ลิขสิทธิ์เพลง

หลังจากค่ายเพลงยักษ์ใหญ่อย่าง GMM ประกาศออกตัวอย่างชัดเจนว่าจะเรียกเก็บค่าลิขสิทธิ์เพลงจากคนทำมาหากินตัวเล็ก อย่างร้านอาหาร หรือสถานประกอบการในรูปแบบต่าง ๆ ล่าสุดก็มีนักกฎหมายออกมาให้ความรู้เกี่ยวกับกฎหมายลิขสิทธิ์กันหลายคน โดยมีใจความสำคัญว่า “ถ้าเปิดเพลงให้ลูกค้าฟังในร้านอาหาร โดยไม่ได้เรียกเก็บค่าบริการเพิ่ม ไม่ถือว่าเป็นความผิดแต่อย่างใด” เข้าใจตรงกันนะ!!!

ใครที่ทำธุรกิจร้านอาหาร ร้านกาแฟ บรา บรา บรา ก็สบายใจได้เลยค่ะว่า หากไม่ได้เปิดเพลงแล้วหากำไรจากลูกค้าโดยตรงจากการที่ลูกค้าได้ฟังเพลงที่เราเปิด ก็สามารถเปิดเพลงเพื่อสร้างบบรยากาศภายในร้านได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย ไม่ต้องจ่ายค่าลิขสิทธิ์เพลงอย่างที่ GMM เรียกเก็บแต่อย่างใด โดยจะต้องไม่มีการเรียกเก็บค่าบริการหรือค่าตอบแทนในการเปิดเพลงจากลูกค้า หรือแม้แต่เรียกเก็บเพิ่มรวมไปกับค่าอาหารเด็ดขาด

ข้อมูลเหล่านี้ไม่ได้มีใครนั่งเทียนเขียนขึ้นมาลอยๆ แต่มีข้อมูลอ้างอิงจาก “คดีลิขสิทธิ์เพลง” ของร้านอาหารแห่งนึง คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8220/2553 ซึ่งเป็นตัวอย่างคดีที่ใกล้เคียงกัน โดยมีใจความสำคัญที่น่าศึกษาว่าด้วยกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

ป.วิ.อ. มาตรา 185 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 31, 70 วรรคสอง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ และวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญา และการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26

โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยประกอบกิจการค้าขายอาหารตามสั่งและเครื่องดื่ม จำเลยเปิดแผ่นวีซีดีเพลง “กำลังใจที่เธอไม่รู้” อันเป็นลิขสิทธิ์ของผู้เสียหาย ซึ่งได้มีผู้ทำขึ้นหรือดัดแปลงขึ้นให้ลูกค้าในร้านอาหารของจำเลยฟัง ไม่ปรากฎว่าจำเลยเปิดเพลงเพื่อหากำไรโดยตรงจากการที่ให้ลูกค้าฟังเพลงโดยการเรียกเก็บค่าตอบแทน หรือเรียกเก็บเพิ่มรวมไปกับอาหารและเครื่องดื่มแต่อย่างใด

การกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 31 ประกอบมาตรา 70 วรรคสอง เพราะไม่ครบองค์ประกอบความผิดของบทมาตราดังกล่าว ซึ่งต้องเป็นการกระทำเพื่อหากำไรโดยตรงจากการละเมิดลิขสิทธิ์

แม้จำเลยให้การรับสารภาพก็ไม่อาจลงโทษจำเลยได้ ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 185 วรรคหนึ่ง

——————————————————-

โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้อง ขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 4, 6, 8, 15, 27, 28, 29, 30, 31, 69, 70, 75, 76 ริบโทรทัศน์สี เครื่องเล่นซีดี ดีวีดี และให้แผ่นซีดีเพลงจำนวน 19 แผ่น ที่ละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้เสียหาย ของกลางตกเป็นของผู้เสียหายซึ่งเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ และสั่งจ่ายเงินค่าปรับฐานละเมิดลิขสิทธิ์กึ่งหนึ่งให้แก่ผู้เสียหาย ซึ่งเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์

จำเลยให้การรับสารภาพ
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้อง ของกลางคืนให้แก่เจ้าของ

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ที่โจทก์อุทธรณ์การกระทำของจำเลยเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 31 ประกอบมาตรา 70 วรรคสอง เห็นว่า พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 31 ซึ่งบัญญัติว่า “ผู้ใดรู้อยู่แล้วหรือมีเหตุอันควรรู้ว่างานใดได้ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่น กระทำอย่างใดอย่างหนึ่งแก่งานนั้นเพื่อหากำไร ให้ถือว่าผู้นั้นกระทำการละเมิดลิขสิทธิ์ (2) เผยแพร่ต่อสาธารณชน…” ความผิดตามบทบัญญัติดังกล่าวจึงต้องเป็นการเผยแพร่งานนั้นต่อสาธารณชน “เพื่อหากำไร” ซึ่งหมายความว่า กำไรนั้นหากจำเลยได้มาหรือจะได้มาจะต้องเกิดจากการกระทำแก่งานที่ได้ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่น

แต่ตามที่โจทก์บรรยายฟ้องได้ความว่า จำเลยประกอบกิจการค้าขายอาหารตามสั่งและเครื่องดื่ม จำเลยเปิดแผ่นวีซีดีเพลง “กำลังใจที่เธอไม่รู้” อันเป็นลิขสิทธิ์ของผู้เสียหาย ซึ่งได้มีผู้ทำขึ้นหรือดัดแปลงขึ้นให้ลูกค้าในร้านอาหารของจำเลยฟัง ไม่ปรากฏว่าจำเลยเปิดเพลงเพื่อหากำไรโดยตรงจากการที่ให้ลูกค้าได้ฟังเพลง โดยการเรียกเก็บค่าตอบแทนจากลูกค้าในการเปิดเพลง หรือเรียกเก็บเพิ่มรวมไปกับค่าอาหารและเครื่องดื่มแต่อย่างใด การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 31 ประกอบมาตรา 70 วรรคสอง เพราะไม่ครบองค์ประกอบความผิดของบทมาตราดังกล่าวซึ่งต้องเป็นการกระทำเพื่อหากำไรโดยตรงจากการละเมิดลิขสิทธิ์

แม้จำเลยให้การรับสารภาพก็ไม่อาจลงโทษจำเลยได้ ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185 วรรคหนึ่ง ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้องโจทก์ชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

สาระสำคัญในคำวินิจฉัยคือ

กระทำอย่างใดอย่างหนึ่งแก่งานนั้นเพื่อหากำไร คือกำไรโดยตรงไม่ได้มาจากการเปิดเพลง แต่มาจากอาหาร ผลก็คือ “ไม่ปรากฏว่าจำเลยเปิดเพลงเพื่อหากำไรโดยตรงจากการที่ให้ลูกค้าได้ฟังเพลง โดยการเรียกเก็บค่าตอบแทนจากลูกค้าในการเปิดเพลง หรือเรียกเก็บเพิ่มรวมไปกับค่าอาหารและเครื่องดื่มแต่อย่างใด”

ใครที่ยังสงสัย หรืออยากทราบรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับคดีนี้ สามารถเข้าไปค้นหารายละเอียดเพิ่มเติมกันได้ที่ “ระบบสืบค้นคำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา” แล้วกรอกเลข 8220 ลงไปในช่องเลขคำพิพากษาได้เลยค่ะ

ระบบสืบค้นคำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

แต่ปัญหาที่พบกันมาก็คือ ตัวแทนลิขสิทธิ์ที่ไม่รู้ว่าเป็นตัวจริงหรือตัวปลอม มักนำตำรวจเข้ามาจับกุมคนทำมาหากินสุจริต แล้วตาสีตาสาที่เปิดร้านอาหารธรรมดา ๆ จะทำอย่างไร ถ้าเกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้น!!!

อย่างแรกคือจะต้องตั้งสติให้ได้ แล้วขอดูเอกสารแต่งตั้งตัวแทนลิขสิทธิ์ หรือหนังสือมอบอำนาจแล้วแต่กรณีจากตัวแทนนั้น ๆ และจะต้องท่องเอาไว้ในใจเสมอว่า ตัวแทนลิขสิทธิ์และตำรวจชุดจับกุมนั้นไม่มีอำนาจยึดทรัพย์สินใดๆ ไม่ว่าจะเป็นแผ่นเพลง รวมถึงไม่มีสิทธิ์กระทำการใด ๆ อันเป็นการเสียหายต่อทรัพย์สินของเจ้าของร้านด้วย

หากตำรวจใช้กำลังข่มขู่ประชาชนด้วยวิธีการใดวิธีการหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นการยึด ทำลาย หรือใช้ความรุนแรงใด ๆ ต่อทรัพย์สิน เราจะถือว่า ตำรวจไม่ใช่เจ้าพนักงานที่ได้ปฎิบัติหน้าที่ (เพราะตำรวจไม่มีหน้าที่ทำผิดกฎหมาย) หากเจ้าของร้านหรือผู้ได้รับความเสียหาย ใช้กำลังต่อสู้ตำรวจตามสมควรแก่เหตุ เพื่อป้องกันเสรีภาพในเนื้อตัวทรัพย์สินของตน ไม่ถือว่าเป็นการต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงาน จึงไม่มีความผิดในฐานดังกล่าวด้วย

ความรู้รอบตัวเล็ก ๆ น้อย ๆ รู้เอาไว้เพื่อรักษาตัวรอดเป็นยอดดีค่ะ

ข้อมูลอ้างอิง: ตั๋วทนาย.com , manager.co.th , hudchewman.wordpress.com , ปรึกษากฎหมายฟรี

Post Navigation