Read More →

 

Read More →

Subscribe  เป็นฟีเจอร์ใหม่ที่ Facebook  เพิ่งเปิดให้บริการ ซึ่งความสามารถคล้ายกับ  Twitter  ที่ให้เราไป Follow เพื่อติดตามความเคลื่อนไหวของคนที่เราสนใจ ซึ่งเราสามารถเลือกได้ว่า เราต้องการติดตามความเคลื่อนไหวแบบไหนบ้าง ทุกโพสต์ ทุกคอมเมนท์ หรือทุกๆ ฝีก้าวที่มีการอัพเดทเลยหรือเปล่า หรือจะยกเลิกการติดตามคนไหน ก็ทำได้เช่นกัน โดยที่ไม่จำเป็นต้องเป็นเพื่อนกันก้ได้นะ Read More →

การบริโภคสื่อที่ถูกวิธี คือการอ่านแล้วคิดก่อนว่า เนื้อหาที่ว่ามานี้ มีความจริงเท็จแค่ไหน ในมุมของผู้นำเสนอ ผู้จัดทำ ผู้บริโภค มีน้ำหนักความเป็นไปได้แค่ไหน สมควรบอกต่อหรือหยุดการกระจายข่าวสารไว้แค่นั้น เพราะทุกคนบนโลก หนีไม่พ้นการ “เกาะกระแส” ไม่ว่าจะเป็นการ เกาะกระแสให้ตัวเองโด่งดัง หรือการเกาะกระแสที่จะสร้างแบรนด์ให้เป็นที่รู้จัก หรือเกาะกระแสที่จะทำลายชื่อเสียง อย่าปล่อยให้  User Generate Drama  อีกเลย เพราะสุดท้ายแล้ว ผลประโยชน์ก็อยู่ที่ผู้บริโภคทั้งนั้น เราอยากรับรู้ข้อมูลความจริงหรือข้อมูลเท็จล่ะคะ Read More →

หลังจากที่เปิ้ลจังโตเป็นสาวเต็มตัวไม่กี่ชม. บ้านของเปิ้ลจังก็ถูก “ปลวก” อพยพกัดเซาะ ก็ดูสิคะ เปิ้ลจังคุยเล่นกะเพื่อนเรื่องคุ๊กกี้ของยายแก่ที่เคี้ยวอะไรไม่ค่อยได้อยู่ดี ทำไมกลายเป็นเรื่อง “บัดสี” ไปซะอย่างนั้น Read More →

 

จากการสำรวจพฤติกรรมการใช้ทวิตเตอร์ โดย Lab42 จากการตอบแบบสอบถามของผู้ใช้ 500 คนพบว่า

การใช้งานทวิตเตอร์มีความถี่

  • 37%  ใช้งานวันละหลายๆ ครั้ง
  • 33%  ใช้งานทุกวัน
  • 19%  ใช้งาน 2-3 ครั้ง/สัปดาห์
  •  5%  ใช้งาน 2-3 ใช้งานครั้ง/เดือน
  •  6%  นานๆ เล่นที หรืออาจจะไม่เคยเลย

เข้าถึงข้อมูลจาก

  • 64%  เข้าใช้งานผ่าน หน้าเว็บไซด์ (www.twitter.com)
  • 16%  เข้าใช้งานผ่าน  Mobile App ((เปิ้ลจังก็เป็นหนึ่งในนั้นนะ))
  • 10%  เข้าใช้งานจาก Client อื่นๆ เช่น Hootsuite หรือ Tweetdesk

โดยอัตราความถี่ในการทวิตข้อความคือ

  • 42%  ทวิตข้อความ มากกว่า 1 ครั้ง/วัน
  •  23% ทวิตข้อความ วันละครั้ง แต่ทวิตทุกวัน
  • 17%  ทวิตข้อความ 2-3 ครั้ง/สัปดาห์
  •  9%   ทวิตข้อความ 2-3 ครั้ง/ต่อเดือน
  •  9%  นานๆ ทวิตข้อวามที หรืออาจจะ ไม่เคยเลย

อะไรทำให้เข้าใช้งานทวิตเตอร์

  • 33%   เพื่อนแนะนำหรือ เล่นตามเพื่อนนั่นเอง
  • 30%  อยากรู้ว่ามีอะไรเกิดขึ้นบ้าง
  • 17%  อยากแบ่งปันเรื่องราวของตนเอง
  • 15%  ติดตามข่าวสารคนดังหรือแบรนด์ที่กำลังสนใจ
  •  5%  ถูกขอร้องหรือ อีกนัยนึงคือบังคับนั่นเอง

เลือก Follow บุคคลหรือแบรนด์เหล่านั้นจากอะไร

  • 69%   เพื่อนๆแนะนำ คิดเป็น
  • 47%   ใช้การ Search
  • 44%   จากการแนะนำของ Twitter
  • 31%   จากการทวิตข้อความของบุคคลหรือสินค้านั้นๆ

แล้วส่วนใหญ่ Follow อยู่กี่แบรนด์

  • 10%   ไม่ตามเลย
  • 31%    1-5 แบรนด์
  • 20%   6-10 แบรนด์
  • 18%   11-20 แบรนด์
  • 10%   21-30 แบรนด์
  •   3%   31-50 แบรนด์
  •   8%   มากกว่า 51 แบรนด์

เพราะอะไรถึง Follow ล่ะ

  • 66%  ต้องการส่วนลด
  • 48%  อยากมีส่วนร่วม
  • 47%  ทวิตเนื้อหาน่าสนใจ
  • 30%  ต้องการทราบข่าวสาร หรือบริการใหม่ๆ

แล้วคุณ Follow ใครบ้าง (เมืองไทยคงไม่เหมือนกันเนอะ)

  • 43%  Lady Gaga
  • 41%  Barack Obama
  • 27%  Snooki นักมวยปล้ำเจ้าของความสูง 10 ฟุต 4 นิ้ว

และคิดเป็น 10%  ของผู้ตอบแบบสอบถามทั้งหมด ไม่ทราบว่า เครื่องหมาย # คือแฮชแท็ก ที่เอาไว้เป็นสัญลักษณ์ให้รู้กันว่า เรากำลังพูดเรื่องอะไรกันอยู่

ทีนี้นักการตลาดออนไลน์อย่างพวกเราคงจะพอมีไอเดียในหัวแล้วสินะ ว่าเราจะเลือกใช้ช่องทางไหนในการโปรโมทแบรนด์หรือสินค้า และควรโปรโมทแบบไหน อย่างไร

 

Resource : lab42.com/veedvil.com 

 

นักการตลาดออนไลน์หลายคนมักเลือก Twitter เป็นช่องทางการตลาดให้กับลูกค้าหรือกับแบรนด์ของตนเอง ซึ่งมีทั้งแบบที่ได้ผลและไม่ได้ผลก็มีนะ เพราะโลกออนไลน์ มีทั้งเรื่องจริงและเรื่องเท็จ ซึ่งข้อมูลที่ได้มา คงต้องให้แต่ละคนเป็นผู้พิจารณาเองว่า ข้อมูลไหนที่น่าเชื่อถือ แต่การใช้ทวิตเตอร์เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการตลาด จำเป็นต้องอาศัยการวิเคราะห์พฤติกรรมของผู้ใช้งานด้วย การวางแผนการตลาดแต่ละครั้ง จึงต้องมีการศึกษาข้อมูลที่เกี่ยวข้องหรืออัพเดทให้เป็นปัจจุบัน เพื่อการเลือกใช้เครื่องมือทางการตลาดให้เหมาะสมกับวัตถุประสงค์และกลุ่มเป้าหมายที่ต้องการ

และสำหรับใครที่กำลังวางแผนว่าจะใช้ทวิตเตอร์เป็นช่องทางการเข้าถึงลูกค้า อยากให้ลองอ่าน Infographic ข้างล่างนี้ก่อนว่า ในปัจจุบันมีจำนวนผู้สมัครเข้าใช้งานเท่าไหร่ ส่วนใหญ่แล้วอยู่ในช่วงอายุเท่าไหร่ เพศไหน และมีพฤติกรรมการทวิตอย่างไรเป็นต้น ซึ่งเป็นข้อมูลที่อัพเดทที่สุดในตอนนี้แล้วหล่ะนะ

Twitter Fats and Figures (Update July)

 

Resource : touchagency.com

 

รูปแบบการสื่อสารในปัจจุบันเปลี่ยนไปมาก จากเดิมที่กว่าจะสื่อสารกันได้แต่ละที แทบจะไม่มีช่องทางให้เลือก ต่างกับปัจจุบันที่มี Social Media เข้ามาช่ยให้เราสื่อสารกันได้เร็วยิ่งขึ้น ใกล้ชิดกันมากขึ้น แต่สำหรับบางองค์กร ยังไม่เปิดใจสำหรับช่องทางการสื่อสารหลายรูปแบบของ Social Media แต่สำหรับบางองค์กร ที่เปิดใจกล้าใช้ Social Media มาสร้างธุรกิจของตัวเอง ซึ่งแน่นอนค่ะว่า เมื่อมีผลดี ย่อมมีผลเสียตามมา ขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ของการใช้และวิธีการที่เลือก

แต่สำหรับบางองค์กรที่เปิดใจให้กับโลกออนไลน์ นั่นไม่ได้หมายความว่า “เปิดโอกาสให้กับการสื่อสาร” หรอกนะ เพราะหลายองค์กรที่เปิดใจใช้ Social Network ต่างๆ มาช่วยติดต่อสื่อสาร ไม่ว่าจะเป็นการแชทผ่าน MSN, GTalk หรือการพูดคุยแบบสั้นๆ ผ่าน Twitter และอื่นๆ อีกมากมาย แต่สุดท้ายยังคงเกิดปัญหามากมาย เป็นเพราะอะไร?

  • ใช้ไม่เป็นหรือใช้ไม่ตรงกับวัตถุประสงค์
  • ใช้เป็น แต่ขาดความรอบคอบในการใช้งาน
  • ขาดการใส่ใจหรืออื่นๆ
Social Media เป็นแค่เครื่องมือช่วยให้เราทำงานได้มีประสิทธิภาพมากขึ้นเท่านั้น เพราะ Social Media ไม่มีชีวิตรือจิตใจเหมือนคน จึงเป็นได้แค่สะพานให้เราข้าไปสื่อสารกับคนอื่นๆ ได้ง่ายขึ้น เร็วขึ้น หรือคล่องตัวมากขึ้นเท่านั้น แต่สุดท้ายแล้ว ไม่ว่าการสื่อสารจะเดินหน้าไปไกลแค่ไหน แต่การสื่อสารที่ไม่ถูกช่องทาง ก็คงไม่ต่างอะไรกับการขว้างบอลไม่ข้ามรั้ว สุดท้ายแล้ว สิ่งที่เราต้องการสื่อสาร ก็ยังคงอยูกับเรา ไม่ได้ถูกสื่อออกไปในทางไหนเลย
ลองนึกภาพตามค่ะว่า…
  • A ส่งอีเมล์ ไปให้ B
  • A นั่งรอการตอบกลับของ B อย่างใจจดใจจ่อ โดยไม่รู้เลยว่า B ได้รับอีเมล์หรือเปล่า
ถ้า B ไม่ได้รับอีเมล์จะเป็นอย่างไร
การสื่อสารจะคล่องตัวมากขึ้น ถ้า A
  • Call
  • Chat
  • SMS
  • Tweet/Post
  • etc…
ไปบอก B ว่า ส่งเมล์ไปให้นะ ให้ลองเช็คอีเมล์ดู
B รับทราบแล้วอ่านรายละเอียด และติดต่อกลับในข้อมูลที่ต้องการเพิ่มเติม
ไม่ว่าการสื่อสารช่องทางไหน ก็สามารถทำให้เกิดความเข้าใจผิดได้ทุกช่องทาง ดังนั้น “การตรวจสอบข้อมูล (Recheck)” จึงเป็นเรื่องสำคัญ เพราะเทคโนโลยี มีไว้ให้เลือกใช้ ไม่ได้มีไว้ให้ฝากความหวัง เพราะฉะนั้น การสื่อสาร ไม่ใช่เรื่องของการคิดเอง หากความเข้าใจของแต่ละฝ่ายไม่ตรงกัน ยังพอแก้ไขได้ แต่ถ้าสื่อสารออกไปแล้วไม่ถึงเป้าหมาย นั่นหมายความว่า การสื่อสารนั้น “ล้มเหลว”

สถานการณ์จริง อาจไม่เหมือนในบทความ

แต่การประยุกต์ใช้ ทำได้จริงกับทุกคนนะคะ