Google เป็นผู้ให้บริการ Gmail และเป็นผู้ให้บริการกวาดหาเรื่องชาวบ้านที่ทุกคนอยากรู้บน Google ด้วยการค้นหาด้วย “คำ (Keywords)” ที่ต้องการรู้ ไม่ว่าจะใคร ทำอะไร ที่ไหน อย่างไร เชื่อมั๊ยว่า สามารถค้นหาได้จาก Google แต่การค้นหาก็จะมีเทคนิคการค้นพบที่แตกต่างกัน เพราะ “คำ(Keywords)” ที่ใช้ จะมีผลกับข้อมูลที่พบ Read More →

แจกค่ะแจก Google+ จัดให้ 5 เล่มตามสัญญา

มาแล้วค่ะ ต้องกราบแนบอก เพื่อขออภัยอย่างสูงๆ เลยค่ะ บอกจะประกาศผลตอนเที่ยง แต่บัดนี้ได้ล่วงเลยมาถึงบ่าย 4 โมงจะครึ่งแล้ว เอาเป็นว่า แจกฟรี 5 เล่ม แค่โพสบอกว่า “Google+ จัดอะไรให้เพื่อนๆ บ้าง”  คนที่มีรายชื่อ 5 คนตามด้านล่าง เปิ้ลจังจะจัดส่งหนังสือไปให้ที่บ้านนะคะ

1. Parinya Kesorn

Google+ จัดความเป็นส่วนตัวให้ผมครับ ระบบ Circle ตอบสนองความต้องการของผมได้ตรงจุดมากๆ เรามีเพื่อนสนิทหลายคนแต่ความเห็นบางอย่างอาจไม่ตรงกัน เช่น การเมือง Google+ ทำให้เราสร้าง circle สนทนาได้ง่ายๆ ที่สำคัญไม่มีใครรู้ว่าเราจัด Circle อะไรบ้าง

2. Zuf Fer Ring

google+จัดเต็ม
google+จัดไปอย่าให้เสีย
google+จัดระเบียบการtag สินค้า
google+จัดระเบียบSocial Network
google+จัดให้เลิกทำงานบนอินเตอร์เนต
google+จัดให้เกรียนไปอยู่circleอื่น
google+จัดให้เราเป็นคนพิเศษสำหรับเพื่อนๆ
google+จัดไรมา เราก็ชอบ
google+จัดหนังสือมา1เล่มซะดีๆ 😀

พอล่ะ นึกไม่ออก

3. พีรณัฐ แสงแดงชาติ

Google+ จัดให้ได้เราได้มีเพื่อนทางสังคมออนไลน์มากมาย และเป็น Social Network ที่ใช้งานง่าย สะดวก
(เป็นอะไรที่เล่นแล้วเพลิดเพลินเสียจริง ^^ )

4. somlak tun

เท่าที่รู้สึกได้กับที่เป็นอยู่ปัจจุบัน ว่า
G+ ออกมาช่วยจัดระเบียบสังคม ให้ชาว social network อยู่กันเป็นที่เป็นทาง
ไม่มีพวกขยะสังคม
มีแต่การแบงปันแต่เรื่องดีดี ไม่มีโฆษณามากวนใจ
หวังไว้ว่า สังคมใหม่นี้ จะมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น เรื่อยๆ
แต่ยังใช้งานได้ไม่ครบทั้งหมด เลยต้องขอหนังสือมาอ่านเพิ่มเติม
เพื่อจะได้แบ่งปันสั่งดีดี ให้กับสังคมใหม่นี้ต่อไป ขอขอบคุณล่วงหน้า

5. tome Nattapong Worapivut

G+ จัดให้ฉันไปอยู่ใน Circle ใครๆแบบมะทันตั้งตัว ;P

ใครที่มารายชื่อที่กล่าวมา รายงานตัวที่คอมเมนท์ด้านล่าง เพื่อติดต่อขอที่อยู่ในการจัดส่งหนังสือไปให้ที่บ้านด้วยนะคะ

ใครไม่ได้ไม่ต้องเสียใจนะคะ เพราะ  @CharathBank  เจ้าของผลงานหนังสือ Google+ จัดให้ เค้าบอกว่า เดี๋ยวจะเปิด Hangout ให้พูดคุยกันสดๆ บน Google+ ใครสงสัย อยากสอบถาม หรืออยากทวงหน้า ก็ไปจับ  @CharathBank  ยัดใส่ Circle ได้เลยค่ะ   ((ถ้าใครยัดไม่ลงก็ถีบๆ ลงไปเลยนะคะ เจ้าอ้วนลดไม่ลงแล้วหล่ะค่ะ 555+)

 

คำถามที่ถามกันมากคือ “แล้วของเปิ้ลจังล่ะ” ตามนี้เลยค่ะ

Google+ :  https://plus.google.com/pleplejung

Facebook : http://facebook.com/pleplejung

Twitter : http://twitter.com/pleplejung

 

งานนี้ต้องขอขอบคุณผู้ใหญ่ใจดี เอื้อเฟื้อหนังสือให้กับเปิ้ลจังและเพื่อนๆ ได้แบ่งปันความรู้กันค่ะ @pariwat  ใครอยากเป็นเจ้าของก็อย่าพลาดนะคะ ร้านซีเอ็ดบุ๊คทุกสาขา วางจำหน่ายแล้วในราคา 129 บาท ((กินเหล้ายังแพงกว่า เพราะฉะนั้นอย่าบอกว่าสิ้นเปลืองนะคะ)) ไปสนับสนุนให้น้องแบงก์ได้มีข้าวกินจะได้ตัวอ้วนใหญ่ ออกไข่ให้เรากินทุกวันนะคะ ^^

@CharathBank   เขียนหนังสือ Google+ จัดให้ แต่วันนี้ @pleplejung แจกให้ค่ะ สำหรับหนังสือคู่มือสำหรับนักเล่น Google+ มือใหม่ อยากรู้อยากเห็น อยากเป็นหนึ่งใน Circles ของเพื่อนทำอย่างไร แล้วจัดการข้อมูลส่วนตัวแบบไหนไม่ให้ใครล้ำเส้นความเป็นส่วนตัว หรือแม้แต่การเชื่อมโยง Social Network อื่นๆได้อย่างไร การประยุกต์ใช้งานรูปแบบต่างๆ เป็นเรื่องราวที่น่าสนใจ แต่ไม่ต้องไปหาที่ไหน เพราะทุกอย่างถูกรวบรวมไว้เป็นรูปเล่มแบบนี้แล้ว “Google+ จัดให้” น่าจะเป็นทางเลือกที่ดีสำหรับคนทั่วไปที่อยากเล่น Google+ อย่างมืออาชีพ

 

หนังสือราคา 129 บาท เป็นราคาที่ทุกคนเป็นเจ้าของได้ไม่ยาก แต่ของฟรีจากเปิ้ลจังเนี่ย เป็นเจ้าของยากกว่าค่ะ ใครอยากเสียตังค์ ไปร้านซีเอ็ดบุ๊คได้ทุกสาขา แต่ว่าใครลงชื่อที่นี่

 

แจกฟรี 5 เล่ม แค่โพสบอกว่า

“Google+ จัดอะไรให้เพื่อนๆ บ้าง”

อย่างเช่น Google+ จัด…เพื่อนใหม่ให้เปิ้ลจัง ((ก็เล่นมีเมนู Send an emailใต้ภาพประจำตัวเปิ้ลจัง เราก้นึกว่าใคร แม๋ เจ้าหนี้มาตามนั่นเอง อายจัง!))  เผื่อว่าคราวหน้า @CharathBank จะจัดให้อีกรอบ เหมือนที่การตลาด 2.1 อัพเดทเรื่องราวเพื่อไม่ให้พวกเราตกกระแสสื่อสังคมได้ไงคะ

 

Google+ จัดให้ใคร โดนใจมากที่สุด 5 คน เปิ้ลจังจะจัดส่งหนังสือให้ถึงบ้าน

 

เพราะฉะนั้น อย่าลืมบอกช่องทางการติดต่อให้เปิ้ลจังด้วยนะคะ ตัวอย่างเช่น

Google+ จัดให้ น้องโก๊ะจังมีพื้นที่อวดรูปสาวๆ ในสังกัดเยอะขึ้นค่ะ ((คนที่คุณก็รู้ว่าใคร)) 555

อย่าลืมติดต่อกลับน้องโก๊ะได้ที่ http://twitter.com/pleplejung หรือ http://facebook.com/pleplejung สะดวกให้ติดต่อช่องทางไหนแปะ url ได้ตามใจเลยค่ะ

 

ไม่กำหนดเวลาการปิดรับความคิดเห็น แต่จะประกาศรายชื่อผู้โชคดีวันจันทร์ที่ 22 สิงหาคม 2554 ที่นี่ ใครลงชื่อแล้วก็อย่าลืมย่องมาดูกันนะคะว่า ใจเราตรงกันหรือเปล่าค่ะ ^^

 

ขอขอบคุณผู้ใหญ่ใจดี ผู้สนับสนุนหนังสือฟรี : @pariwat & @CharathBank

 

สถิติการเข้าชมเว็บ (Traffic) เป็นสิ่งสำคัญของการทำการตลาดเว็บไซด์ (Web Marketing) แต่สำหรับเปิ้ลจังใน Solution นี้ ขอพูดถึงพฤติการแหล่งที่มาของผู้เข้าชมเว็บ (Traffic Referrers Site) เพราะตัวเลขของผู้เข้าชมหน้าเว็บเป็นมาตราฐานของการทำการตลาดเว็บ มันยังไม่ใช่ Social Media Solution ที่เปิ้ลจะนำมาวางแผนการตลาดให้กับลูกค้าค่ะ เพราะพฤติกรรมแหล่งที่มาของผู้เข้าชมเว็บจะสามารถบอกได้ว่าเนื้อหา (Content) แต่ละประเภท เราควรนำไปโปรโมทช่องทางไหน ที่จะได้ผลตอบรับตามเป้าหมาย (KPI) ที่เราตั้งไว้มากที่สุด

จากการทดลองเก็บสถิติที่เป็นมาตราฐานของระบบปลั๊กอินที่ลงไว้บนเว็บ สามารถยืนยันความคิดที่เพิ่งคุยกับ อ.ศุภเดช พิธีกรรายการแบไต๋ ไฮเทค @ripmilla ว่าด้วยเรื่องของความน่าเบื่อบน Google+ ที่หลายคนก็บ่นให้ได้ยินว่า เปิดมาเจอแต่…

 

อาหารตาของหลายๆ คน อาจเป็นผลให้ชนีอีกหลายตัวอย่างเปิ้ลจังหมั่นไส้บุคคลในภาพได้ ด้วยจำนวนคนเล่นที่สูงของทั่วโลก แต่น้อยสำหรับคนไทย จึงทำให้กลุ่มคนเล่นหน้าเดิมๆ จำใจต้องบริโภคเนื้อหาเดียวกันซ้ำๆ หลายรอบ จาก Google+ แต่ถ้าจะมองแต่ด้านลบก็คงไม่ใช่พฤติกรรมของนักการตลาดที่ดี ในฐานะที่ อ.ศุภเดช อยู่ในแวดวงของเทคโนโลยีมานาน จึงมีความรู้เพียงพอด้าน Social Media เลยแบ่งปันความคิดเห็นออกมาว่า ข้อดีของ Google+ ตอนนี้คือ เนื้อหาเดิมๆ กับคนเล่นน้อยๆ โอกาสที่คนเหล่านั้นจะเห็นและอ่านเนื้อหาของเราจะมีสูงกว่าเว็บอื่นๆ ที่มีคนเล่นเยอะ

เมื่อมีเหตุมันต้องมีผลค่ะ เสน่ห์อย่างนึงของการตลาดออนไลน์คือ “สามารถวัดผลได้เป็นตัวเลข” ดังนั้น ไม่ต้องแปลกใจว่า ทำไมช่วงนี้เปิ้ลจังอัพเดทเนื้อหาและโพสต์ไปทุกที่ เพื่อต้องการคำตอบนี้ค่ะ

ยอดการคลิกเข้าชมเว็บจาก Google+ สูงมาเป็นอันดับ 1 แน่นอนว่า ทฤษฎีที่เปิ้ลจังคุยกับ อ.ศุภเดช เป็นน้ำหนักมากพอให้นักการตลาดเก็บไปคิดว่า เราจะเลือกใช้ข้อดีและข้อเสียของ Social Media นี้ได้อย่างไร

นักการตลาดคนไหนเก็บสถิติมากเท่าไหร่ การวิเคราะห์ข้อมูลจะแม่นยำมากขึ้นเท่านั้น ขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ของ “การนำไปใช้ต่อ”

อย่าลืมนะคะ “Content ดี แต่ไม่มีคนอ่าน ก็เหมือนการสร้างบ้านแล้วไม่มีคนอยู่”

 

resource: Jetpack/Site Stats

หลังจากที่ Google+ เปิดตัวอย่างฮือฮา ด้วยการขอ invite กันเป็นที่อิจฉาของคนที่ “ไม่มี Gmail”

วันนี้เปิ้ลจังมี วิธีเสกตัวตนบน Google+ มาให้ค่ะ

  1. ก่อนอื่นเข้าไปที่ :  https://www.google.com/accounts/NewAccount
  2. ใส่ชื่อ email ของเราที่ต้องการใช้สมัคร พร้อมตั้งรหัสการเข้าใช้งาน
  3. เลือกประเทศที่เราอยู่ แล้วก็ใส่ตัวหนังสือเพื่อยืนยันการเป็นมนุษย์
  4. กด I accept สร้าง Account Google+ ของตัวเองได้เลยค่ะ
แล้วเจอกันใน Google+ นะคะ

ตัวอย่าง Google+ Brand Page ที่นักการตลาดออนไลน์จับตามอง อย่างแรกที่นักการตลาดออนไลน์จะต้องตอบคำถามลูกค้าให้ได้คือ “Google+ แตกต่างยังไงกับ Facebook Page” เรามาหาคำตอบไปพร้อมๆ กันค่ะ

  1. Inclusion of Google +1 Button: มันคือปุ่ม +1 นั่นหล่ะ เพื่อให้รู้ว่า เราชอบหรือติดตามหน้าเพจของแบรนด์นี้อยู่ แต่ดูๆ ไปเหมือนเป็นการเช็คชื่อ เช็คจำนวนยังไงไม่รู้เนอะ โดยส่วนตัวคิดว่า ปุ่ม Like Facebook กระแทกโดนใจมากกว่า
  2. Verification: เพื่อแยกให้เห็นชัดๆ กันไปเลยว่า ใครตัวจริง ใครตัวปลอม เพราะอาจมีคนรักแบรนด์เรามากจนสร้างหน้าเพจขึ้นมาเองก็เป็นได้ ซึ่งตัวนี้หล่ะที่ Facebook ไม่มี แต่หลายคนอาจคุ้นเคยใน Twitter ที่มีการใช้แบบไม่แพร่หลายมาก
  3. Google Map: บอกตำแหน่งที่ตั้งร้านได้ด้วย แต่ Facebook ก็สามารถเพิ่มแท็บ Foursquare บอกตำแหน่งร้านได้เหมือนกันนะ แต่ก็คงดูยุ่งยาก ((แต่ถ้ามองอีกแง่นึง มันดูมีลูกเล่นดีนะ))
  4. Displaying Circles: บอกให้โลกรู้ว่า ใครบ้างที่ติดตามหน้าเพจแบรนด์นี้อยู่ ซึ่งเหมือนกับ Faceook ที่โชว์เหมือนกัน
  5. Canvas Page:  เป็นพื้นที่ของการตกแต่งหน้าแบรนด์เพจให้มีลูกเล่นมากขึ้น ลักษณะการทำงานคล้ายกับ แท็บในหน้าเพจ Facebook ที่ใช้ FBML หรือ iframe เข้ามาช่วยให้เคลื่อนไหว หรือมีลูกเล่นมากขึ้น
  6. Google Offers: มีลักษณะการทำงานคือ แบ่งประเภทหรือหัวข้อการอัพเดทเนื้อหาของแบรนด์ ซึ่ง Facebook ทำได้แค่แยกประเภทของเนื้อหาเช่น ภาพ วีดีโอ หรือลิงค์ ((พูดให้เข้าใจง่ายๆก็คือเมนูอาหารนั่นหล่ะ แต่จะแบ่งแยกย่อยได้แค่ไหนต้องติดตามกันต่อไป))
  7. Sparks: เป็นส่วนของการแสดงผลว่าแบรนด์ในเครือหรือส่วนที่เกี่ยวข้อง คล้ายกับ Facebook ที่สามารถกด Like หน้าเพจด้วยกันและแสดงผลให้บนหน้าเพจว่าแบรนด์ติดตามหน้าเพจไหนอยู่บ้าง ((ส่วนใหญ่แล้วแบรนด์จะกด Like หน้าเพจในเครือ เพื่อเป็นการรวบรวมส่วนที่เกี่ยวข้องให้ง่ายต่อการลิงค์ข้อมูลหากัน))

ทั้งหมดนี้ เป็นเพียงตัวอย่างที่ไม่รู้ว่า จะมีการปรับเปลี่ยนอะไรหรือเปล่า หรือแม้กระทั่งว่า เริ่มใช้เมื่อไหร่ก็ยังไม่มีใครรู้ นักการตลาดคงต้องทำงานหนักกับการแข่งขันของ Social Network ต่อไป  การอัพเดทและติดตามข่าวแบบ Real-Time จึงเป็นเรื่องสำคัญ ตามสโลแกนที่ว่า “ลงมือก่อน ได้เปรียบ”

Resource : seanpercival.com

เมื่อมีผู้นำ ย่อมมีผู้ตาม กระแส Facebook มา แล้วกระแส Google+ ตามมาแบบนี้ กระแสใครจะเชี่ยวในสายน้ำไหลตรงนี้มากกว่า .สำหรับผู้ใช้ธรรมดา เปิ้ลจังรู้สึกว่ามันเป็นกระแสนะ แต่ถ้าในทางการตลาดแล้ว ขอดูตามวัตถุประสงค์ของแต่ละงานดีกว่าค่ะ เพราะไม่มีทางที่ข้อดี จะไม่มีพร้อมข้อเสีย แต่ Facebook VS Google+ อะไรดีกว่า อะไรด้อยกว่า อะไรแตกต่างกันอย่างไร ไปดู infographic นี้กันค่ะ

Resource : http://www.singlegrain.com/blog/facebook-vs-google-plus/

The Nation’s new media “NForum” จัดงานเสวนาในหัวข้อ “Mobile Working Trends” วันเสาร์ที่ 30 เมษายน 2554 ณ โรงแรมสยามซิตี้ งานนี้ เราได้รับเสียงกระซิบมาจากพี่สาวใจดี @Lekasina ว่าสนใจมาฟังมั๊ย  เราก็ไม่รีรอนะ เข้าไปดูรายละเอียดของงาน

วิทยากรแต่ละท่าน น่าสนใจมากค่ะ

@marisanun

Khun Marisa Sukosol Nunbhakdi

Executive Vice President – Siam Hotels & Resorts

@nuttaputch

Nuttaputch Wongreanthong

Project Manager – Strategic Innovation Business @ RS Public Company

@molek

Chakard Chalayut

Digital media Specialists @ Thoth media Co., Ltd.

@TonAwe
Pornthip Kongchun

Google Southeast Asia’s marketing manager for Thailand

ผู้ดำเนินการเสวนาในครั้งนี้ก็รู้จักกันดีอยู่แล้วนะ สาระคับคั่งแน่นอน

@vow_vow
Vowpailin Chovichien

Second Secretary, Ministry of Foreign Affairs

@kafaak
Kongdej Keesukpan

Blogger IT Gadget & Lifestyle

http://kafaak.wordpress.com/

ต้องบอกก่อนว่า คติอย่างนึงของเปิ้ลจังคือ

“ทำได้ก็ทำ ทำไม่ได้ก็ต้องหาความรู้”

เพราะฉะนั้น ตื่นมาเราก็รีบไปที่งาน สิ่งแรกที่ประทับใจคือ การลงทะเบียนเข้างานที่ใช้ QR Code สำหรับลงทะเบียนในงานผ่าน Google Doc สะดวกสบายดีนะคะ ดีกว่าเราเอาคอมพิวเตอร์มาตั้ง หรือว่าถือ iPad มายืนดักให้คนลงทะเบียนอีกค่ะ  แต่อย่าลืมนะคะ QR Code เข้าถึงคนได้แค่บางกลุ่ม เพราะวิธีการทำงานของมันคือ

QR Code เป็นการเข้าไปที่เว็บไซด์แบบไม่ต้องพิมพ์ url

URL ของแบบฟอร์มการลงทะเบียน ก็เหมือนการกรอกข้อมูลด้วยการพิมพ์แทนการเขียน

วิธีนี้ นอกจะประหยัดกระดาษช่วยโลกได้แล้ว ยังทำให้เรามี database ในระบบโดยที่ไม่ต้องเสียเวลาไปคีย์ข้อมูลเองด้วยนะคะ แต่วิธีนี้ใช้ได้กับคนที่เข้าถึงเทคโนโลยีแล้วเท่านั้น ใครจะนำไปใช้ ควรมีแผยสอง สาม สำรองไว้ให้ครบทุกกลุ่มเป้าหมายนะคะ

อย่างที่สองที่ประทับใจมากคือ ของหวานค่ะ เป็น Gimmick อย่างนึงที่ส่วนตัวคิดว่า เป็น Share of voice ที่สามารถสร้าง Awareness ให้คนจำชื่องานได้ดีนะ ไม่เชื่อลองดูภาพสิ ขนมธรรมดาที่หน้าตาไม่เหมือนใคร ตกแต่งหน้าตาเป็นสัญลักษณ์ของงาน และ Social Network ที่หลายคนเห็นแล้วร้อง ว๊าวววววว!!! อดไม่ได้ที่จะถ่ายภาพและแชร์ต่อ ((ขอเมาท์เถอะค่ะ งานนี้ฟรีแต่มีของกินเพียบเรย น่าหิ้วกลับบ้านมาก!)) บรรยากาศในงานก็น่ารักค่ะ ชิล ชิล นั่งกินขนมในสวน เหมือนมาปิคนิกยังไงไม่รู้

พอเริ่มเข้าห้องเสวนาเท่านั้นหล่ะ ใครเป็นใครไม่หรอก ต่างคนต่างก้มหน้าแบบ ตาดูอุปกรณ์สื่อสาร (Device) ของตัวเอง ทวิต ทวิต ทวิต แต่หูก็ฟังนะ เราได้ว่า ใช้อวัยวะในการรับรู้อย่างมากค่ะ

เนื้อหาภายในงาน ไม่ขอพูดอะไรมากดีกว่า เพราะเชื่อว่าหลายคนคงได้ตามอ่านจาก #NForum กันมาแล้ว เลยอยากนำเสนอในส่วนที่แตกต่าง นั่นคือข้อคิดและมุมมองที่หลากหลายของวิทยากรแต่ละท่าน และเรามาทาง Marketing มุมมองเราก็อาจจะไม่มีความรู้มากพอเท่าไหร่ แต่จะลองทบทวนความรู้ในแบบของตัวเองให้เพื่อนลองอ่านกันดูนะคะ

Mobile Working Trends คือ การทำงานผ่านอุปกรณ์สื่อสารแบบพกพา กำลังเป็นที่นิยมของคนทำงานในปัจจุบัน ในเมื่อเวลาก็จำกัดไปด้วยการดินทางค่อนข้างมาก เพื่อความคล่องตัวและการแสดงศักยภาพของการทำงานบนโลกออนไลน์ นอกจาก Notebook ที่มี  Tablet, Smartphone หรือแม้กระทั่ง Mobile phone ที่เราใช้อยู่ สามารถช่วยเราทำงานนอกสถานที่ได้มากขึ้น Anytime Anywhere  Any Devices เช่นการส่งอีเมล์จากโทรศัพท์มือถือ ก็เรียกว่าเป็น Mobile Working Trends ที่หลายคนเริ่มใช้กันมากขึ้น  จะดีแค่ไหน ถ้าเราเปลี่ยนเวลาเดินทาง (Commuting time) มาเป็นเวลาทำงาน คงได้ผลงานดีๆ ออกมาอีกเยอะเลย

http://bit.ly/kzkGld

สถิติของการเสียเวลาโดยเปล่าประโยชน์ไปกับการเดินทางของหลายประเทศ ทำให้เรารู้ว่า Mobile Working Trends เป็นเรื่องที่กำลังจะเปลี่ยนชีวิตเรา ให้มีความสุขกับการทำงานมากขึ้น ความคิดสร้างสรรค์หรือไอเดียต่างๆ (Creativity) จะสามาถถ่ายทอดออกมาได้ทุกที่ ด้วยการฝากข้อมูลผ่านระบบผ่านระบบ  Cloud Computing

 

Cloud Computing คือ ระบบดูและและจัดสรรข้อมูลตามความต้องการของผู้ใช้ ผ่านระบบอิจเตอร์เน็ต โดยมีผู้ให้ริการ (Third Party) เป็นผู้ดูแลในด้านระบบให้เพียงพอกับความต้องการผู้ใช้ไม่จำเป็นต้องสนใจเลยว่าระบบหลังบ้านทำงานอย่างไร ข้อมูล (resource) จัดเก็บที่ไหน แค่บอกว่า คุณต้องการ (requirement) ใช้งานอะไรบ้างก็พอแล้วค่ะ บริการ (service) ที่เราจะได้ จะช่วยให้เราสะดวกสบาย สามารถดึงข้อมูลจากที่ไหน เมื่อไหร่ อย่างไร ก็ทำได้ง่ายๆเลยค่ะ ช่วยลดปัญหาเรื่องการดูแลไปได้เยอะ

แต่องค์กรส่วนใหญ่ยังไม่วางใจเรื่องความปลอดภัยของข้อมูล ในขณะที่ผู้ใช้งาน หรือผู้บริโภคที่ได้ลองใช้บริการจะรู้สึกว่า แม่จ้าว นี่มันปฎิบัติการเหนือเมฆจริงๆ ในหลายองค์กรที่มีสาขาหลายแห่ง จะนิยมระบบนี้ค่ะ เพราะสามารถอัพเดทข้อมูลในระบบได้แบบ Real Time ทำให้การทำงานมีความคล่องตัว และบริการลูกค้าได้อย่างประทับใจ เทคโนโลยี มีทั้งข้อดีและข้อเสีย ก่อนใช้งาน ควรศึกษาและเลือกให้เหมาะสมกับการใช้งาน และเทคโนโลยีจะไม่ย้อนกลับมาทำร้ายเราแน่นอนค่ะ

@TonAwe ให้ข้อคิดไว้น่าสนใจมากค่ะ Google สอนให้พนักงานเลือก… เลือกเวลาที่จะทำงานได้เอง การตามงานในวันหยุด ถือเป็นเรื่องที่เสียมารยาท เพราะมันคือเวลาส่วนตัว นั่นสินะ ทำไมเราต้องตามงานกันในวันหยุด เวลาพักผ่อนไม่ใช่หรอ???

@Ripmilla ฝากไว้ในห้องสัมมนาว่า วันนี้ เราใส่รหัสให้กับ Device ของตัวเองหรือยัง นั่นสินะ เรามัวแต่ห่วงความปลอดภัยข้อมูลของระบบ แต่เราลืมไปหรือเปล่าว่า สนุษย์ เป็นผูล้วงความลับจากระบบ เราควรป้องกันจากสิ่งใกล้ตัว ก่อนที่จะกลัวอนาคตที่จะมาถึงหรือเปล่าก็ไม่รู้

วิทยากรหลายท่าน ให้ความรู้และข้อคิดต่างๆ มากมาย เกี่ยวกับการทำงานแบบ Mobile Working Trends ซึ่งของแบบนี้ บอกได้เลยว่า มีทั้งข้อดีและข้อเสียค่ะ ขึ้นอยู่กับแต่ละคนนะคะ ว่าจะเจอข้อดีมากแค่ไหน หรือบางคนอาจจะไม่รู้สึกว่ามันดีเลยก็ได้ อันนี้ก็อยากให้ลองถามตัวเองสักนิดก่อนว่า “วันนี้ คุณได้ใช้เทคโนโลยีทำงานอย่างถูกต้องแล้วหรือยัง” เพราะเปิ้ลจังก็เป็นคนนึงค่ะ ที่ใช้ Mobile Working อย่างผิดวิธี ทำให้การจัดระเบียบของชีวิตเป็นเรื่องที่ควบคุมยาก แต่ยอมรับว่า ช่วยให้ชีวิตการทำงานของเปิ้ล ง่ายและคล่องตัวมากขึ้น ลดอาการปวดหัวแบบ จุ๊บุ จุ๊บุ ได้เยอะเลยค่ะ

จากเดิมที่ต้องฝ่าฟันรถติดวิ่งเข้าออฟฟิศเพื่อส่งเมล์บ้าง พิมพ์เอกสารบ้าง แต่เดี๋ยวนี้ การตั้งรับ E-mail บนมือถือ ทำให้เปิ้ลสามารถทราบทั้งข่าวดี ข่าวร้าย ได้แบบ Real Time สื่อสารกันได้รวดเร็วและไม่ขี้เกียจที่จะเช็คเมล์เพราะต้องเปิดคอมพิวเตอร์ ของใกล้ตัวแบบนี้ ลองไปตั้งค่าในตัวเครื่องกันดูนะคะ ช่วยประหยัดเวลาและค่าใช้จ่ายได้ดีทีเดียว แต่การทำงานแบบนี้ อาจทำให้หลายคนเสียนิสัย จนบางครั้ง ปล่อยให้เวลาทำงานปนกับเวลาส่วนตัว เลยเป็นที่มาของคำว่า Disconnect to connect

การทำงานแบบ Real Time ก็ไมจำเป็นว่าจะต้องส่งให้ลูกค้าหรือทีมแบบ Real Time ในทุกครั้งไปนะคะ เพราะเมื่อไหร่ที่เมล์เรื่องงานเข้ามาในช่วงเวลาแห่งความสุข มันจะบั่นทอนช่วงเวลาเหล่านั้นไปค่ะ แต่ถ้าเป็นกรณีฉุกเฉินล่ะ ก่อนส่งต้องคิดก่อนนะคะว่า เป็นเรื่องด่วนที่สมควรยืดหยุ่นแล้วจรองๆ หรือไม่ ไม่ใช่ด่วนเพราะหัวใจเราสั่งมานะคะ ไม่อย่างนั้น จะเป็นการรบกวนเวลาส่วนตัวของผู้รับ และเราก็จะไม่สามารถควบคุมการทำงานได้อย่างเป็นระบบค่ะ ใจเค้าใจเรา ลองร่างอีเมล์แล้วเซฟเป็นดราฟไว้ค่ะ ตื่นเช้ามา ได้เวลางานเมื่อไหร่ กด Send คลิกเดียว แค่นี้ก็สื่อสารกับทีมงานได้ทันใจเหมือนกันนะคะ

แต่ถ้าใครซวยหน่อย ลูกคาสั่งงานกระปริบกระปรอย ลองจัดระเบียบของตัวเองให้คุณลูกค้า VIP ดูเป็นตัวอย่างสิคะ รับทราบในข้อมูล Feedback ในเวลางานก่อนที่จะโดนทวงถาม การรับทราบข้อมูลและชี้แจงให้ชัดเจน จะช่วยให้การประสานงานของเรา ไม่กระทบกันคนในองค์กร และไม่ต้องทำงานกันตลอดเวลาด้วยค่ะ

การทำงานที่ดี ไม่ใช่แค่ทำงานให้ถูกต้องหรือส่งตรงเวลาเท่านั้น

แต่ต้องมาพร้อมกับการจัดสรรเวลาที่พอดี

เลือกช่วงเวลาที่จะทำงานข้างนอก

เลือกช่วงเวลาที่จะทำงานในออฟฟิศ

และเลือกใช้ชีวิตที่เราเลือกได้ค่ะ

 

 

ขอขอบคุณ พี่เล็ก @Lekasina ที่ชวนไปงานดีๆแบบนี้

ขอบคุณ The Nation ที่จัดงานดีๆ ให้พวกเราได้เห็นความแตกตางในแต่ละด้าน

ขอบคุณ thumbsup ที่ให้ยืมรูปภาพ (ยังไม่ได้ขอเลย)

ขอบคุณวิทยากรทุกท่านค่ะ ที่ให้ความรู้และข้อคิด รับรองว่า จะเอาไปปรับใช้ให้เป็นประโยชน์แน่นอนค่ะ