read everyday, repeat every month

วันนี้เปิ้ลจังมีหนังสือดีๆ มาแนะนำห้อ่านกันค่ะ ชื่อหนังสือว่า ” read everyday, repeat every monthเขียนโดย Sittipong Sirimaskasem Founder of rgb72 ซึ่งหนังสือเล่มนี้ไม่มีขายค่ะ เป็นความตั้งใจดีที่ผู้เขียนต้องการแชร์ประสบการณ์จากคนรอบตัวที่ได้เรียนรู้มา ตลอดระยะเวลาการทำงาน 15 ปี เป็นข้อความสั้นๆ ที่เข้าใจง่าย สามารถอ่านได้ทุกวัน และอ่านได้เรื่อยๆ จึงได้จัดพิมพ์เพื่อแจกให้ทีมงานของบริษัท rgb72 และเพื่อนๆ ที่ใกล้ชิด

เปิดมาหน้าแรกก็ได้ข้อคิดที่ส่วนตัวมองว่า นี่หล่ะ คือก้าวแรกของการดำเนินชีวิต ซึ่งบทนำเค้าบอกว่า ชีวิตคนเราก็เหมือนเรือลำเล็กๆ ที่ลอยอยู่บนทะเล เรือบางลำก็ลอยไปเรื่อยๆ เรือบางลำก็ตั้งใจพายเพื่อไปให้เร็วกว่าคนอื่น แต่สิ่งที่แตกต่างระหว่างเรือที่ลอยไปเรื่อยๆ กับเรือที่พายไปได้อย่างรวดเร็วก็คือ “เป้าหมาย

เรือที่รู้ว่าตัวเองกำลังจะไปไหน ก็จะพายตรงดิ่งไปตามเส้นทางที่จะพาไปให้ถึงจุดหมาย ไม่มัวเสียเวลาไปกับเส้นทางที่ไม่ใช่เป้าหมาย แต่เรือที่ไม่รู้ว่าจะไปไหน ไม่มีจุดหมาย ก็จะลอยตามน้ำไปเรื่อยๆ แล้วแต่โชคชะตาจะพาไป แล้วเมื่อไหร่จะถึง???

จริงๆ ยังมีเรืออีกประเภทคือ เรือที่ยังติดอยู่กับความหลัง เรือเหล่านี้พยายามพายทวนน้ำ แต่พายเท่าไหร่ ก็พายกลับไปไม่ได้ มีแต่จะทำให้เดินทางช้าลงกว่าเรือที่ลอยตามน้ำไปเรื่อยๆ เสียอีก ซึ่งผู้เขียนจะไม่พูดถึงคนกลุ่มนี้ (อาจเป็นเพราะว่า เราจะไม่ได้ประโยชน์อะไรจากการใส่ใจคนกลุ่มนี้)

ดังนั้นจึงเป็นเรื่องไม่แปลก ถ้าคนพายเรือที่มีเป้าหมาย จะมุ่งมั่น ตั้งใจทำอะไรรวดเร็ว ไม่เสียเวลากับสิ่งยั่วยวนข้างทาง เรียกได้ว่าถ้าจะแวะทั้งที ต้องมั่นใจแล้วว่ามันคุ้มพอที่จะทำให้เรือ ถึงจุดหมายได้ช้าลง แต่จุดหมายที่ว่านี้มันไม่ได้จะรู้ได้ทุกคนหรอกครับ บางคนรู้ได้เร็ว บางคนรู้ได้ช้า

คนที่โชคดีคือคนที่รู้ว่าจุดหมายของตัวเองคืออะไรก่อนคนอื่น บางคนรู้ว่าเรือลำน้อยที่ตัวเองมีอยู่นั้นอาจจะไม่แข็งแกร่งพอที่จะพาตัวเองฝ่าคลื่นทะเลไปถึงจุดหมายได้ เค้าก็รวมตัวกับเรือลำอื่นๆ ที่มีจุดมุ่งหมายเหมือนกัน คล้ายกัน แล้วนำเรือมารวมกัน ประกอบกันเป็นเรือที่ใหญ่กว่าเดิม จากนั้นจึงเดินทางไปด้วยกัน เรือลำเล็ก ก็กลายเป็นเรือลำใหญ่ หรือที่ภาษาทั่วไปเค้าเรียกว่า “ทีม” หรือถ้าจริงจังมากหน่อยก็คือ “บริษัท

และไม่นาน เรือลำใหญ่ที่ต้องการไปถึงจุดหมาย ก็จำเป็นต้องหาลูกเรือเพิ่ม เรือลำใหญ่จึงเริ่มรับสมัครลูกเรือ
มีคนพายเรือลำเล็กๆของเค้าเข้ามาเทียบข้างเรือใหญ่ กระโดดขึ้นเรือแล้วขอเข้าสมัครงาน ลูกเรือที่กระโดดขึ้นมา หากให้พิจารณาจะสามารถแยกลูกเรือออกได้เป็นสองประเภทใหญ่ๆ คือลูกเรือที่มาทำงานรับจ้างเพื่อเงิน และลูกเรือที่มา
ทำงานเพราะเชื่อในทิศทางที่เรือลำใหญ่กำลังไปและต้องการอาศัยเดินทางไปด้วยกัน

โดยมากลูกเรือกลุ่มแรกจะยังไม่รู้ว่าตัวเองต้องการอะไร เป็นเรือที่ลอยไปเรื่อยๆ แล้วบังเอิญมาเจอป้ายประกาศของเรือใหญ่จึงกระโดดขึ้นมา ไม่ได้สนใจว่าเรือใหญ่จะพาไปไหน เพราะตัวเองก็ไม่เคยรู้อยู่แล้วว่าตัวเองอยากไปไหน

แต่ลูกเรือกลุ่มที่สองจะเป็นกลุ่มที่รู้เป้าหมายของตัวเอง แต่ไม่อยากรวมกลุ่มกับคนอื่น ไม่อยากสร้างเรือใหญ่ ไม่อยากแบกรับภาระแต่มองเห็นและ “เชื่อมั่น” ในทิศทางที่เรือลำใหญ่นี้กำลังเดินทางไป จึงขออาศัยเดินทางไปด้วย

แน่นอนว่า จุดมุ่งหมายอาจจะไม่ได้เหมือนเป๊ะ แต่น่าจะใกล้เคียง ดังนั้นกัปตันเรือผู้สร้างเรือใหญ่จึงต้องเข้าใจตลอดเวลาว่า เมื่อถึง ณ จุดหนึ่ง ลูกเรือบางคนอาจจะต้องขอสละเรือใหญ่ กระโดดลงเรือตัวเอง ปลดเชือกที่ผูกมัดเอาไว้ แล้วขอบอกลา

ในทางกลับกัน ถ้าลูกเรือคนไหนที่ทำตัวเกเร นอกจากจะไม่ช่วยพายเรือแล้วยังจะเอาเท้าราน้ำ กัปตันก็ควรทำหน้าที่ด้วยการ “ขอร้อง” ให้ลูกเรือเหล่านี้ กระโดดออกจากเรือลำใหญ่นี้ให้โดยไว เพราะถ้ายังปล่อยไว้อยู่ อาจทำให้การเดินเรือช้าลง ไปผิดทิศทางที่ตั้งไว้

นอกจากเรือลำใหญ่จะเสียเวลาในการเดินทางแล้ว สุดท้ายยังอาจจะเสียคนที่มีจุดมุ่งหมายเหมือนกัน หมดความเชื่อมั่นในความสามารถการคุมเรือของกัปตัน และลูกเรือที่ดีเหล่านี้สุดท้ายจำเป็นต้องสละเรือไปเองอย่างจำใจ

คำถามที่ผู้เขียนตั้งไว้ให้คือ คุณเห็นคืออะไร? คุณจะเป็นเรือช้า เรือเร็ว? หรือแม้แต่เป็นเรือที่มาขอร่วมเดินทางกับเรือใหญ่หรือเป็นเรือใหญ่ซะเอง

เป้าหมายคือสิ่งที่สำคัญที่สุด เรือทุกลำหากมีจุดหมาย และหาคนที่มีจุดหมายร่วมกันได้ ก็จะสามารถเดินทางไปได้เร็วกว่าเรือลำอื่นๆ ไม่มีเรือลำไหนที่ลอยไปเรื่อยๆ แล้วโชคดีเจอเกาะมหัศจรรย์อย่างที่เราอ่านในนิยาย

เรือทุกลำ จะเล็กหรือใหญ่ล้วนแต่ต้องพบกับอุปสรรค และอุปสรรคเหล่านั้นจะฝ่าฟันได้ ก็ด้วยความแข็งแรงร่วมใจของลูกเรือและกัปตันเรือทั้งหมด ไม่ใช่แค่คนใดคนหนึ่ง

ถามย้ำอีกครั้ง.. วันนี้คุณเป็นเรือลำไหน? และคุณกำลังเดินทางไปยังที่ใด?

ถ้าคุณเป็นเรือที่พร้อมจะลุยออกทะเลใหญ่ด้วยตัวเอง คุณก็ต้องทำมันให้เต็มที่ ลุยไปกับมันให้ถึงที่สุด จะเดินทางถึงเป้าหมายหรือไม่ มันก็ขึ้นอยู่กับคุณคนเดียว

ถ้าคุณกำลังร่วมเดินทางกับเรือใหญ่ ที่จะพาคุณไปยังเป้าหมายเดียวกัน นั่นก็ยิ่งต้องทำให้เต็มที่เช่นกัน เพราะคุณคือส่วนหนึ่งของทีม เรือใหญ่จะเดินทางไปได้หรือไม่ รวมถึงเรือเล็กของเพื่อนๆ อีกหลายลำนั้น จะถึงจุดหมายช้าหรือเร็ว ก็อยู่ที่กลุ่มลูกเรือนี่ล่ะ

แต่ในกรณีที่แย่สุดคือ ถ้าคุณรู้ตัวว่ากำลังไปผิดทาง เช่น คุณอยากไปเหนือ แต่เค้ากำลังเดินทางไปใต้ ก็จงรีบกระโดดออกมาจากเรือซะจะได้ไม่เป็นการเสียเวลา

นี่เป็นเพียงบทนำที่ทำให้เรารู้สึกว่า อยากจะเปิดหน้าต่อไป และอยากจะอ่านมันทุกวัน แล้วตอกย้ำตัวเองมันทุกๆ เดือน ทุกๆ ปี แต่สิ่งแรกที่เราจะต้องทำก่อนอ่านหนังสือเล่มนี้ก็คือ เราต้องตั้งเป้าหมายก่อนว่า “เราอ่านหนังสือเล่มนี้ เพื่ออะไร”

ส่วนตัวแล้วเคยได้อ่านเรื่องราวในหนังสือจากเพื่อนๆ มาบ้างบางตอน จึงได้ติดตามมาอ่านตั้งแต่ต้นบ้าง เพราะคิดว่ามันคือสิ่งที่ดี ที่จะทำให้เราเรียนรู้ได้โดยไม่ต้องผิดพลาดมาก่อน และถ้าเราหมั่นตอกย้ำเป้าหมาย และคิดหาแนวทางที่จะทำให้เราไปถึงเป้าหมายได้อย่างรวดเร็ว ก็จะยิ่งทำให้เราเดินทางไปยังเป้าหมายได้เร็วขึ้น

สำหรับคนที่อ่านบทนำแล้ว ไม่รู้สึกว่าชีวิตเราควรจะมีเป้าหมายอะไร ก็ไม่เป็นไรนะคะ ค่อยๆ อ่านไปทีละหน้าตามคอนเซปของหนังสือก็ถือว่าไม่ผิดกติกา แต่เมื่อไหร่ที่เราได้ข้อคิดใหม่ๆ จากการอ่านหนังสือเล่มนี้ทุกวัน เราก็อาจจะไปถึงเป้าหมายได้พร้อมๆ กัน

สำหรับใครที่ต้องการอ่านหนังสือเล่มนี้ไปพร้อมๆ กัน สามารถเข้าไปดาวน์โหลดได้ “ที่นี่” เลยค่ะ แต่ถ้าใครยังไม่พร้อมที่จะโหลดมาอ่าน ก็เข้ามาติดตามข้อคิดที่ได้จากหนังสือเล่มนี้ได้เรื่อยๆ นะคะ แล้วพรุ่งนี้จะมาเล่าให้ฟังต่อค่ะ ว่าอ่านแล้วได้ข้อคิดอะไรใหม่ๆ อีกบ้าง ตั้งเป้าหมายเอาไว้ว่า จะพยายามอ่านแล้วสรุปข้อคิดที่ได้ทุกวัน เพื่อเตือนและย้ำตัวเองให้ไปในทางที่ถูกทุกๆ วันค่ะ

Post Navigation