รองเท้าใคร

 

เมื่อวานเราทำของชิ้นเล็กๆ ตกไปใต้เบาะรถ ก็เลยต้องก้มส่องหาใต้เบาะกันยกใหญ่ เลยทำให้เจอรองเท้าปริศนาคู่นี้อย่างไม่คาดคิด ไม่รู้ว่ารองเท้าใคร ของเราหรอ ใหญ่ไปป่ะ แล้วเราก็ใส่ Fitflop อยู่คู่เดียวนะ ของแม่หรอ แม่เท้าเล็กกว่าเราอีกนะ เราก็นึก นึก นึก แล้วก็นึก รองเท้าใครฟระ ของเรารึป่าว ทำไมเราไม่คุ้นเลย ถ้าเป็นรองเท้าเรา ทำไมต้องมาซุกอยู่ใต้เบาะหน้ารถฝั่งคนขับล่ะ รองเท้าคู่อื่นคืออยู่ท้ายรถหมด ทำไม ทำไม ทำไม มีแต่คำถามที่หาคำตอบไม่ได้

รถก็ขับอยู่คนเดียว มีบ้างที่พ่อจะเอาไปขับ แต่ก็น้อยมาก และเป็นช่วงเวลาโคตรสั้นอ่ะ แต่ถึงยังไงรถคันนี้ ก็มีแค่เรากับพ่อ 2 คนที่ถือกุญแจแล้วยังไงล่ะ ถ้าไม่ใช่รองเท้าเรา แล้วพ่อใส่รองเท้าแบบนี้หรอ หรือพ่อพาใครขึ้นรถ? อันนี้ก็ไม่รู้สินะ คือนั่งคิด คิด คิด คิดแล้วคิดอีกอยู่นานมาก ก็เลยถ่ายรูปส่งไปให้พ่อดู แล้วก็ถามเค้าว่า “รองเท้าใครไม่รู้อยู่ในรถ ของแม่รึป่าว” ตั้งแต่เมื่อวานพ่อก็ไม่ได้ตอบอะไรกลับมา แล้วก็ไม่ได้พูดอะไรกันเรื่องนี้เลย (ถ้าเป็นแฟนกันคงตะหงิดๆ นะ) เพื่อนแซวว่าอย่าลืมไปเคลียร์กะพ่อว่ารองเท้าใครนะ ฮาๆ

นี่ถ้าชั้นเป็นผู้ชาย แล้วมาเจอรองเท้าผู้หญิงแบบนี้ในรถ จะเกิดอิหยังขึ้นบ้างน้อ ฮ่าๆ ณ เวลานั้น ในหัวมีคำถามอยู่ 3 ข้อนะ

  • รองเท้าใคร ของเรารึป่าว
  • ทำไมพ่อไม่ตอบ Line
  • ทำไมรองเท้าต้องซุกอยู่ใต้เบาะเหมือนจงใจ

หลังจากที่หาเจ้าของรองเท้าปริศนาคู่นี้มาทั้งคืน ก็ไม่ได้ไปถามไถ่อะไรจากใครนะ คือเดี๋ยวจะเป็นประเด็นยาว ถ้าโวยวายไปแล้วเกิดเป็นรองเท้าเราล่ะ แมร่งโคตรบาปเลย ทำไงดีหว่า!? เพื่อความชัวร์ ลองดูในรูปเก่าๆ ที่เคยถ่ายสิ ไปดูตาม Social Network สิว่าเราเคยถ่ายรูปรองเท้าคู่นี้ที่ไหน เมื่อไหร่ อย่างไรบ้างรึป่าว (คือต้องสำรวจตัวเองให้แน่ใจว่ามันต้องไม่ใช่ของเราแน่ๆ ก่อนจะพูดอะไรกับพ่อ)

แล้วเราก็ได้คำตอบจาก History 4SQ!!! ว่ามันคือรองเท้าอิชั้นเองคร่า ฟ้องด้วยภาพเลยว่าเราเคยใส่รองเท้าคู่นี้ ถึงแม้จะเป็นภาพเดียวที่หาเจอ แต่มันก็คงปฎิเสธไม่ได้ว่ามันคือรองเท้าเรา ถึงแม้ว่า 4SQ จะไม่ได้ทำให้เราได้คำตอบทุกข้อที่อยู่ในหัว แต่มันก็ทำให้เราย้อนนึกถึงเหตุการณ์ต่างๆ ในช่วงเวลาที่ผ่านมาได้ใกล้เคียงความจริงมากขึ้น

4sq

พอนึกย้อนไปดีๆ ก็เลยจำได้ว่าวันนั้นรถติดมาก เลยจอดรถทิ้งไว้ที่ไหนสักที่ แล้วนั่ง BTS ไปหาลูกค้า ด้วยความไม่คุ้นเคยกับอะไรงามๆ รองเท้าส้นสูงก็เลยกลายเป็นอีแตะคู่นี้ แต่ด้วยความที่มันคงไม่มีไซส์ อะไรๆ ก็เอามาเถอะ เวลานั้นให้เอาถุงพลาสติกใส่เท้าเดินยังยอมเลย รองเท้ามันก็เลยคู่ใหญ่กว่าเท้าสักหน่อย เลยไม่ค่อยคุ้นกะมัน เพราะหลังจากที่ไปถึงรถเราก็ไม่เคยแตะต้องมันอีกเลย

แต่ทำไมรองเท้าถึงถูกซุกอยู่ใต้เบาะได้ล่ะ? เพราะปกติเราไม่เคยเอาอะไรยัดใต้เบาะ และใต้เบาะมันก็มีแม่แรงซ่อนอยู่ เลยเดาว่าทิ้งไว้จนลืม  พอเอารถไปล้าง ด้วยความมักง่ายของเด็กล้างรถ เค้าก็ยัดๆ เข้าไปตามซอก ตามมุม ซึ่งเราต้องโทษตัวเองเลยว่า เพราะเราไม่เคยจะสำรวจสิ่งของที่เราครอบครองอยู่เลย สนใจแต่สิ่งที่อยู่ตรงคนขับ เพราะรถเราส่วนใหญ่ขับคนเดียว ไม่ค่อยมีใครนั่งเบาะหน้าไปไหนด้วยซ้ำ เหตุการณ์ครั้งนี้ให้ข้อคิดเราได้หลายอย่างเลยนะ

  1. ความเชื่อมั่นในคนที่เรารัก สำคัญมากสำหรับชีวิตคู่และครอบครัว ถ้าพื้นฐานเราไม่เชื่อมั่นในตัวพ่อ ก็คงต้องคิดว่าพ่อต้องไปทำไรไม่ดีมาแน่ๆ แต่เพราะเรามีความเชื่อมั่นเป็นพื้นฐาน เลยทำให้เราเลือกที่จะมาสำรวจตัวเองให้แน่ใจก่อนที่จะพูดอะไรออกไป
  2. Social Network มันมีประโยชน์กับคนที่รู้ว่า สิ่งที่เราแชร์ออกไป จะให้ประโยชน์กลับมาหาเราเมื่อไหร่ (เมื่อเราจำไม่ได้แล้วมาไล่ดูข้อมูลไง) ทุกครั้งที่เราแชร์ข้อมูลอะไรออกไปบนโลกออนไลน์ ข้อมูลเหล่านั้นจะมีทั้งคุณและโทษ ถ้าเราไม่คิดก่อนว่า แชร์ออกไปแล้วจะได้อะไร จะมีผลกับใครภายหลังหรือเปล่า ซึ่งแน่นอนว่า การสืบค้นข้อมูลเดี๋ยวนี้ ทำได้หลายวิธี และทำได้ง่ายกว่าที่เราคิดเยอะ
  3. อย่าละเลยการดูแลตัวเองและสิ่งของ ถ้าสิ่งที่ซ่อนอยู่ไม่ใช่รองเท้าล่ะ? เราจะตอบได้มั๊ยว่าเราไม่ได้รู้เห็นอะไรด้วย ทั้งที่เราเป็นเจ้าของรถ

นี่เป็นข้อคิดเรื่องของการใช้ Social Media ให้เกิดประโยชน์ เคยมีคนบอกเราว่า อย่าเปิดเผยข้อมูลมากเกินไป มันจะกลับมาทำร้ายตัวเรา ข้อนี้เราไม่เถียงนะ แต่ในเมื่อเรารู้ว่าข้อมูลไหนคือข้อมูลสำคัญที่เราควรปกปิดไว้ แล้วข้อมูลไหนที่จะช่วยบันทึกความทรงจำของเราได้ แล้วมันจะกลายเป็นสมุดบันทึกออนไลน์ของเราได้ในเวลาที่เราต้องการข้อมูลย้อนหลัง อย่าให้อำนาจสื่อมากุมความเป็นตัวเราไว้ เราควรใช้ตัวเรานี่หล่ะ ควบคุมตัวเราเวลาใช้สื่อให้ถูกวิธีมากกว่า คุณว่าจริงมั๊ยล่ะ

Post Navigation