื่อ แล้วคืนให้กับผู้บริโภคตัวน้อยๆ อย่างพวกเรา เป็นการสื่อสารโต้ตอบกันแบบ 2 ทาง ทำให้การสื่อสารระหว่างแบรนด์กับผู้บริโภครวดเร็วปานสายฟ้า ฟาดผ่านมาตรงกลางแผ่นหลัง ไม่เชื่อต้องถามคนโดนวีนผ่าน Social Network

Social Media ที่มันใกล้มือ หยิบจับง่าย ก็เลยกลายเป็นยุคเฟื่องฟูของ UGD (User Generate Drama) ไม่เชื่อลองทวิตถามเรื่องชาวบ้านในทวิตเตอร์สิ เดี๋ยวก็มีความเห็นลอยผ่านตา รับรองว่า Timeline จะไหลไวกว่ารองเท้าบินเฉียดผ่านหูตอนข้างบ้านทะเลาะกันซะอีก

ยุคสมัยที่เปลี่ยนไป จากคู่รักที่เคยนอนตักลูบหัวคุยกันด้วยความเอ็นดู ก็กลายเป็นจีบกันผ่านสื่อออนไลน์ ให้ตายเถอะโรบิ้น เห็นคนจีบกันแว๊บๆ เผลอแป๊ปเดียว พี่ท่านแจก #Petdo กันเต็ม Timeline เฮ้อ… โลกมันกลมนะคะ กิ๊กเก่า ชู้ใหม่ แฟนใคร ทำไมชอบขุดดินมาเจอกัน ทั้งๆ ที่แทบจะตายจากกันไปตั้งแต่หลายปีก่อน Social Media เข้าถึงคนทั่วไปได้กว้างจริงๆ

เมื่อไหร่ที่ User มีการรวมตัวแสดงความคิดเห็น เมื่อนั้นหล่ะที่เค้าเรียกว่า Community ลองนึกภาพกลุ่มสมาคมแม่บ้านที่กำลังเมาท์มอยคุณนายบ้านนั้น ลูกชายบ้านบ้านนี้ตามวงไพ่ หรือไม่นะ ลองแอบดูคนรับใช้ที่บ้านตอนแอบเกาะรั้วเมาท์เจ้านายกันดูสิ ภาพความหมายของ Community จะชัดขึ้นทันใด

เมื่อไหร่ที่มี User พวกนี้บนออนไลน์ เมื่อนั้นก็เหมือนวงดนตรีที่กำลังบรรเลงกันอย่างสนุกสนาน ผู้ชมก็จะเพลินเพลินบ้าง เบื่อบ้าง ตามอัธยาศัย

ถ้าอยากเห็นภาพให้ชัดเจนขึ้น แนะนำให้เดินเข้าครัวแล้วเปิดเตาแก๊สแล้วต้มมาม่า ถ้าไม่ใส่สี ตีไข่ ก็คงจะไม่ได้มาม่าทรงเครื่องหน้าตาดีแบบในภาพ

 

เฮ้อ… นึกแล้วก็ขำ User Generate Mama

 

สื่อที่มีในมือ ล้วนแล้วแต่มีประโยชน์และให้โทษไม่ต่างกัน ดาบสองคม เลือกใช้ให้ถูกที่ ถูกเวลาตามความเหมาะสม แล้วผลประโยชน์จะเป็นของผู้บริโภคอย่างแท้จริง

 

ขอบคุณและสวัสดีค่ะ เอิ๊ก เอิ๊ก

Posted with WordPress for BlackBerry.