Subscription Commerce เป็นการตลาดที่กำลังโตในอเมริกา เป็นการนำเอาระบบสมาชิกมาใช้เป็น Mechanic โดยเปิดให้ลงทะเบียนผ่านเว็บไซต์ และเก็บค่าสมาชิกรายเดือน โดยแต่ละเดือนนั้น สมาชิกจะได้รับผลิตภัณฑ์ตัวอย่างทดลองใช้ส่งไปให้ถึงบ้าน ซึ่งเว็บไซต์ก็จะมีรายได้จากค่าสมาชิกเป็นหลัก แต่นั่นเป็นเพียงรายได้ส่วนนึงเท่านั้นนะ เพราะผู้บริโภคที่จะยอมจ่ายค่าสมาชิกให้กับเว็บไซต์ได้ ต้องเป็นผู้ที่สนใจสินค้าหรือบริการนั้นๆ อยู่ เมื่อได้ทดลองใช้สินค้าที่ส่งตรงถึงบ้านแล้ว สมาชิกมีโอกาสที่จะกลับเข้ามาซื้อสินค้าสูงถึง 99% เท่ากับว่า เว็บไซต์แทบไม่ได้ลงทุนอะไรเลย เพราะการจัดส่งตัวอย่างสินค้า สมาชิกก็เสียเงินรายเดือนอยู่ดี

ยกตัวอย่างเว็บ Birchbox เป็นเว็บเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ดูแลผิวที่มีการจัดส่งสินค้าตัวอย่างทดลองใช้ 4-5 ชิ้นต่อเดือน ให้กับสมาชิก 45,000 คน ซึ่งแต่ละคนต้องจ่าย 10$ ต่อเดือน ทำให้เว็บนี้มีรายได้ต่อเดือนกว่า 450,000$ หรือ 5.4 ล้านดอลลาร์ต่อปี นี่ยังไม่รวมกับยอดขายที่เกิดขึ้นภายหลังนะ

การตลาดแบบ Subscription Commerce สามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้ดี และยังทำให้เกิดเป็น Viral ได้ด้วย เมื่อสมาชิกใช้สินค้าแล้วเกิดความประทับใจ ก็จะไปบอกต่อเพื่อนให้กลับเข้ามาสมัครสมาชิกต่อๆ กันไป อีกหน่อยคงกลายเป็น MLM หรืออาจมีแคมเปญการตลาดให้สะสมแต้ม เพื่อนชวนเพื่อน ช่วยลดราคาสินค้าก็ได้นะ ลองไปดู Infographic ของการตลาดแบบ Subscription Commerce กันดีกว่าค่ะ

ข้อมูลอ้างอิง: Digimolek.com , blog.Kissmetrics.com

 

สถิติการเข้าชมเว็บ (Traffic) เป็นสิ่งสำคัญของการทำการตลาดเว็บไซด์ (Web Marketing) แต่สำหรับเปิ้ลจังใน Solution นี้ ขอพูดถึงพฤติการแหล่งที่มาของผู้เข้าชมเว็บ (Traffic Referrers Site) เพราะตัวเลขของผู้เข้าชมหน้าเว็บเป็นมาตราฐานของการทำการตลาดเว็บ มันยังไม่ใช่ Social Media Solution ที่เปิ้ลจะนำมาวางแผนการตลาดให้กับลูกค้าค่ะ เพราะพฤติกรรมแหล่งที่มาของผู้เข้าชมเว็บจะสามารถบอกได้ว่าเนื้อหา (Content) แต่ละประเภท เราควรนำไปโปรโมทช่องทางไหน ที่จะได้ผลตอบรับตามเป้าหมาย (KPI) ที่เราตั้งไว้มากที่สุด

จากการทดลองเก็บสถิติที่เป็นมาตราฐานของระบบปลั๊กอินที่ลงไว้บนเว็บ สามารถยืนยันความคิดที่เพิ่งคุยกับ อ.ศุภเดช พิธีกรรายการแบไต๋ ไฮเทค @ripmilla ว่าด้วยเรื่องของความน่าเบื่อบน Google+ ที่หลายคนก็บ่นให้ได้ยินว่า เปิดมาเจอแต่…

 

อาหารตาของหลายๆ คน อาจเป็นผลให้ชนีอีกหลายตัวอย่างเปิ้ลจังหมั่นไส้บุคคลในภาพได้ ด้วยจำนวนคนเล่นที่สูงของทั่วโลก แต่น้อยสำหรับคนไทย จึงทำให้กลุ่มคนเล่นหน้าเดิมๆ จำใจต้องบริโภคเนื้อหาเดียวกันซ้ำๆ หลายรอบ จาก Google+ แต่ถ้าจะมองแต่ด้านลบก็คงไม่ใช่พฤติกรรมของนักการตลาดที่ดี ในฐานะที่ อ.ศุภเดช อยู่ในแวดวงของเทคโนโลยีมานาน จึงมีความรู้เพียงพอด้าน Social Media เลยแบ่งปันความคิดเห็นออกมาว่า ข้อดีของ Google+ ตอนนี้คือ เนื้อหาเดิมๆ กับคนเล่นน้อยๆ โอกาสที่คนเหล่านั้นจะเห็นและอ่านเนื้อหาของเราจะมีสูงกว่าเว็บอื่นๆ ที่มีคนเล่นเยอะ

เมื่อมีเหตุมันต้องมีผลค่ะ เสน่ห์อย่างนึงของการตลาดออนไลน์คือ “สามารถวัดผลได้เป็นตัวเลข” ดังนั้น ไม่ต้องแปลกใจว่า ทำไมช่วงนี้เปิ้ลจังอัพเดทเนื้อหาและโพสต์ไปทุกที่ เพื่อต้องการคำตอบนี้ค่ะ

ยอดการคลิกเข้าชมเว็บจาก Google+ สูงมาเป็นอันดับ 1 แน่นอนว่า ทฤษฎีที่เปิ้ลจังคุยกับ อ.ศุภเดช เป็นน้ำหนักมากพอให้นักการตลาดเก็บไปคิดว่า เราจะเลือกใช้ข้อดีและข้อเสียของ Social Media นี้ได้อย่างไร

นักการตลาดคนไหนเก็บสถิติมากเท่าไหร่ การวิเคราะห์ข้อมูลจะแม่นยำมากขึ้นเท่านั้น ขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ของ “การนำไปใช้ต่อ”

อย่าลืมนะคะ “Content ดี แต่ไม่มีคนอ่าน ก็เหมือนการสร้างบ้านแล้วไม่มีคนอยู่”

 

resource: Jetpack/Site Stats