pic122

รู้หรือไม่ว่า… เด็กในช่วงแรกเกิด – 6 เดือนแรก เป็นช่วงที่สมองมีการพัฒนาอย่างรวดเร็ว และหนึ่งในการพัฒนาเหล่านี้ก็คือ “การสร้างโครงสร้างทางภาษาที่เหมาะสมสำหรับเด็ก”

นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยวอชิงตันเผยว่า ช่วงเวลาที่ดีที่สุดในการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศของมนุษย์คือ ช่วงแรกเกิด – 7 ปี เนื่องจากเป็นช่วงที่สมองมีความสามารถพิเศษบางประการ ที่ช่วยให้การเรียนรู้เกิดขึ้นได้เร็วกว่าการมาเรียนภาษาที่สองเมื่อโตแล้ว 

ด้วยรูปแบบเสียงที่เป็นเอกลักษณ์ของแต่ละภาษา นักวิจัยค้นพบว่า เด็กทารกแรกเกิดมีความสามารถในการจำแนกความแตกต่างของเสียงเหล่านั้นได้ทั้งหมด แต่ความสามารถนี้จะเริ่มด้อยลงเรื่อย ๆ เมื่อเด็กอายุมากขึ้น

พร้อมกันนี้ ดร.คัห์ล ยังได้ยกตัวอย่างชาวอาทิตย์อุทัยที่ไม่สามารถแยกแยะความแตกต่างระหว่างเสียง L กับเสียง R ของภาษาอังกฤษได้ ดังนั้น การออกเสียงคำว่า rake และ lake ของคนญี่ปุ่นจึงยากที่จะฟังให้แตกต่างกัน

เมื่อทีมนักวิจัยได้ทำการพิสูจน์เรื่องนี้กับเด็กอายุ 7 เดือนในโตเกียว และเด็กอายุ 7 เดือนที่อาศัยอยู่ในซีแอตเติล กลับพบว่า เด็กทั้งสองคนสามารถจับความแตกต่างของเสียง R และ L ได้ดีพอ ๆ กัน แต่เมื่อทำการทดสอบอีกครั้งเด็กมีอายุ 11 เดือนกลับพบว่า การจำแนกความแตกต่างระหว่างเสียง R และ L ของเด็กญี่ปุ่นด้อยลงอย่างมาก

จึงสรุปได้ว่า สมองของเด็กจะมีการพัฒนาอย่างรวดเร็ว เด็กทารกจึงสามารถเรียนรู้ภาษาได้มากกว่า 1 ภาษาโดยไม่จำเป็นต้องใช้เวลาเพิ่มขึ้นแต่อย่างใด

ถึงแม้ว่าสมองของเด็กจะอยู่ในช่วงที่เรียนรู้ได้ดี แต่เพื่อให้สมองของเด็กซึมซับภาษาใหม่ลงไป จำเป็นต้องเปิดโอกาสให้เด็กได้มีปฏิสัมพันธ์กับผู้เลี้ยงร่วมด้วย จะหวังพึ่งแต่ซีดีประกอบการเรียนรู้ หรือทีวีเพียงอย่างเดียวนั้นคงไม่สามารถทำได้ วิธีง่าย ๆ ที่จะใช้สอนทารกก็คือ “การพูดกับเขา” (พูดทั้งภาษาแม่ และภาษาที่สอง หรือสามกับเด็ก) และการสร้างสภาพแวดล้อมแบบสองภาษา จะทำให้สมองของเด็กมีความยืดหยุ่นได้มากกว่าด้วย

โดยเฉลี่ยแล้ว เด็กที่เติบโตมากับสภาพแวดล้อมแบบสองภาษา หรือแม้จะแค่ภาษาแม่ภาษาเดียวก็ตาม จะเริ่มหัดพูดได้ในช่วงอายุประมาณ 1 ขวบเป็นต้นไป และอาจสามารถพูดได้ 50 คำเมื่ออายุ 18 เดือน

“พงษ์ระพี เตชพาหพงษ์” คุณพ่อคนดังผู้แต่งหนังสือ “เด็กสองภาษา พ่อแม่สร้างได้” ที่สร้างสภาพแวดล้อมแบบสองภาษาจนน้อง “เพ่ยเพ่ย” ลูกสาววัย 4 ขวบสามารถสื่อสารได้ทั้งภาษาไทย – อังกฤษอย่างคล่องแคล่ว โดยคุณบิ๊กมีมุมมองเกี่ยวกับการฝึกภาษาของเด็กว่า “ส่วนตัวศรัทธาในหนังสือรอให้ถึงอนุบาลก็สายเสียแล้ว จากจุดนั้นทำให้เกิดความเชื่อว่าเด็กมีความสามารถ เราก็เลยลองทำ ซึ่งพอทำไปได้สัก 3 – 6 เดือน ก็เริ่มมีบทความงานวิจัยออกมาสนับสนุนสิ่งที่เราคิดมากขึ้น”

“สิ่งที่อาจเป็นอุปสรรคก็คือ บางครั้งพ่อแม่หวังพึ่งครูมากเกินไป ผมว่าการเปลี่ยนครูภาษาให้เป็นพ่อแม่มันยาก เปลี่ยนพ่อแม่เป็นครูภาษาง่ายกว่า เพราะปัจจุบันนี้เครื่องไม้เครื่องมือต่าง ๆ มีครบ จึงเอื้อต่อพ่อแม่มากกว่าในอดีต”

นักวิทยาศาสตร์มีคำอธิบายว่า เพราะเหตุใดเด็กเล็กจึงสามารถเรียนภาษาใหม่ ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ จากการใช้เทคนิค MRI และภาพเคลื่อนไหวต่างๆ เพื่อศึกษาสมองของเด็ก นักวิจัยได้ค้นพบว่า เด็กสามารถเรียนรู้ภาษาโดยการทำงานของสมองหลายๆ ส่วนมากกว่าผู้ใหญ่

สมองแต่ละส่วนจะมีหน้าที่ควบคุมการทำงานของร่างกายแตกต่างกันออกไป ทั้งในด้านของร่างกายและความคิด การทำงานของสมองโดยอัตโนมัติ คือการทำงานได้โดยไม่ต้องผ่านกระบวนการคิด ซึ่งเป็นการทำงานของสมองในส่วนลึก

เมื่อเด็กต้องเรียนรู้ภาษา สมองส่วนลึกคือส่วนที่เขาใช้ ดังนั้น การเรียนรู้การใช้ภาษาเป็นการใช้สมองส่วนลึกเป็นพื้นฐานเพื่อให้สามารถเรียนรู้ได้อย่างเป็นธรรมชาติและเป็นไปโดยอัตโนมัติ

แต่สำหรับผู้ใหญ่ที่เรียนรู้ภาษาที่สอง สมองของพวกเขาก็จะมีการทำงานที่ต่างกันออกไป เด็กจะเรียนรู้ข้อมูลโดยใช้สมองที่อยู่ในส่วนลึกเป็นกลไกในการทำความเข้าใจ ทำให้เด็กสามารถพูดภาษาที่สองได้อย่างคล่องแคล่วโดยไม่ต้องให้เวลาสมองได้ประมวลผลก่อนพูดออกมา ซึ่งสมองส่วนนี้จะทำงานอย่างเต็มที่จนเด็กมีอายุ 7 ปี และจะหยุดพัฒนาต่อทันทีเมื่อเด็กเริ่มมีอายุประมาณ 18 ปี

ดังนั้น ผู้ใหญ่ที่ได้เรียนรู้ภาษาที่สองมา สมองจะเก็บภาษาที่ได้เรียนรู้มาไว้ในส่วนอื่นของสมอง ผลที่ตามมาก็คือ ผู้ใหญ่มักต้องคิดก่อนที่จะพูดภาษาที่สองของตน ลองนึกภาพเวลาที่เราจะพูดภาษาอังกฤษ เรามักจะต้องนิ่งเพื่อใช้สมองในการเรียบเรียงเพื่อถ่ายทอดออกมาเป็นภาษาอื่น ๆ ในขณะที่เด็กจะสามารถพูดออกมาได้เลย ราวกับเป็นภาษาหนึ่งของตนเอง และแม้ว่าผู้ใหญ่จะพยายามเข้าหาคอร์สต่าง ๆ เพื่อพัฒนาทักษะทางภาษาจนสามารถพูดได้อย่างคล่องแคล่วก็ตาม แต่สมองของเขาก็ยังคงมีหลักการทำงานที่แตกต่างจากเด็กอยู่นั่นเอง

คราวนี้เราก็รู้กันแล้วนะคะว่า ถ้าจะส่งลูกไปเรียนกวดวิชา เราควรให้เด็กเรียนอะไรดี

ข้อมูลอ้างอิง: manager.co.th , helendoronthailand.com , digitbrain.net

Post Navigation