แฟน = NEED


กิ๊ก = WANT


เงินเดือน = DEMAND


“ความต้องการ” ของใครเป็นยังไงไม่รู้

แต่หนูต้องการแบบนี้ ผิดหรอ???

ในเมื่อพระเจ้าสร้างชายหญิงให้เกิดมาคู่กัน

“แฟน” จึงเป็นสิ่งที่ “ขาดไม่ได้”

แต่ “กิ๊ก” เป็นของหวานที่น่ากิน ถ้ากลัวอ้วน “ไม่กินก็ได้”

แฟน ก็อยากมี กิ๊ก ก็อยากได้

ถ้า “มีความสามารถ เป็น DEMAND” เราก็สร้างฮาเล็มกัน

ความต้องการของมนุษย์ ไม่เคยหยุด ที่คำว่า “พอ”

เวลาเปลี่ยน ใจคนเปลี่ยน ความต้องการเปลี่ยน

 

แยกให้ดี แยกให้ได้ อะไรคือ “รัก” อะไรคือ “หลง”

เพราะมันคือ “ความต้องการ” ของผู้บริโภค

ถ้าอยากมีทั้ง “แฟน และ กิ๊ก”

คิดให้ดี เงินเดือนเท่านี้ เลี้ยงไหวม๊ะ

แต่ถ้าข้อ 3 ไม่มี ความต้องการ 1-2 ถือว่าตกไป

เชิญคิวถัดไปเลยค่ะ

 

ความสามารถในการครอบครองไม่เท่ากัน

ดังนั้น หน้าตาไม่ดี อย่า BB มา


ถ้าไม่เรียนรู้ ความต้องการ” ก็จะไม่รู้ว่า “กลุ่มเป้าหมาย” คือใคร

พอแยกออกกันแล้วใช่มั๊ยคะ ว่าสินค้าแบบไหนเป็นประเภทอะไร

ศึกษาพฤติกรรมของคนเหล่านั้น แล้วทำการตลาดให้ตรงกับความต้องการ

เมื่อไหร่ที่รินน้ำแล้วมันล้นแก้ว เราก็ควรหยุด เพื่อทำความเข้าใจค่ะ


วิวัฒนาการของโทรศัพท์มือถือ จากที่เคยเครื่องใหญ่ เราก็เรียกร้องเทคโนโลยีให้มีเครื่องเล็ก พอเทคโนโลยีก้าวไปไกล ขนาดที่เคยใหญ่ก็ค่อยๆ เล็กลง เล็กลง แล้วยังไงล่ะ ปัจจุบันตอนนี้ ตลาด Tablet เริ่มขยายตัวจนหลายคนที่เคยพกโทรศัพท์ 2 เครื่อง เครื่องนึงไว้โทรออก อีกเครื่องไว้รับสายเข้า ก็กลายเป็น 2 เครื่องเหมือนเดิม ((หรือบางรายคือเพิ่มเติมจาก 2 เป็น 3 ก็มี)) แต่เป็น เล็กเครื่อง ใหญ่เครื่องนะ เครื่องนึงไว้โทร เครื่องนึงไว้เข้าอินเตอร์เน็ต แหม๋ ก็คนมีตังค์ ให้ซื้อ iPad มารองเมาท์ยังไม่มีใครว่าเลย

เทคโนโลยีที่ก้าวไปเรื่อยๆ ไม่เคยถอยหลัง ไม่ได้หมายความว่า อะไรๆ จะไม่วนกลับมาที่เดิม เพราะถ้าคิดดีๆ เมื่อก่อน มนุษย์เรียกร้องอยากได้โทรศัพท์เครื่องเล็กๆ แต่เดี๋ยวนี้ Tablet ที่มีขนาดใหญ่กว่าโทรศัพท์มือถือไม่มาก กำลังเป็นที่ต้องการของกลุ่มคนวงใน ที่อาศัยอินเตอร์เน็ตเป็นเครื่องมือทำกิน

ง่ายๆ ก็คือ เมื่อก่อนล่ะก็อยากได้เล็กๆ เดี๋ยวนี้ล่ะ ทำเป็นอยากได้ใหญ่ มนุษย์หนอมนุษย์ ความต้องการไม่สิ้นสุดจริงๆ ทุกอย่าง ล้วนแล้วแต่เป็นวัฏจักรของความต้องการที่เปลี่ยนไปตามเทคโนโลยีและสมัยนิยม

การตลาด จึงไม่จำเป็นต้องมองหาสิ่งใหม่ๆ เสมอไป แค่เลือกปรับใช้ของเดิม แล้วเพิ่มเติมให้ตรงความต้องการของผู้บริโภคก็พอ

การแข่งขันในตลาดมันร้อนแรงซะจนกระเป๋าแบนแฟนทิ้งกันไปตามๆ กัน คิดขำๆ ว่าอีกหน่อย Tablet คงขนาดใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ จนกลายเป็นกระดานโต้คลื่นเปล่าเนอะ

แค่คิดขำๆ แต่คิดดังไปหน่อย ไม่ได้มีหลักการอะไรมากมาย แค่เป็นมุมมองชิล ชิลของผู้บริโภคที่มีหน้าทำการตลาดก็เท่านั้น ถูกผิดยังไง ก็อย่าไปคิดไรมาก ไปกินข้าวดีกว่า

จริงๆ แล้วการทำตลาด ไม่ใช่ว่าคนที่เรียนมาทางด้านนี้เท่านั้นที่สามารถทำได้ ตัวเราเองที่เป็น ผู้บริโภคโดยตรง (End User) ก็ สามารถทำได้ โดยการเรีบนรู้จากสิ่งรอบตัว หรือพฤติกรรมของคนรอบข้างนั่นเอง เพราะทุกแบรนด์สินค้าหรือบริการต่างวิเคราะห์การตลาดมาจากพฤติกรรมมนุษย์ ทั้งสิ้น แล้วเรื่องอะไรที่เราจะให้เค้ามาศึกษาเราฝ่ายเดียวล่ะ

เริ่มต้นง่ายๆ ด้วยการถามตัวเองก่อนว่า ก่อนที่เราจะซื้อสินค้าสักชิ้น เรามักรู้จักสินค้าเหล่านั้นได้อย่างไร ทางการตลาดเรียกว่า “การรับรู้ต่อตราสินค้า (Brand awareness)” บางคนรู้จักจากสื่อโทรทัศน์ วิทยุ หรือโฆษณาตามหน้าแมกกาซีนต่างๆ ซึ่งความถี่ในการรับรู้ของแต่ละคนไม่เท่ากัน เพราะบางคนตัดสินใจซื้อเพราะเห็นโฆษณาบ่อยมากจนอยากใช้ตาม บางคนเห็นผ่านตาในหน้าแมกกาซีน จึงตั้งใจมาดูสินค้าจริง ในขณะที่บางคนเดินผ่านมาแล้วนึกขึ้นได้ว่า คุ้นๆ นะ เหมือนเคยเห็นโฆษณาที่ไหนแห่ง ดังนั้น ความถี่ในการเลือกใช้สื่อก็เป็นเรื่องสำคัญ สื่อแต่ละชนิดมีความถี่ในการนำเสนอที่ต่างกันไป นี่คือเหตุผลว่า ทำไมสินค้าเกือบทุกชนิดมักมีบริษัทเอเจนซี่คอยดูแลวางแผนการเผยแพร่โฆษณา ต่างๆ

เรากลับมาซื้อ สินค้าหรือบริการนี้อีกเพราะอะไร เป็นอีกหนึ่งคำถามที่สำคัญเช่นกัน บางคนก็ให้เหตุผลร้อยแปดประการ แต่เชื่อสิ ว่าหลายคนเช่นกันที่บอกว่า ไม่รู้สิ ชอบมั้ง ความรู้สึกบอกว่าอันนี้หล่ะ ก็ซื้อ นั่นคือ “ความภักดีต่อตราสินค้า (Brand royalty)” เหมือน กลุ่มสาวก Apple บางคนโทรศัพท์ไม่เคยดัง และไม่เคยโทรหาใคร แต่ทำไมต้อง iPhone แถมยังซื้อ iPad ทั้งๆ ที่ Macbook ก็วางอยู่ที่บ้าน ออกมาทำงานก็ฟัง iPod ถึงออฟฟิศก็ใช้คอมที่ทำงาน แล้วจะทำอย่างไรกับ iPad ที่อุตส่าห์ไปซื้อเงินผ่อนมาเพื่อได้ชื่อว่าเป็นสาวกศาสดา ของแบบนี้อยู่ที่ใจจริงๆ ค่ะ เหมือนแฟนไงคะ รักแล้วรักเลย

แต่บางคนก็บอกว่า ซื้อเพราะชอบพรีเซนเตอร์ บางคนบอกว่าชอบของแถม ชอบแพคเกจ ฯลฯ ก็นะ พรีเซนเตอร์น่ารัก น่ากอดขนาดนี้ ก็ต้องอุดหนุนเป็นธรรมดา ไหนจะของแถมเอย อะไรเอย ล่อตาล่อใจให้อยากเป็นเจ้าของซะขนาดนั้นนี่หล่ะที่เรียกว่า “การดึงดูดผู้ใช้ ( Attractiveness)” ซึ่งเป็นเหตุผลที่ดาราหลายคนถูกถอดออกจากการเป็นพรีเซนเตอร์เมื่อมีข่าวฉาว ภาพลักษณ์ที่ดีของพรีเซนเตอร์มีผลกับภาพลักษณ์ของสินค้าหรือบริการ รวมถึงแพคเกจของสินค้าและโปรโมชั่นส่งเสริมการขายก็เป็นส่วนหนึ่งของความน่า สนใจดึงดูดผู้บริโภคด้วยเช่นกัน

คำถามง่ายๆ 3 ข้อที่เป็นปัจจัยสำคัญของการผลักดันยอดขาย ถ้าคุณตอบคำถามนี้แล้ว ก็อย่าลืมให้คนรอบข้างตอบคำถามนี้เช่นกันนะคะ เพราะเราไม่ได้เป็นผู้บริโภคเพียงรายเดียวแน่นอน ไม่ว่าการทำตลาดแบบไหนก็ตาม เราควรรับฟังความคิดเห็นของทุกๆ คน เพื่อการพัฒนาและต่อยอดสินค้าหรือบริการให้ได้ตรงตามเป้าหมาย

Affiliate คือ ตัวแทนทำโฆษณาหรือขายสินค้าให้บริษัทหรือร้านค้าต่างๆ โดยเราได้รับ ค่าตอบแทนในรูปแบบต่างๆ

Affiliate marketing คือ การตลาดที่กระทำผ่านตัวแทนโฆษณา

Ads คือ โฆษณา

Adcenter คือ ระบบการโฆษณาของ Microsoft

Adword คือ ระบบการโฆษณาของ Google

Banner คือ ป้ายโฆษณาสินค้าหรือบริการสำหรับติดในเว็บไซต์

Bid คือการประมูลคีย์เวิร์ดต่างๆ ในการทำ Pay Per Click

Conversion Rate คือ การเทียบอัตราของการซื้อสินค้าต่อการคลิก

Cookies คือการเก็บข้อมูลการใช้งานเว็บไซต์ มีประโยชน์ในกรณีที่มีคนคลิกผ่านโฆษณาแล้วกลับ มาซื้อสินค้านั้น Cookies จะทำการเก็บข้อมูล Link ID เอาไว้ เพื่อเราจะได้ค่าคอมมิสชั่น

Cost Per Click คือ ค่าใช้จ่ายที่ต้องเสียให้ตัวแทนโฆษณาต่อการคลิก  1 ครั้ง

Click Through Rate คือ อัตราส่วนในการคลิกโฆษณาต่อการแสดงของโฆษณาบนหน้าเว็บ

Destination URL คือ URL ปลายทางที่เกิดขึ้นเมื่อมีคนคลิกผ่านโฆษณา

Earn Per 100 Clicks คือ โฆษณาแบบที่เมื่อมีคนคลิกครบ 100 ครั้ง เราถึงได้รับค่าตอบแทน

Impression คือ จำนวนครั้งที่โฆษณาถูกแสดง

Keyword คือ คำที่ใช้ค้นหาในสิ่งที่ต้องการ

Landing Page คือ หน้าเว็บแรกที่แสดงบนหน้าจอหลังจากคลิกผ่านโฆษณา

Link ID คือ Link ที่เอาไว้ใช้ทำ Affiliate โดยใน Link ID จะมีรหัสหรือคีย์ที่บอกตัวตนของเราอยู่

Paypal คือ เว็บไซต์ที่ให้บริการเกี่ยวกับการเงิน Online

Ranking คือ คะแนนในการจัดอันดับของโฆษณาแบบ Pay Per Click

YiSM คือ ระบบ Pay Per Click ของเว็บ Yahoo.com

ใครว่าศัพท์ทางการตลาดเข้าใจยาก อันนี้ก็แล้วแต่คนนะ ว่าจะเข้าใจได้มากน้อยเท่าไหร่ แต่ที่แน่ๆวันนี้ ไปดูคำศัพท์แบบง่ายๆ กันก่อนดีกว่านะ

1. ถ้าเห็นสาวสวยในงานเลี้ยง จนอดไม่ได้ที่จะเดินเข้าไปหาแล้วพูดว่า “ผมฐานะดี แต่งงานกับผมเถอะ” นั่นคือการตลาดแบบทางตรง(Direct Marketing)

2. หากกำลังอยู่กลางกลุ่มเพื่อนแล้วเหลือไปเห็นสาวสวยในงานเลี้ยง เพื่อนทะลึ่งเดินไปหาเธอแล้วชี้มาที่เราแล้วพูดว่า “ผู้ชายคนนั้นฐานะดี คุณน่าจะแต่งงานกับเขานะ”  นี่คือการโฆษณา(Advertising)

3. เมื่อเห็นสาวสวยในงานเลี้ยง จนอดใจไม่ได้ที่จะเดินไปหาขอแลกเบอร์โทรศัพท์กันไว้ พอสร่างเมาก็โทรกลับไปหาเธอ และพูดว่า “สวัสดีครับ ผมฐานะดี แต่งงานกับผมเถอะ” เรียกว่า การขายทางโทรศัพท์ (Telemarketing)

4. เมื่อเห็นสาวสวยในงานเลี้ยง จนต้องเดินไปหา พร้อมบริการเครื่องดื่มให้ เปิดประตู(รถ)ให้ หากเธอทำกระเป๋าตกก็ช่วยเก็บ อาสาเป็นสารถี และพูดว่า “นอกจากนี้ ผมยังฐานะดีด้วย คุณจะแต่งงานกับผมไหม” แบบนี้เรียก การประชาสัมพันธ์

5. ถ้ากำลังอยู่ในงานเลี้ยงดีๆ ก็มีสาวสวยเดินมาหาคุณ พร้อมบอกคุณว่า “คุณฐานะดี จะแต่งงานกับฉันไหม?” นั่นคือการจดจำตราสินค้า (Brand Recognition)

6. เมื่อคุณเดินไปหาและพูดว่า “ผมฐานะดี แต่งงานกับผมเถอะ” และเธอก็ตบหน้าคุณฉาดหนึ่ง นั่นคือ การตอบรับจากลูกค้า (Customer Feedback)

7. เห็นสาวสวยในงานเลี้ยงจนต้องเดินเข้าไปหา และพูดว่า “ผมฐานะดี แต่งงานกับผมเถอะ” และเธอก็แนะนำสามีเธอให้คุณรู้จัก  นั่นคือช่องว่างระหว่างอุปทานและอุปสงค์ (Demand and supply gap)

8. คุณเห็นสาวสวยในงานเลี้ยง คุณเดินเข้าไปหา และก่อนจะพูดอะไร มีคนอื่นเข้ามาและบอกเธอว่า “ผมฐานะดี แต่งงานกับผมเถอะ” แต่เธอก็ไปกับชายคนนั้น  แสดงว่าคุณกำลังเสียส่วนแบ่งการตลาด

9. ถ้าคุณเห็นสาวสวยในงานเลี้ยงแล้วเดินเข้าไปหาเพื่อพูดว่า “ผมฐานะดี แต่งงานกับผมเถอะ” ภรรยาของคุณก็มาถึง นั่นคือข้อควรระว้งก่อนเข้าสู่ตลาดใหม่ (Restriction for Entering new market)

เป็นไงคะ ศัพท์ทางการตลาดที่หลายคนว่าน่าเบื่อ แบบนี้ อ่านแล้วสนุกกับการทำตลาดหรือยังคะ การตลาดมันก็คือพฤติกรรมรอบตัวเรานี่หล่ะ ลองหยิบจับแบบง่ายๆ แล้วคิดตาม จะรู้ว่า ไอเดียมากมาย อยู่รอบตัวเราเลยค่ะ
เจอกันในทวิตเตอร์ค่ะ ^^,

ช่วงนี้สงสัยจะเป็นช่วง “ฤดูอกหัก” นะคะ เห็นคนรักเลิกกันหลายคู่

ทำให้รู้สึกว่าความต้องการ ของคนเรา เปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา

“ความรักและความเข้าใจ น่าจะเป็นของคู่กัน แล้วเราล่ะ

เข้าใจ สินค้า (Product หรือ Goods) กับความต้องการมากแค่ไหน

แฟน =  จับต้องได้

ความรัก =  จับต้องไม่ได้

ที่ใดมี มนุษย์ ที่นั่นมี “ความรัก

มนุษย์ เปรียบเหมือน ผู้บริโภค

ความรัก เปรียบเหมือน สินค้า


มี ผู้บริโภค ย่อมมีความต้องการสินค้า

แฟน  กิ๊ก หรือ ผบ ทบ (ผู้บัญชาการที่บ้าน) เป็นสิ่งที่จับต้องได้

จัดอยู่ในกลุ่ม Tangible Product คือ การจ่ายเงินแล้ว ได้สิ่งของกลับมาเชยชม

เรียกว่า “ผลิตภัณฑ์ (Product)” เช่น ข้าวสาร อาหารแห้ง เสื้อผ้า กระเป๋า รถยนต์ ฯลฯ

แฟน  กิ๊ก หรือ ผบ ทบ มีความสำคัญไม่เท่ากัน

“ผลิตภัณฑ์ (Product)” เลยต้องแยกออกมาเป็น 2 ชนิด

เมีย (ผบ ทบ) เป็นอะไรที่หนังเหนียว เหี่ยวง่าย แต่ หนักแน่น

จัดอยู่ในกลุ่ม Durable Goodsคือ สินค้าที่มีความคงทนถาวร


เช่น บ้าน รถยนต์ โต๊ะ เก้าอี้ คอมพิวเตอร์ เครื่องใช้ไฟฟ้า ฯลฯ

แฟน กิ๊ก เป็นสิ่งที่ไม่ยั่งยืน แปรปรวนได้ตามคำร้องเรียน ผบ ทบ

จัดอยู่ในกลุ่ม Non-Durable Goods คือ สินค้าที่เน่าเปื่อยได้

เช่น ของสดต่างๆ เนื้อหมู เนื้อปลา ผักสด ผลไม้ ไข่ไก่ ฯลฯ

ความรัก เป็นสิ่งที่จับต้องไม่ได้

จัดอยู่ในกลุ่ม “Intangible Product” คือ จ่ายเงินแล้วได้ความสบายกลับมา

เรียกว่าบริการ (Service) เช่น ตั๋วเครื่องบิน บัตรผ่านประตู ทำเล็บ ตัดผม ฯลฯ

ความรัก มีหลายแบบ รักจริงหวังแต่ง รักแท้แพ้กิ๊ก โอ๊ย! เยอะ

“บริการ (Service)” จึงถูกแบ่งไว้เป็น 2 ประเภท

รักจริงหวังแต่ง เป็นความรักที่มีให้กัน ใช้ลมหายใจร่วมกัน

จัดอยู่ในกลุ่ม “ บริการที่ใช้เองคือ จ่ายเงินแล้วใช้บริการได้ทันที

เช่น ที่พัก ที่เที่ยว ลงอ่าง อาบอบนวด เสริมสวย ฯลฯ

รักแท้แพ้กิ๊ก เป็นความรักที่ ตาอยู่ มักเป็นคนครองคู่ในที่สุด

จัดอยู่ในกลุ่ม บริการที่ให้คนอื่นใช้คือ จ่ายเงินแล้วไม่ได้ใช้ทันที


เช่น ประกันชีวิต หรือ เงินออมเพื่อการศึกษาลูก เป็นต้น

“สินค้า (Product Goods)” บางชนิดถูกจัดประเภทแล้วยังมีสถานะก้ำกึ่ง

เหมือนที่วัยรุ่นพูดว่า มากกว่าเพื่อน แต่ไม่ใช่แฟน

แล้วไอ้ที่ควงแขนล่ะ อะไรหว่า???

คิดจะบุกตลาด อย่าทำแค่เรียนรู้ทฤษฎี การคิดตาม เป็นเรื่องที่จำเป็นมาก

ถ้าอยากเรียนรู้เพิ่มเติม ไปแลกเปลี่ยนกันได้ใน twitter.com/pleplejung นะคะ

แคมเปญส่งเสริมการตลาดไม่ใช่แฮรี่ พอตเตอร์ จะได้เสกให้ติดตลาดได้ดังใจ

คิดอะไร ทำอะไร ต้องให้เวลากับการเรียนรู้นะคะ