หมีกะแมว

ขึ้นชื่อว่า “ความแตกต่าง” เรามักจะกลัวว่าจะเข้ากันไม่ได้ ทั้งที่จริงๆ แล้ว ความแตกต่างอาจช่วยเติมเต็มให้กันและกันจนเกิดเป็นความ “สมบูรณ์แบบ” ก็เป็นได้ ดูอย่างสาวเหนือกับหนุ่มใต้ที่แต่งงานกันสิ

หญิงสาวชาวเหนือแต่งงานกับหนุ่มใต้
หญิงสาวไม่ทานเผ็ด แต่หนุ่มใต้ขาดเผ็ดไม่ได้

มีอยู่วันหนึ่ง หญิงสาวกลับบ้านแม่ พ่อของเธอซึ่งชอบทานเค็มเป็นคนทำอาหาร เมื่อถึงเวลาทานข้าว คุณแม่ของเธอถือถ้วยใส่น้ำร้อนมาใบหนึ่ง ก่อนทาน แม่ของเธอก็คีบอาหารผ่านน้ำร้อนในถ้วย จากนั้นถึงคีบเข้าปาก รับประทานอย่างเอร็ดอร่อยโดยไม่พูดอะไร

เธอสังเกตสิ่งที่แม่ทำ จึงเข้าใจว่าทำไมพ่อกับแม่จึงอยู่กันได้ยืดยาว
วันต่อมา… เธอทำอาหารที่สามีชอบทาน แน่นอน แต่ละอย่างมีรสเผ็ดจัดจ้าน
แต่ตรงหน้าของเธอ มีน้ำร้อนอยู่ถ้วยหนึ่ง
สามีของเธอเห็นภรรยาคีบอาหารผ่านน้ำร้อนแล้วก็รับประทานอย่างเอร็ดอร่อย น้ำตาก็รินขึ้นมา

วันต่อมา สามีของเธออาสาทำอาหารบ้าง แต่อาหารที่เขาปรุงไม่มีอะไรที่เผ็ดเลยสักอย่าง
แต่ว่า… ตรงหน้าของเขา มีจานเล็กๆ ที่มีพริกอยู่เต็มจาน ทุกครั้งที่เขาตักข้าวเข้าปาก เขาก็จะหยิบพริกในจานนั้นตามเข้าปากไปด้วย ข้าวทุกคำ ยังคงอร่อยเหมือนเดิม

——————————————————————–

เพื่อชีวิตคู่ที่ต้องอยู่ร่วมกันอย่างยาวนาน
เขาเลือกที่จะเพิ่มจานพริก เธอเลือกที่จะเพิ่มถ้วยน้ำร้อน นี่คือปรัชญาในการร่วมชีวิต

ประชากรบนโลกมีมากถึง 7 พัน 2 ร้อยล้านกว่าคน คนที่ใช้ชีวิตร่วมกับคุณ ไม่ว่าจะเป็นพ่อแม่พี่น้อง สามีภรรยาและญาติมิตร หากมิใช่มีวาสนาต่อกันมา จะมาร่วมชีวิตกันได้อย่างไร? รักและถนอมคนรอบตัวให้มาก เพราะเราต่างมีวาสนาที่ได้มาอยู่ร่วมกัน

จำไม่ได้ว่าเรื่องนี้ไปอ่านเจอจากที่ไหนมา แต่อ่านครั้งแรกแล้วรู้สึกชอบมาก เพราะสำหรับเราแล้ว ชีวิตคู่หรอ มันไม่มีคำว่าสมบูรณ์แบบลงตัวไปตลอดชีวิตหรอก ชีวิตคู่มันต้องมีการปรับจูนเข้าหากันอยู่ตลอดเวลา สิ่งที่เคยทำแบบนี้แล้วดี เมื่อเวลาผ่านไป มันอาจจะไม่ดีแล้วก็ได้ ใครจะรู้ เวลาเปลี่ยน ความรู้สึกคนก็เปลี่ยน วิธีการก็ต้องเปลี่ยนไปด้วยเช่นกัน

การจะอยู่ร่วมกันให้มีความสุข จะต้องเริ่มเห็นและใส่ใจกับความสุขเล็กๆ ของคนรอบข้าง เพราะสิ่งเล็กๆ เหล่านั้นมันจะสะสมให้เกิดเป็นความรักที่ยิ่งใหญ่ได้ เช่นเดียวกับความรู้สึกอึดอัดคับแค้นใจ ยิ่งสะสมมากเท่าไหร่ ความรักยิ่งพังลงง่ายมากขึ้นเท่านั้น

Post Navigation