เมื่อไหร่ที่คุณใช้คำว่า “ไม่เคยทำ” เป็นเหตุผลของการไม่สร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ

คุณก็จะไม่มีทางได้ใช้คำว่า “เจ้าของกิจการ” เพราะคุณ “ไม่เคยเป็น” เช่นกัน

และ

เมื่อไหร่ที่เราคิดได้เหมือนผู้บริหาร เมื่อนั้น คำว่า “เจ้าของกิจการ” กำลังเดินทางมาหาคุณ

มนุษย์เงินเดือนหลายคนทำงานหามรุ่งหามค่ำ ทำไปเพื่ออะไรกัน

ในขณะที่พนักงานบางคนยังไม่เลิกงาน เค้าก็เผ่นกลับบ้านกันแล้ว

แต่นั่นไม่ใช่เหตุผลของ “ผลงาน”

ในเมื่อค่าของคน อยู่ที่ผลของงาน ใครจะแหกกฎ ใครจะระเบียบจัด ก็ไม่มีผลอะไร

ถ้าเรารู้จักกับ “ความรับผิดชอบ”

งานแต่ละชิ้นของแต่ละคนมีมูลค่าไม่เท่ากัน เพราะเราใส่ความคิดสร้างสรรค์ไม่เหมือนกัน

ระยะเวลาการทำ “แค่หน้าเดียว” ก็อาจใช้เวลาใกล้เคียงกัน

แต่หน้าต่อไป จะใช้เวลาน้อยลง ถ้าหน้าแรกได้วางโครงสร้างความคิดเอาไว้แล้ว

ถ้าใครไม่ลำดับชิ้นงาน ระยะเวลาการสร้างก็จะมากขึ้นตาม

การทำงานที่อาศัยการเรียนรู้และวางแผนควบคู่ไปพร้อมกัน จะทำให้มูลค่าของงานสูงขึ้น

และถ้าเราสามารถตอบได้ว่า งานชิ้นนั้นสามารถทำอะไรได้เหนือกว่างานชิ้นอื่น

นั่นหมายความว่า เราต้องรู้จักกับงานชิ้นนั้นดีพอ

“ไม่ใช่แค่ขอให้ขายผ่าน แล้วค่อยว่ากันทีหลัง”

ดังนั้น การทำงาน 1 ชิ้น อาจใช้เวลาเป็นวัน ถ้าคนๆ นั้นเค้าใส่ใจลงไปในงาน

รู้ว่าลูกค้าคือใคร ต้องการอะไร และมีอะไรอยู่แล้วบ้าง

เหมือนแฟนที่รู้ใจ กับแฟนที่ไม่รู้อะไรเลย คุณจะเลือกใครมาใช้ชีวิตคู่

ชิ้นงานจะไม่มีมูลค่าใดๆ ถ้างานชิ้นนั้นสื่อสารกับ “คนซื้อ” แค่ทางเดียว

เพราะ “คนซื้อ” ไม่ได้ต้องการสื่อสารกับ “คนทำ”

ไม่ว่าจะเป็นงานประเภทไหนก็ตาม ความรับผิดชอบไม่ได้อยู่แค่ในกรอบของสัญญา

แต่มันจะมีมูลค่าต่อๆ ไปกับงานชิ้นใหม่ที่จะตามมา

ต่อให้ชิ้นงานดีแค่ไหน แต่ถ้าเราไม่เข้าใจความต้องการลูกค้า

งานชิ้นนั้นจะไม่มีมูลค่าใดๆ ต่อให้มีเป็นร้อยหน้าก็ตาม

นี่คือเหตุผลว่าทำไมชั้นใช้เวลากับงานแต่ละชิ้นนานกว่าคนอื่น

เราเองยังชอบของถูกและดี แล้วถ้าเรามีดีกว่าคนอื่น ทำไมเราจะขายไม่ได้

Google เป็นเครื่องมือชั้นดีที่จะทำให้สนิทและรู้จักลูกค้าได้มากขึ้น

ปอ ลิง การใช้เวลากับอะไรมากเกินไปก็ใช่ว่าจะดี ทุกอย่าง ขึ้นอยู่กับความพอดีนะคะ