caffeine

หลายคนคุ้นเคยกับคำว่า “คาเฟอีน” พอได้ยินคำว่า “กาเฟอีน” อาจจะคิดว่ามันคือสารที่อยู่ในกาแฟมั้ง จริงๆ แล้ว 2 คำนี้ให้ความหมายเดียวกันค่ะ ขึ้นอยู่กับว่าใครจะออกเสียงอย่างไรมากกว่า แต่ราชบัณฑิตให้ใช้คำว่า “กาเฟอีน” เพราะเทียบที่มาของศัพท์จากภาษาฝรั่งเศส

กาเฟอีน หรือ คาเฟอีน (Caffeine) เป็นสารในกลุ่มอัลคาลอย (Xanthine alkaloid) ที่มีรสขม พบในพืชธรรมชาติหลายชนิด เช่น เมล็ดกาแฟ ใบชา ผลโกโก้ และสามารถสังเคราะห์นำมาใช้ทางอุตสาหกรรมได้ เช่น ในอุตสาหกรรมอาหาร เครื่องดื่ม และยา ซึ่งจะพบมากในเครื่องดื่มประเภทชา กาแฟ น้ำอัดลมประเภทโคลา เครื่องดื่มชูกำลัง โกโก้ ช็อกโกแลต และในส่วนของยา จะพบมากในกลุ่มยาแก้ปวดบางชนิด

ลักษณะของสารกาเฟอีน จะมีรสขม มีคุณสมบัติกระตุ้นสมองส่วนกลาง (ระบบประสาทส่วนกลาง) และมีฤทธิ์ขับน้ำออกจากร่างกายทางปัสสาวะ เมื่อบริโภคกาเฟอีนจะถูกดูดซึมในลำไส้เล็กภายใน 45 นาทีหลังบริโภค เมื่อดูดซึมจะเข้าสู่กระแสเลือด โดยมีปริมาณสูงสุดในเลือดที่ประมาณ 1 ชั่วโมงหลังบริโภค ต่อจากนั้นร่างกายจะกำจัดออกจากร่างกายทั้งหมดทางปัสสาวะเป็นส่วนใหญ่ อาจมีออกทางอุจจาระได้แต่น้อย

ตับจะเป็นอวัยวะที่ทำให้โมเลกุลของกาเฟอีนแตกสลาย ดังนั้นความเร็วในการกำจัดกาเฟอีนออกจากร่างกาย หรือระยะเวลาที่กาเฟอีนจะคงอยู่ในร่างกายนั้น จึงขึ้นอยู่กับประสิทธิภาพการทำงานของตับและไตด้วย

นอกจากนี้แล้วยังขึ้นกับอายุและบางภาวะของร่างกาย เช่น ในเด็กและหญิงตั้งครรภ์จะกำจัดกาเฟอีนได้ช้ากว่าในผู้ใหญ่ปกติ
จากการที่เป็นสารกระตุ้นสมองส่วนกลาง เมื่อบริโภคกาเฟอีนจึงทำให้รู้สึกสดชื่นและไม่ง่วงนอน แต่กาเฟอีนไม่มีประสิทธิภาพในการช่วยให้หายเมาสุราได้

ผลข้างเคียงจากกาเฟอีน เกิดจากการกระตุ้นสมองส่วนกลางเป็นส่วนใหญ่ อาการที่พบ ขึ้นกับปริมาณกาเฟอีนที่บริโภคและที่คงค้างในร่างกาย เช่น ใจสั่น หัวใจเต้นเร็ว นอนไม่หลับ มือสั่น กระสับกระส่าย คลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้อง และปัสสาวะบ่อย (จากที่กาเฟอีนมีคุณสมบัติเป็นสารขับน้ำ) ซึ่งมักขับแคลเซียมออกมากับปัสสาวะด้วย

ดังนั้น การบริโภคกาเฟอีนปริมาณสูงต่อเนื่องกัน จึงเป็นปัจจัยเสี่ยงให้ร่างกายเกิดภาวะขาดน้ำและอาจเป็นอื่นๆ ตามมาได้ เช่นโรคกระดูกพรุน นอกจากนี้แล้วกาเฟอีนอาจกระตุ้นให้กระเพาะอาหารหลั่งกรดมากขึ้น ซึ่งอาจทำให้ปวดหรือแสบท้องและเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดท้องอืด ท้องเฟ้อ รวมถึงโรคกรดไหลย้อนได้ด้วย

คำแนะนำในการบริโภค องค์กรด้านการแพทย์แห่งสหรัฐอเมริกา (The American Medical Association Council on Scientific Affairs) แนะนำให้ในผู้ใหญ่ปกติไม่ควรบริโภคกาเฟอีนเกินกว่าวันละ 250 มิลลิกรัม ส่วนองค์การด้านสูตินรีเวชแห่งสหรัฐอเมริกา (The American Congress of Obste trics and Gynecology, ACOG) แนะนำให้หญิงตั้งครรภ์ควรหลีกเลี่ยงการบริโภคกาเฟอีน ถ้าจำเป็นต้องบริโภคไม่ควรเกินวันละ 200 มิลลิกรัม (ผลการศึกษาในสัตว์ทดลองพบว่า กาเฟอีนอาจเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดความพิการแต่กำเนิดของทารกในครรภ์ การคลอดก่อนกำหนด และ น้ำหนักแรกคลอดของทารกต่ำกว่าเกณฑ์ แต่ไม่มีการศึกษาในคนเนื่องจากผิดจริยธรรม)

บุคคลที่ควรหลีกเลี่ยงการบริโภคกาเฟอีน เพราะกาเฟอีนอาจก่ออาการผิดปกติหรือกระตุ้นให้อาการรุนแรงขึ้นได้ นอกจากสตรีมีครรภ์แล้วคือ ผู้ป่วยอยู่ในภาวะเครียดหรือมีปัญหาทางอารมณ์และจิตใจ คนที่มักนอนไม่หลับ มีก้อนในเต้านมหรือเจ็บเต้านม (กาเฟอีน กระตุ้นให้เจ็บเต้านมมากขึ้น) หรือคนที่มีอาการทางกระเพาะอาหารและลำไส้ เช่น ปวดท้อง ท้องเสีย ท้องอืด ท้องเฟ้อ โรคกระเพาะอาหารอักเสบ โรคแผลในกระเพาะอาหาร และโรคกรดไหลย้อน มีปัญหาโรคหัวใจ โรคความดันหิตสูง หรือมีอาการปวดศีรษะเรื้อรังก็ไม่ควรบริโภคกาเฟอีนเช่นกัน

แต่ใครที่เสพติดกาเฟอีนไปแล้ว ประมาณว่าทุกวันต้องมีกาแฟวันละหลายๆ แก้ว หรือชาเขียววันละหลายๆ ถ้วย อยู่ดีๆ จะเลิกรับประทานเลยอาจจะยาก วิธีที่ง่ายที่สุดคือค่อยๆ ลดปริมาณที่บริโภคต่อวันลง เพื่อให้ร่างกายได้ปรับตัว จะช่วยป้องกันผลข้างเคียงเช่น วิงเวียน กระสับกระส่าย ปวดศีรษะ คลื่นไส้ อาเจียนที่อาจเกิดขึ้นได้

กาเฟอีนไม่ได้มีอยู่แค่ในกาแฟเท่านั้น น้ำชา น้ำอัดลม โกโก้ ก็ล้วนแล้วแต่มีสารกาเฟอีนอยู่ทั้งนั้น เพื่อให้เราเลือกบริโภคเครื่องดื่มที่มีกาเฟอีนได้อย่างเหมาะสมกับร่างกาย ลองไปดูกันมั๊ยคะว่า อาหารและเครื่องดื่มแต่ละประเภทมีปริมาณกาเฟอีนอยู่เท่าไหร่บ้าง จะได้รู้ว่า เราจะบริโภคอะไรได้มากน้อยเท่าไหร่ในหนึ่งวัน

คาเฟอีนในอาหารและเครื่องดื่มหมายเหตุ: มก. = มิลลิกรัม, มล. = มิลลิลิตร

Resource: chaladsue.com , haamor.com

Post Navigation