หลังจากที่นั่งเฝ้าหน้าส้วมชั้น 5 อยู่ค่อนวัน เราก็ยิงคำถามไปหลายดอกให้เค้าไปหา Solution ที่2 แก้ไขเอาเอง แล้วเราก็มาครื้นเรงกันอยู่ซอกโรงหนัง แหม๋ มันช่วงเปลี่ยวได้ใจ แต่ทำม๊ายยยย ไม่มีใครทำอะไรเรา 555

ถึงแม้ว่ายังไม่ใช่วันงานจริง แต่งานที่เรารับผิดชอบ เป็นแค่ส่วนหนึ่งภาพรวม เราควรเผื่อเวลาให้มีการปรับหรือแก้ไขให้เข้ากับส่วนอื่นๆ ด้วย เมื่อถึงเวลาจริง ทุกอย่างจะผ่านไปได้ด้วยดี ไม่อย่างนั้น ความเสียหายที่เกิดขึ้น คุณจะไม่มีเวลาแก้ตัว

มืออาชีพ ไม่ทำงานแค่ผ่าน มืออาชีพ ไม่ทำงานแค่เอาหน้า มืออาชีพ ไม่ทำแค่หน้าที่ตัวเอง

มืออาชีพ คือการทำงานที่มีปลายทางเดียวกัน ถึงแม้ว่าไม่ใช่หน้าที่ของตัวเอง แต่การยืดหยุ่นที่จะเผื่อเหลือ เผื่อขาด เพื่อเติมช่องว่างของรอยต่องานแต่ละส่วน เป็นสิ่งที่หลายคนไม่มี หากช่องว่างของงานเกิดขึ้นตรองไหน นั่นหมายความว่า เราเปิดโอกาสให้ความผิดพลาดเกิดขึ้นมาทันที

การทำงานที่ดี คือการแชร์ข้อมูลที่ตนรู้ แต่คนอื่นไม่รู้

การทำงานที่ไม่ดี คือ การหวงสิ่งที่มี แต่ไม่ได้ใช้ เอาไว้ทำยาดอง

แล้วทุกอย่าง ก็ผ่านไปได้ด้วยดี งานนี้ได้อะไรหลายอย่าง หลังจาก Planking ไปแล้ว ใครๆก็อาจจะคิดว่า เปิ้ลจังเป็นเด็กพิเรน ไม่จริงค่ะ เราต้องแก้ข่าวกันด้วยการพับเพียบโชว์กลางดึก ตีสอง ก่อนกลับบ้าน ขอฝากภาพนี้ทิ้งไว้ ในใจเพื่อนๆทุกคนนะคระ

หลับฝันดี ราตี สวาทททททททททท (^_^)ε^ )

 

 

เมื่อไหร่ที่คุณใช้คำว่า “ไม่เคยทำ” เป็นเหตุผลของการไม่สร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ

คุณก็จะไม่มีทางได้ใช้คำว่า “เจ้าของกิจการ” เพราะคุณ “ไม่เคยเป็น” เช่นกัน

และ

เมื่อไหร่ที่เราคิดได้เหมือนผู้บริหาร เมื่อนั้น คำว่า “เจ้าของกิจการ” กำลังเดินทางมาหาคุณ

มนุษย์เงินเดือนหลายคนทำงานหามรุ่งหามค่ำ ทำไปเพื่ออะไรกัน

ในขณะที่พนักงานบางคนยังไม่เลิกงาน เค้าก็เผ่นกลับบ้านกันแล้ว

แต่นั่นไม่ใช่เหตุผลของ “ผลงาน”

ในเมื่อค่าของคน อยู่ที่ผลของงาน ใครจะแหกกฎ ใครจะระเบียบจัด ก็ไม่มีผลอะไร

ถ้าเรารู้จักกับ “ความรับผิดชอบ”

งานแต่ละชิ้นของแต่ละคนมีมูลค่าไม่เท่ากัน เพราะเราใส่ความคิดสร้างสรรค์ไม่เหมือนกัน

ระยะเวลาการทำ “แค่หน้าเดียว” ก็อาจใช้เวลาใกล้เคียงกัน

แต่หน้าต่อไป จะใช้เวลาน้อยลง ถ้าหน้าแรกได้วางโครงสร้างความคิดเอาไว้แล้ว

ถ้าใครไม่ลำดับชิ้นงาน ระยะเวลาการสร้างก็จะมากขึ้นตาม

การทำงานที่อาศัยการเรียนรู้และวางแผนควบคู่ไปพร้อมกัน จะทำให้มูลค่าของงานสูงขึ้น

และถ้าเราสามารถตอบได้ว่า งานชิ้นนั้นสามารถทำอะไรได้เหนือกว่างานชิ้นอื่น

นั่นหมายความว่า เราต้องรู้จักกับงานชิ้นนั้นดีพอ

“ไม่ใช่แค่ขอให้ขายผ่าน แล้วค่อยว่ากันทีหลัง”

ดังนั้น การทำงาน 1 ชิ้น อาจใช้เวลาเป็นวัน ถ้าคนๆ นั้นเค้าใส่ใจลงไปในงาน

รู้ว่าลูกค้าคือใคร ต้องการอะไร และมีอะไรอยู่แล้วบ้าง

เหมือนแฟนที่รู้ใจ กับแฟนที่ไม่รู้อะไรเลย คุณจะเลือกใครมาใช้ชีวิตคู่

ชิ้นงานจะไม่มีมูลค่าใดๆ ถ้างานชิ้นนั้นสื่อสารกับ “คนซื้อ” แค่ทางเดียว

เพราะ “คนซื้อ” ไม่ได้ต้องการสื่อสารกับ “คนทำ”

ไม่ว่าจะเป็นงานประเภทไหนก็ตาม ความรับผิดชอบไม่ได้อยู่แค่ในกรอบของสัญญา

แต่มันจะมีมูลค่าต่อๆ ไปกับงานชิ้นใหม่ที่จะตามมา

ต่อให้ชิ้นงานดีแค่ไหน แต่ถ้าเราไม่เข้าใจความต้องการลูกค้า

งานชิ้นนั้นจะไม่มีมูลค่าใดๆ ต่อให้มีเป็นร้อยหน้าก็ตาม

นี่คือเหตุผลว่าทำไมชั้นใช้เวลากับงานแต่ละชิ้นนานกว่าคนอื่น

เราเองยังชอบของถูกและดี แล้วถ้าเรามีดีกว่าคนอื่น ทำไมเราจะขายไม่ได้

Google เป็นเครื่องมือชั้นดีที่จะทำให้สนิทและรู้จักลูกค้าได้มากขึ้น

ปอ ลิง การใช้เวลากับอะไรมากเกินไปก็ใช่ว่าจะดี ทุกอย่าง ขึ้นอยู่กับความพอดีนะคะ

งานนี้ไม่ชอบ งานนั้นไม่ถูกใจ งานไหนก็ไม่เอา

ถ้าบ้านรวย เลือกไปเถอะ เหมือนคนสวย ทำไรก็ดูดี

แต่อย่าลืมว่า เลือกงานได้ แต่ เลือกผู้ร่วมงานไม่ได้


ถ้าเหตุผลของการเลือกงาน เป็นปัญญาที่ คน

บอกได้เลยว่า ได้ย้ายงานกันอีกหลายรอบแน่

เพราะเราบังคับใครไม่ได้ เราทำได้แค่ หลีกเลี่ยง


จะหาแฟนสักคน ยังหาที่เข้ากันได้ดียาก

แล้วคิดว่าเพื่อนร่วมงาน จะถูกใจเราทุกคนได้หรอ

การเลือกคนให้เหมาะกับงาน เป็นเรื่องของ นายจ้าง

การปรับตัวให้เข้ากับที่ทำงาน จึงเป็นเรื่องของ ลูกจ้าง

ไม่ว่าจะทำงานที่ไหน ก็ต้องอาศัยการ ปรับตัว


ใครปรับตัวได้ก่อน เรียนรู้ได้ไว อนาคตไกลแน่ๆ

ถ้าอยากมีอนาคตที่กำหนดได้ นอกจากการปรับตัวแล้ว

ต้องรู้จักเรียนรู้ วิธีการทำงาน เพราะ มาตรฐาน” แต่ละคนไม่เท่ากัน


ทำดี แต่ ไม่ถูกใจ ทำเท่าไหร่ ก็ไม่ดี

ค่าของคน อยู่ที่ผลของงาน


มาตรฐานจึงอยู่ที่ “การกระทำ” ไม่ใช่ “คำบอกเล่า


เคยเจอคำถามแบบนี้กันบ้างมั๊ย ตอนนี้ทำงานอะไร เงินเดือนเท่าไหร่ ตำแหน่งอะไร บางคนก็กล้าตอบอย่างภาคภูมิใจ แต่สำหรับบางคนก็กล้าๆ กลัวๆ ที่จะตอบ เพราะกลัวว่าใครจะวิจารณ์ว่าต่ำต้อย Read More →