romantic-couple-Wallpaper

“ความรัก” คืออะไร แต่ละคนคงมีคำตอบอยู่ในใจ ซึ่งคำตอบของแต่ละคนก็จะวกวนอยู่แค่ไม่กี่คำ “ความรักคือการให้ ความรักคือการดูแลซึ่งกันและกัน ความรักคือเรื่องของคนสองคน” และยังมีคำตอบอีกมากมายที่สามารถแตกหัวข้อออกมาเป็นแม่น้ำปิง วัง ยม น่านเลยทีเดียว

แต่สุดท้ายแล้ว แม่น้ำเหล่านั้นก็จะบรรจบแล้วรวมกันเป็นแม่น้ำเจ้าพระยา เปรียบได้เหมือนกับความรักที่ยิ่งใหญ่ที่เกิดขึ้นจาก “อารมณ์และความรู้สึกที่มีให้กัน” ซึ่งมันจะมีความหมายมากน้อยแค่ไหน ลึกซึ้งอย่างไร และเป็นความรักที่โรแมนติคหรือไม่??? ในทางทฤษฎีแล้ว “ความรัก กับ ความชอบ” จะมีส่วนคล้ายกันอยู่มากเลยเชียวหล่ะ ซึ่ง Heider (1958) ได้เคยให้ความหมายของความรักเอาไว้ว่า “ความรัก (Loving) กับ ความชอบ (Liking) ที่มีแบบมากๆ มากที่สุด มันคือสิ่งเดียวกัน แต่นักทฤษฎีหลายคนก็ไม่เห็นด้วยกับความคิดนี้นะ

Rubin (1970) ก็เลยพยายามสร้างดัชนีชี้วัดความรักอันแสนโรแมนติคขึ้น เพื่อวัดระดับความโรแมนติกของความรักออกมาในเชิงปริมาณ โดยหวังว่ามันจะเป็นประโยชน์กับงานวิจัยอื่นๆ ด้วย  จึงได้ทำการรวบรวมนิยามและความหมายของคำว่า “ความรักอันแสนโรแมนติค” (Romantic Love) ของคนส่วนใหญ่ว่ามีองค์ประกอบอยู่ทั้งหมด 3 ส่วน นั่นคือ

  • ความต้องการที่จะผูกพันซึ่งกันและกัน (Affiliative and Independent Need)
  • ความพร้อมที่จะช่วยเหลือกัน (A Predisposition to Help)
  • ความเข้าใจในตัวตนของอีกฝ่ายหนึ่งและความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน (An Orientation of Exclusiveness and Absorption)

และเค้าก็ได้ทำการออกแบบคำถามทั้งหมด 26 ข้อ ที่สะท้อนมาจากองค์ประกอบของความรักอันแสนโรแมนติกทั้ง 3 ส่วนที่ว่ามา ซึ่ง 13 ข้อแรกเป็นคำถามที่วัดระดับความรัก (Love-scale items) ส่วน 13 ข้อต่อมา จะวัดระดับความชอบ (Liking-scale items) โดยให้ผู้ตอบนึกถึงคู่รักของตัวเอง และเพื่อนสนิทต่างเพศ (Platonic Friend) เพื่อจะได้นำค่าที่ได้มาเปรียบเทียบซึ่งกันและกัน

“ตารางที่ 1 ค่าสถิติของคำถามตามความรักและความชอบทั้ง 26 ข้อ”

e0b991
ค่าเฉลี่ยที่ได้จากการประมวลผลในแบบสอบถามนั้น ยากที่จะบอกได้ว่า ผู้ชายหรือผู้หญิง ใครรักใครมากกว่ากัน แต่สำหรับภาพรวมความสัมพันธ์ของทุกคำถามนั้น ทั้งผู้หญิงและผู้ชาย ตอบคำถามเกี่ยวกับความรักที่มีต่อคู่รักของตัวเองได้อย่างสอดคล้องกัน (Coefficient Alpha = 0.84 กรณีของผู้หญิง และ 0.86 กรณีของผู้ชาย) แต่คำถามเกี่ยวกับความชอบต่อเพื่อนต่างเพศนั้น ผู้หญิงมีความสัมพันธ์กันของคำถามค่อนข้างต่ำ (= 0.39) กว่าผู้ชายมาก (= 0.60) นั่นหมายความว่า ผู้หญิงจะให้ความสัมพันธ์กับเพื่อนผู้ชายเป็นเรื่องๆ ไป ขณะที่ผู้ชายจะให้ความสัมพันธ์กับเพื่อนผู้หญิงในเกือบทุกเรื่อง (คล้ายกับการปฏิบัติกับคู่รัก)

ถัดมาเป็นการเปรียบเทียบความรักและความชอบที่มีต่อคู่รัก เปรียบเทียบกับเพื่อนเพศเดียวกัน โดยสถิติที่คำนวณได้ จำแนกออกเป็นค่าสถิติของความรักต่อคู่รัก (Love for partner) ความชอบต่อคู่รัก (Liking for partner) ความรักต่อเพื่อนเพศเดียวกัน (Love for friend) และความชอบต่อเพื่อนเพศเดียวกัน (Liking for friend)

“ตารางที่ 2 ความรักและความชอบที่มีต่อคู่รักและเพื่อนเพศเดียวกัน”


ค่าเฉลี่ยที่ได้จากตารางที่ 2 นี้ บ่งบอกว่า ทั้งผู้หญิงและผู้ชาย มีระดับความรักต่อคู่รักและความชอบต่อเพื่อนเพศเดียวกันที่ไม่ต่างกันมากนัก (89.46 ≈ 89.37 และ 80.47 ≈ 79.10) ในขณะที่ผู้หญิงมีแนวโน้มที่จะชอบ(ชื่นชม) คู่รักของตนเอง และรักเพื่อนเพศเดียวกันมากกว่าผู้ชายมาก (88.48 > 84.65 และ 65.27 > 55.07) นั่นหมายความว่า ผู้หญิงจะชื่นชมคู่รักของตนเองมากกว่าผู้ชาย และผู้หญิงก็จะสนิทกันเองมากกว่าผู้ชายด้วย

ถัดมาเป็นการทดลองในห้องแล็บ โดยยึดเอา “การสบตากัน(โดยบังเอิญ)” ([Accidentally] Mutual Gazing) เป็นดัชนีชี้วัดความเข้าใจในตัวตนของอีกฝ่าย และความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันในองค์ประกอบที่สามของความรักอันแสนโรแมนติค ตามแนวทางที่ว่า

“คนสองคนที่รักกันมากกว่า ก็จะยิ่งเติมเต็มความเพียงพอให้แก่กันได้มากกว่า – ซิกมันด์ ฟรอยด์ (1955)”
The more [two people] are in love, the more completely they suffice for each other. – Sigmund Freud (1955)

การทดลองเริ่มจากแยกคู่รักออกเป็นสองกลุ่ม คือ คู่ที่รักกันมาก (Strong together) และคู่ที่รักกันน้อย (Weak together) โดยจำแนกจากค่าเฉลี่ยของคำตอบในแบบสอบถามที่สูงกว่าหรือต่ำกว่าค่ามัธยฐาน (Median) [โดยที่แต่ละคู่จะไม่รู้ว่าตัวเองอยู่กลุ่มไหน เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาในครอบครัวได้] และสลับคู่ระหว่างคู่รักที่รักกันมาก (Strong apart) และสลับคู่ระหว่างคู่รักที่รักกันน้อยด้วย (Weak apart)

ผลการทดลองในตารางที่ 3 พบว่า คู่รักจริงๆ จะมีช่วงเวลาสบตากันมากกว่าคู่รักที่ถูกสลับ (56.2 > 46.7 วินาที และ 44.7 > 40.0 วินาที) และคู่รักที่รักกันมากจะมีช่วงเวลาของการสบตากันยาวนานกว่าคู่รักที่รักกันน้อยอย่างมีนัยสำคัญ (56.2 > 44.7 วินาที)

“ตารางที่ 3 เวลาของการสบตากันโดยบังเอิญ (วินาที)”


และหากคิดเป็นร้อยละ เมื่อเปรียบเทียบกับการมองไปที่กันและกัน แต่ไม่ได้สบตากัน จะได้ผลดังตารางที่ 4 คือ คู่รักที่รักกันมากจะมีช่วงเวลาของการสบตากันมากถึง 44.0% ของการมองไปที่กันและกัน ขณะที่คู่รักที่รักกันน้อยจะมีช่วงเวลาของการสบตากันเพียง 34.7% ของการมองไปที่กันและกันเท่านั้น

“ตารางที่ 4 เวลาของการสบตากันเปรียบเทียบกับการมองไปที่กันและกัน (วินาที)”

จากการทดลองทั้งหมด ไม่มีใครสามารถฟันธงได้ว่า “ระหว่างผู้หญิง กับ ผู้ชาย ใครรักใครมากกว่ากัน” แต่สามารถบอกได้อย่างชัดเจนว่า “ความรักของทั้งสองคนนั้น ไม่เหมือนกัน” ผู้หญิงจะให้ความสำคัญกับเพื่อนผู้ชายมากเป็นเรื่องๆ ไป คล้ายๆ กับเป็นการปฏิบัติแบบระวังตัว แต่ผู้ชายจะให้ความสำคัญกับเพื่อนผู้หญิงในเกือบทุกเรื่อง เพราะปฏิบัติเหมือนเป็นเพื่อนปกติ ขณะที่ผู้หญิงจะรู้สึกชอบ[ชื่นชม]คู่รักของตนมากกว่าที่ผู้ชายจะรู้สึกกับผู้หญิง

และองค์ประกอบของความรักอันแสนโรแมนติคทั้ง 3 ส่วนที่ถูกวัดโดยแบบสอบถามนั้น มีความสอดคล้องกับการทดลองด้วย ซึ่งคู่รักที่รักกันมากจะมีอัตราการสบตากันโดยบังเอิญสูงกว่าคู่ที่รักกันน้อยและคู่ที่ไม่ได้รักกันอย่างมาก การสบตากันโดยบังเอิญบ่อยๆสามารถบอกได้ถึงความรักอันแสนโรแมนติค ถ้าคู่ไหนบังเอิ๊ญ บังเอิญสบตากันทุก 5 นาที ขอให้ระวังโรคเบาหวานจะลุกลามไปยังบ้านข้างเคียงด้วย แต่ถ้าใครรักมากมาย รักให้ตายก็ไม่เค๊ย ไม่เคยจะบังเอิญสบตากันเลยสักที อันนี้ไม่ต้องเสียใจไปนะ เพราะองค์ประกอบของความรักที่แสนโรแมนติคนั้นน่ะ มันสามารถพัฒนาตัวเองได้อยู่เสมอ

การมีความรักมันเป็นเรื่องง่าย แต่จะรักษาไว้ให้อยู่ในสภาพดีตลอดเวลา และอยู่กับเราไปนานๆ
มันยากกว่าการซื้อขนมจีบกับบิ๊กเปาใน 7-11 อีกค่ะ

ไม่ว่าความรักของคุณจะโรแมนติคหรือไม่ มันไม่ใช่เรื่องสำคัญเท่าความรู้สึกผูกพันที่มีอยู่ในใจหรอกค่ะ อย่าลืมหมั่นรดน้ำต้นรักที่ร่วมใจกันปลูกไว้ด้วยนะคะ ^^

ที่มา:  setthasat.com

Post Navigation