ROI (Return on Investment) คือความคุ้มค่าของการลงทุน ซึ่งทุกๆ แคมเปญที่ลงทุนไปกับการตลาด ไม่ว่าจะเพื่อส่งเสริมการขาย หรือส่งเสริมการประชาสัมพันธ์ก็ตาม เราจำเป็นต้องคำนวนให้ได้ว่า เราลงทุนไปกับอะไรเท่าไหร่ และเราได้รับอะไรกลับมาบ้าง เพราะทุกอย่างมันคือต้นทุนของธุรกิจ Read More →



เห็นแล้วขำค่ะ อ่านแล้วมันโดนใจ @Mrmaew เค้าพูดถูกนี่นา ก็เลยเป็นประเด็นให้คันมือ จนได้เวลาพักเรื่องหน้าตาดี ขอมีสาระบ้างละ

การบริหารต้นทุน ต้องถามตัวเองก่อนว่า เราต้องการอะไรจากการลงทุนในครั้งนี้ เพื่อที่เราจะได้รู้ว่า ROI (Return On Investment) ที่ควรได้รับนั้น จะใช้อะไรเป็นเครื่องมือการวัดผล หลักการวัดผลในแต่ธุรกิจมีความแตกต่างกันอยู่ไม่มาก แต่ไม่ได้หมายความว่า ทุกอย่างจะเทิร์นกลับมาได้เป็นเงินเสมอไป เพราะถ้าเมื่อไหร่ที่วัตถุประสงค์ในการทำ เราต้องการแค่สร้าง Awareness หรือทำเพื่อสร้างแบรนด์ให้ติดตลาด นั่นหมายความว่า การลงทุนในครั้งนั้น ไม่สามารถวัดค่าความสำเร็จได้ด้วยยอดขาย แต่ต้องวัดค่าด้วยการรับรู้ของผู้บริโภค ถ้ากลุ่มเป้าหมายเราเห็น แล้วจำได้ว่าเราเป็นใคร ทำอะไร นั่นหมายความว่า เรามาถูกทางแล้ว ยิ่งถ้าเป็นที่พูดถึงอย่างกว้างขวาง นั่นหมายความว่า เราบรรลุเป้าหมายแล้ว

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ขึ้นอยู่กับเป้าหมาย (KPI) ที่เราตั้งไว้ ซึ่งเป้าหมาย (KPI) นั้น ต้องสัมพันธ์กับความเป็นจริงด้วย ไม่ใช่ว่าจ้างพ่อครัวมาทำอาหาร แต่จะหวังว่า เค้าจะต้องมายืนขายและทำรายได้ให้คุณมากมาย มันผิดวัตถุประสงค์การจ้างงานแล้วคร๊าบพี่น้อง

การทำโปรโมชั่นส่งเสริมการขายต่างๆ จำเป็นต้องวัดค่า ROI (Return On Investment) เพื่อตอบโจทย์เรื่องความคุ้มค่าและการคำนวณต้นทุน นั่นเป็นสิ่งที่ถูกต้องค่ะ แต่สำหรับ Facebook Marketing เป็น Social Media ที่เราต้องมองให้เหมือนสื่อโฆษณาชนิดหนึ่ง ที่สามารถโต้ตอบกับเราได้แบบ Real Time ดังนั้น การวัดผลจึงต้องใช้วิธีการเดียวกับสื่อโฆษณาชนิดอื่นๆ คือ การประมาณตัวเลขว่า คนจะเห็นแบรนด์เราเท่าไหร่ ไม่ใช่ฝากไว้กับ Facebook  ยกตัวอย่าง

หนังสือ/สิ่งพิมพ์ จะใช้ยอดการพิมพ์+ยอดขายแต่ละฉบับ มาประมาณการณ์ว่าคนจะเห็นโฆษณาในเล่มเท่าไหร่

โฆษณาทีวี ก็จะใช้พฤติกรรมของผู้บริโภคกับช่วงเวลาการลงโฆษณามาประมาณการว่า จะมีคนเห็นโฆษณาเรามากแค่ไหนยิ่งช่วงคั่นเวลา เรยานะ คนเห็นเป็นล้านเลยค่ะ

Facebook ล่ะ ใช้อะไรวัดผลล่ะเนี่ย กรุณาคิดตามนะคะ อย่ามัวแต่นึกถึงหน้าสวยๆ ของเปิ้ลจัง เพราะการวัดผลของ Facebook มีปัจจัยหลายอย่างประกอบกันค่ะ

  • จำนวนแฟนเพจ (No. Of Fans) ที่เพิ่มขึ้นในแต่ละวัน แต่ละสัปดาห์ สามารถคำนวณได้ว่าข่าวสารที่ส่งออกไป จะมีคนเห็นเท่าไหร่
  • อัตราการโต้ตอบปฎิสัมพันธ์ (Interactions) บนหน้าเพจ สามารถวัดค่าความพึงพอใจและความคิดเห็นที่มีต่อแบรนด์ได้
  • จำนวนคนที่เข้าร่วมกิจกรรม (No. Of Participate) นอกจากจะประมาณจำนวนคนที่จะรู้จักแบรนด์มากขึ้นแล้ว ยังสามารถนำพฤติกรรมของผู้บริโภคมาวิเคราะห์การทำโปรโมชั่นส่งเสริมการขายต่อไปได้อีก

แต่นั่นเป็นแค่การวัดผลของการทำ Facebook Marketing แบบสั้นๆ (ถ้าอยากได้แบบเหลายาว่ะก้อ รอภาค 2 ค่ะ) เมื่อเราวัดผลการทำ Facebook Marketing มาแล้ว ลองมาดูค่ะว่า ผลที่ได้รับ สามารถตอบโจทย์ข้อไหนได้บ้าง

วัตถุประสงค์ (Objective) กับ ขอบเขตของงาน (Scope Of Work) เป็นสิ่งที่ต้องกำหนดให้ชัดเจน เพราถ้าสิ่งเหล้านี้ไม่ชัดเจน เราจะตั้งเป้าหมายไม่ได้ และเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงข้อไหน เป้าหมายที่วางไว้ก็อาจเพิ่มหรือลดลงได้เช่นกัน ดังนั้น การวัดผลของ Facebook คือการหาค่าเฉลี่ยโดยประมาณว่า จะมีคนเห็นหรือพูดถึงแบรนด์เท่าไหร่ เพื่อดูว่า ราคานี้เหมาะสมกับการลงทุนหรือไม่ แต่ทุกอย่าง ขึ้นอยู่กับ การจ่ายงานของผู้จางเราว่า เค้าต้องการอะไร

อย่าจ้าง 10 บาท แต่หวังกำไร 1,000 นะคะ เพราะถูกและดี มีแค่ที่ Foodland ค่ะ


 
ขอบคุณคำพูดการจุดประกายความสรรหาของพี่แมวค่ะ ตามไป Follow #SexPlus ได้นะคะ