read everyday, repeat every month

หลังจากที่เราปลุกระดมพลังภายในกันด้วยบทนำที่สอนให้เราตั้งเป้าหมายในชีวิตกันไปแล้ว คราวนี้เรามาเริ่มต้นอ่านกันอย่างจริงจังดีกว่าค่ะ หนังสือมันมีแต่ข้อความ ส่วนข้อคิด มันจะมีอยู่ในหนังสือหรือไม่ ขึ้นอยู่กับจิตใจของผู้อ่าน ว่าจะสามารถเปิดใจกว้างยอมรับทัศนะคติใหม่ๆ เพื่อเรียนรู้โลกกว้างได้มากแค่ไหน เป้าหมายในการอ่านของเราคือวันละหน้า แต่สำหรับเปิ้ลจังแล้ว อ่านเกินไม่ถือว่าผิดกติกา แต่ถ้าอ่านไม่ต่อเนื่อง ถือว่าเราไม่บรรลุเป้าหมายนะครัช ถ้าพร้อมแล้ว ก้าวแรกของเราจะเริ่มต้นที่วันนี้ค่ะ

read everyday, repeat every month

วันที่ 1 ——————-

เป้าหมายคือสิ่งที่สำคัญที่สุด

เมื่อมีเป้าหมายแล้ว มองไปข้างหน้า เดินไปข้างหน้า อย่าติดอยู่กับอดีต

ถ้าอดีตเป็นเรื่องของความผิดพลาด มองอดีตให้เป็นบทเรียน พยายามเข้าใจมัน แล้วจำมันไว้ให้แม่น เพื่อให้แน่ใจว่าเราจะไม่กลับมาผิดพลาดอีก แต่ถ้าอดีตเป็นเรื่องของชัยชนะและความยินดี จงใช้มันมาเป็นกำลังใจ เพื่อให้เราทำวันพรุ่งนี้ให้ดีกว่าเดิม

วันที่ 2 ——————-

อย่าบอกว่าทำไม่ได้ เพราะถ้าเราทำไม่ได้

เค้าก็ต้องหาคนอื่นที่ทำได้อยู่ดี

เรามักมีข้ออ้าง หรือที่ร้ายไปกว่านั้นคือ ego ที่คิดว่า โจทย์ที่ได้รับมานั้นเป็นไปไม่ได้ หรือยากเกินกว่าที่จะทำ และไม่มีใครในโลกนี้ทำได้ อย่าลืมว่าในโลกนี้มีคนเก่งอีกมากมาย ถ้าวันนี้คุณอ้างว่าทำไม่ได้แล้ว เค้าก็ต้องหาคนอื่นมาทำให้ได้อยู่ดี ดังนั้น คุณจงเลือกว่าจะปรับปรุงตัวเองให้เก่งขึ้นเพื่อแก้โจทย์ให้ได้ หรือจะปล่อยให้ตัวเองเป็นคนไร้ประสิทธิภาพและว่างงาน

วันที่ 3 ——————-

เลือกคนที่เก่งกว่าเรามาทำงานด้วยเสมอ

เลือกเอาคนที่เราสามารถเรียนรู้ได้จากเขา

ไม่ใช่เอาคนที่จะมาหาความรู้จากเรา

“Steve Jobs has a saying that A players hire A players; B
players hire C players; and C players hire D players.”
พูดโดย Guy Kawasaki

มนุษย์เกรด A มักจะอยากทำงานกับมนุษย์เกรด A
ส่วนมนุษย์เกรด B กลับอยากทำงานกับมนุษย์เกรด C
และมนุษย์เกรด C ก็อยากจะทำงานกับมนุษย์เกรด D เรื่อยลงไปตามลำดับ

พูดง่ายๆคือ คนเก่งมักอยากจะทำงานกับคนที่เก่งกว่า แต่มีคนจำนวนไม่น้อยที่เป็นมนุษย์กลุ่มที่เหลือ กลุ่มที่อยากทำงานกับคนที่ด้อยกว่าเพราะ.. “กลัว” เพื่อน.. กลัวลูกน้องจะเก่งกว่า “อิจฉา” ที่คนอื่นจะทำงานได้ดีกว่า ด้วยมุมมองแบบนี้ team จะไม่ work และจะหาความเจริญใหักับ “ตนเอง” และ “องค์กร” ได้ยาก

จงเลือก.. ว่าคุณจะเป็นคนเกรด A หรือเป็นกลุ่มที่เหลือ เพราะถ้าความฝันของคุณคือยอดเขา คนที่เก่งพอๆ กับคุณหรือคนที่เก่งกว่าเท่านั้นใช่มั้ย ที่คุณอยากจะพาปีนขึ้นไปด้วยกัน

วันที่ 4 ——————-

สิ่งที่บริหารจัดการได้ยากที่สุดคือมนุษย์

มีเพื่อนที่ทำโรงงานเคยบอกผมว่า เค้าทำงานกับเครื่องจักรเป็นส่วนใหญ่ งานมันง่ายกว่าตรงที่ว่า ถ้าเครื่องจักรเสีย เค้าก็แค่สั่งซ่อม ซ่อมเสร็จก็ทำงานได้ใหม่ แต่สำหรับมนุษย์นั้นบริหารจัดการได้ยากกว่ามาก ดังนั้นถ้าความฝันของคุณจำเป็นต้องใช้มนุษย์เป็นตัวขับเคลื่อน จงอย่าประมาทแล้วคิดว่าเป็นเรื่องง่ายที่จะจัดการ
ต้องพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่อาจจะมาได้ในทุกเวลา ทุกรูปแบบ

วันที่ 5 ——————-

ในการตัดสินใจอะไรต่างๆ ควรใช้สติให้มาก

อย่าให้อารมณ์นำ

ถ้าวันนั้นเราอารมณ์ไม่ดี ผมแนะนำให้หยุดตัดสินใจก่อน เวลาจะช่วยทำให้อารมณ์มันจางลง เมื่ออารมณ์จาง สติคืน ความคิดดีดีจะเกิดขึ้น และการตัดสินใจดีดีจะตามมา เคยเห็นคนโมโหแล้วด่วนตัดสินใจทำอะไรไปไหมครับ? หลายครั้งเราจะเห็นผลที่ตามมาจากการตัดสินใจแบบไม่ได้คิด ไม่มีสติ ว่ามันทำให้ทุกอย่างแย่ลง อย่าให้การตัดสินใจด้วยอารมณ์แบบนี้เกิดขึ้นกับการทำงานของเรา เพราะไม่แน่อาจจะมีบางคนตั้งใจกวนน้ำให้ขุ่น เพื่อให้เรามองเห็นปลาไม่ชัด แล้วคว้ามาได้แต่ขี้โคลนใต้ลำคลองก็เป็นได้ หยุดรอซักนิด ให้เวลาช่วยทำให้น้ำใส อารมณ์หายขุ่น แล้วเมื่อนั้น จะจับปลา หรือจะคว้าโคลน ก็ค่อยว่ากันอีกที

วันที่ 6 ——————-

งานเร็วแต่ไม่ดี ดีกว่า งานดีแต่ไม่เร็ว

(จะให้ดีที่สุดต้องทั้งดี ทั้งเร็ว)

เพราะสัญญาเรื่องเวลาเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด หลายครั้งที่งานของคุณมักจะไม่ใช่แค่ของคุณคนเดียว มันจะต้องมีคนคอยทำงานต่อเสมอ การล้มแบบโดมิโน่จะเกิดขึ้นเมื่อคุณส่งงานสาย ดังนั้น ต่อให้คุณทำงานดีซักเท่าไหร่แต่ถ้ามันไม่เสร็จตรงเวลางานดีที่ว่าก็จะถูกตีตราในด้านลบไปตั้งแต่ยังไม่เห็นความดีของมัน ที่สำคัญ.. คำว่า “ดี” นั้น อาจจะไม่ได้ดีสำหรับคนทุกคน

วันที่ 7 ——————-

ตราบใดที่คุณยังทำอาหารตามตำรา..

คุณก็ไม่มีทางทำได้อร่อยกว่าตำรา

ถ้าทุกวันนี้เราทำงานด้วยการลอกคนอื่น หรืออ่านวิธีทำของคนอื่น ต่อให้คุณทำให้ตายยังไง ก็ไม่มีทางได้ดีกว่าคนที่คุณลอกมา มือกีต้าร์เก่งๆ ก็ยังต้องเริ่มจากการเล่นดนตรีตามศิลปินดัง จึงไม่แปลกถ้าเราจะเริ่มต้นเรียนรู้ด้วยการลอกงานคนอื่น แต่มันจะแปลก ถ้าเราไม่คิดจะแต่งเพลงของตัวเองเลย

———- อ่านแล้วมองเห็นอะไรบ้าง ———-

สำหรับเปิ้ลจังแล้ว การอ่านวันละหน้า มันอาจจะทำให้เรือลำน้อยของเปิ้ลจังไปถึงเป้าหมายช้า ซึ่งมันไม่ค่อยทันใจ เลยขออ่านสะสมไว้ล่วงหน้าสักสัปดาห์นึงแล้วกันเนอะ เพราะเปิ้ลจังมีความเชื่อว่า โอกาส เป็นของคนที่พร้อมเสมอ ถึงเราจะมีเวลาเหลือเยอะ แต่ถ้าเราใช้เวลาเหล่านั้นให้เป็นประโยชน์ สะสมอมความรู้เอาไว้่ก่อน ถือว่าเราวิ่งนำหน้าคนอื่นอยู่ เพราะไม่ใช่แค่เราคนเดียวหรอกนะ ที่คิดได้แบบนี้ เราคิดได้ คนอื่นก็คิดได้เหมือนกันค่ะ

หลังจากที่อ่านล่วงหน้าไป 7 วัน ก็ขอสรุปสิ่งที่ได้อย่างสั้นๆ เลยว่า ชีวิตคนเรา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องงานเรื่องส่วนตัวก็ตาม เมื่อตั้งเป้าหมายแล้วอย่าคิดว่าเราทำไม่ได้ ถ้าทำไม่เป็นก็ต้องเรียนรู้จากคนที่เก่งกว่า แล้วนำไปใช้บริหารจัดการให้ได้กับทุกสถานการณ์ (วันนี้ทำยากแค่ไหน รอดูครั้งต่อๆไป มันจะง่ายขึ้นเรื่อยๆ จนแทบไม่น่าเชื่อว่า เราจะสามารถทำได้) อย่าปล่อยให้อารมณ์มาตัดสินใจแทนเรา แต่เมื่อตัดสินใจแล้วต้องทำให้เร็ว และทำให้ดี มีคุณภาพด้วย ซึ่งแน่นอนว่า จะต้องไม่ใช่การลอกเลียนแบบงานของใครมา เราต้องคิดแล้วโชว์พลังความสามารถของเราออกมาอย่างแตกต่าง และนั่นจะเป็นสิ่งที่ทำให้เราประสบความสำเร็จในสิ่งที่ทำ

บางคนอาจจะเคยผ่านช่วงเวลาเหล่านี้มาแล้ว แต่สำหรับบางคนก็อาจจะเพิ่งเริ่มต้นที่จะเผชิญกับอะไรหลายๆ อย่าง แต่เชื่อมั๊ยว่า ทุกคน สามารถที่จะอ่านแล้วทบทวนเรื่องราว สถานการณ์ต่างๆ เพื่อเรียนรู้และปรับใช้ได้ตลอดเวลา เพื่อสิ่งที่ดีกว่าสำหรับทุกยุค ทุกสมัย

ขอบคุณ Sittipong Sirimaskasem ผู้เขียนหนังสือ “ read everyday, repeat every month ” ให้เราอ่านกันฟรีๆ นะคะ ใครที่สนใจ สามารถดาวน์โหลดได้ “ที่นี่

Post Navigation