10384218_251783991692852_2654210647521844289_nโลกของเรามีมาตรวัดในการวัดความฉลาดที่เป็นที่ยอมรับกันอย่างสากล เช่น สถาบันการศึกษา, GPA หรือ IQ แต่สิ่งที่มาตรวัดพวกนี้ลืมบอกและพวกเราก็ทำเป็นลืมๆ กันไปคือ มาตรวัดเหล่านี้วัดบนเกณฑ์เดียวกันหมด แล้วถ้าเราเอาลิงกับช้างมาแข่งขันปีนต้นไม้ เราจะใช้มาตรวัดเดียวกันได้อยู่หรือ และนี่คือที่มาของหลุมพรางของความฉลาดที่น่ากลัวอย่างยิ่ง ซึ่งปัจจัยที่ทำให้เราตกหลุมพรางของความฉลาดก็คือ

1. ไม่ให้สำคัญกับประสบการณ์: หลายคนเป็นดอกเตอร์กลับมาจากเมืองนอกแล้วชอบคิดว่าตัวเองฉลาดและเก่งกว่าพ่อที่ไม่ได้เรียนหนังสือ พวกนี้หลายคนพอลงสนามธุรกิจเจ๊งไม่เป็นท่า

2. ใช้สถาบันกันศึกษาวัดความเก่ง: หลายคนภูมิใจกับใบปริญญาจากมหาวิทยาลัยระดับโลก จนลืมกลับมาพิจารณาผลงานจริงๆตอนทำงานว่ามันเเก่งจริงเหมือนใบปริญญารึเปล่า

3. ไม่สนใจเรื่องการสร้าง connection: หลายคนคิดว่าความฉลาดเป็นคำตอบของความสำเร็จ ซึ่งในโลกจริง ความฉลาดเป็นเพียงหนึ่งในปัจจัยเท่านั้นเอง การสร้างเครือข่ายของคนรอบตัวเราก็เป็นอีกเรื่องที่สำคัญยิ่งนัก บางคนไม่ฉลาดแต่เก่งเรื่องคน ก็ได้ดิบได้ดีมาเยอะแล้ว

4. ปฏิเสธที่ปรึกษา: เพราะคิดว่าเก่งที่สุดในโลก จึงไม่ยอมฟังคำแนะนำของใคร

5. คิดเยอะทำน้อย: อันนี้เป็นอันที่คลาสสิคที่สุด ผมเห็นคนเก่งมากมายที่เอาแต่วางแผนแต่ไม่ยอมลงมือทำ ปล่อยให้เด็กหลังห้องลองผิดลองถูกจนถึงเส้นชัยก่อนมาเยอะแล้ว

6. ไม่สนใจหาความรู้เพิ่มเติม: คนฉลาดหลายคนเลิกเพิ่มความฉลาดให้ตัวเองเพราะคิดว่ามีเยอะแล้ว

7. ไม่ตามความฝันของตัวเองแต่ทำในสิ่งที่ดูดีในสายตาของสังคม: หลายคนเลือกเรียนหรือทำงานในสิ่งที่ตัวเองไม่รัก แต่มีภาพลักษณ์ดี เข่นในยุคหนึ่งนักเรียน MBA ต้องเข้าไปทำงานสายการเงินหรือที่ปรึกษาทั้งๆที่ไม่ได้อยากทำซักนิด

8. ไม่ลงทุนกับการพัฒนาตัวเองอย่างต่อเนื่อง: หลายคนพอฉลาดมากๆถึงจุดนึงเลิกลงทุนกับการพัฒนาตัวเองไปเพราะคิดว่าเก่งมากแล้ว เป็นที่น่าเสียดายอย่างมาก

9. พยายามทำตัวถูกตลอดเวลา: คนเหล่านี้มักชนะการเถียงกันแบบโต้วาที แต่หลายครั้งแพ้ในการเจรจาทางธุรกิจที่ละเอียดอ่อน เพราะต้องการเป็นคนที่”ถูก”และ”รู้ดี” ตลอดเวลา เก่ง hard skill แต่ soft skill ไม่ได้เรื่อง

10. ยึดติดความสำเร็จเก่าๆ: ชอบพูดถึง GPA หรือ เกียรตินิยมสมัยเรียน ทั้งๆที่จบมายี่สิบปีแล้ว อันนี้คงไม่ต้องขยายความ

ที่มา: รวิศ หาญอุตสาหะ ผู้เขียนหนังสือ Marketing Everything และ คิดจะไปดวงจันทร์ อย่าหยุดที่หน้าปากซอย

หลายครั้งที่เห็นพ่อแม่พูดภาษาอังกฤษกับลูกตั้งแต่แรกเกิด 2 ขวบ 3 ขวบเด็กก็พูดภาษาอังกฤษกันได้แบบน่ารักน่าเอ็นดู แต่อยู่ดีๆ ก็รู้สึกแปลกใจเมื่อมีผู้ปกครองคนนึงชี้ไปที่แม่ที่พูดภาษาอังกฤษกับลูกวัยเรียนเนอสเซอรี่ แล้วพูดขึ้นมาในความหมายที่ว่า… แม่เค้าทำไม่ถูก แม่กำลังเร่งรัดลูกเกินไป ตัวเค้าเองไม่ได้เรียนน้อยไปกว่าแม่ของเด็กคนนั้น (ผู้ปกครองที่พูดคงไม่รู้ว่าแม่ของเด็กคนนั้นจบป.โท) คือจะบอกว่า “เด็กยังเล็กเกินไปที่จะให้เรียนรู้ภาษาอังกฤษ”!!! และนั่นคือการพูดออกมาอย่างมั่นใจ

แต่จากการศึกษาข้อมูลตามเว็บไซต์และอ่านหนังสือเกี่ยวกับสมองหลายเล่ม ต่างก็ให้ข้อมูลที่ตรงกันว่า เด็กจะเรียนรู้ภาษาที่สองได้ดีในช่วง แรกเกิดไปจนถึงอายุ 7 ขวบ โดยมีผลการสำรวจยืนยันจากเมืองนอก

นี่หรือเปล่านะ ที่เรียกว่า “หลุมพรางของความฉลาด” ความมั่นใจในความเชื่อส่วนตัว หรือสิ่งที่เคยทำตามกันมา อาจทำให้เราตกหลุมพรางของความฉลาดเอาได้ง่ายๆ เราไม่ได้บอกว่าความเชื่อหรือความคิดของใครถูกหรือผิด แต่จะบอกว่า ความมั่นใจที่ไม่มีข้อมูลอ้างอิงหรือสิ่งที่จะมาสนับสนุนความเชื่อมั่นนั้นได้ อาจทำให้เราหมดความน่าเชื่อถือหรือเสื่อมศรัทราจากผู้อื่นได้

การจะเป็นคนฉลาด จึงต้องรู้จักหลบหลุมพรางของความฉลาดให้ได้ด้วย แต่ส่วนใหญ่แล้ว เรามักจะตกหลุมพรางเหล่านี้ไปโดยไม่รู้ตัว ซึ่งเราเองก็เป็นบ่อยนะ บางครั้งก็เกิดจากความไม่รู้ แต่ความไม่รู้ไม่ใช่สิ่งที่น่ากลัว เพราะความน่ากลัวยิ่งกว่าคือ “เราคิดว่าเรารู้ ” ทำให้เราไม่เปิดใจเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ

อะไรๆ ในโลกนี้ไม่มีความแน่นอนตายตัว ความรู้ ความสามารถ สามารถเปลี่ยนแปลงไปได้ตลอดตามกาละเวลา ยิ่งเทคโนโลยีทำให้โลกเราหมุนเร็ว สิ่งที่เคยดีที่สุด ก็มักจะกลายเป็นสิ่งที่ไร้ค่าได้เมื่อมีเทคโนโลยีใหม่ๆ เข้ามาแทนที่ สิ่งที่เราเคยรู้ก็อาจจะกลายเป็นว่า รู้แล้วได้อะไร เพราะเดี๋ยวนี้ใครๆ ก็รู้เหมือนกันหมด หากไม่อยากตกหลุมพรางของความฉลาดได้ง่ายๆ ก็ต้อง “เรียนรู้อยู่ตลอดเวลา”

แต่ถ้าเรียนรู้แล้วมันยังหาข้อสรุปไม่ได้ ว่าอะไรคือสิ่งที่ถูกต้อง ก็ไม่ต้องรีบตัดสินใจนะ เพราะว่าบางครั้ง มันอาจจะถูกทุกข้อ ขึ้นอยู่กับว่าเราจะนำไปใช้ได้ตรงกับสถานการณ์หรือเปล่า อย่าเผลอเอามาตรฐานของเราไปตัดสินใครเข้าล่ะ เพราะมันเป็นการปิดกั้นโอกาสที่เราจะได้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ

Post Navigation