1142050_4392907

“ศิราณี” ชื่อนี้คุ้นๆ กันมั๊ยคะ ชื่อเรียกของคนที่ให้คำปรึกษา ให้กำลังใจ ให้คำแนะนำ หรือคอยปลอบใจเรื่องราวที่เกี่ยวกับความรัก เป็นหมอหัวใจนั่นเอง แต่ไม่ใช่ทางการแพทย์นะ เป็นหมอหัวใจเชิงไสยศาสตร์ ไม่ต้องกินยา แต่ก็สามารถรักษาให้หายได้ แถมคนไข้มักจะเชื่อฟังมากกว่าคนหมอที่มีใบประกอบโรคศิลป์เสียอีก

เพราะอาการที่อยู่ในใจ มีสาเหตุมาจากจิตใจ จิตใต้สำนึก มันทรมานความรู้สึกมากกว่าร่างกาย คุณหมอ “ศิราณี” เลยต้องดูแลอย่างใกล้ชิด ร่างกายจะสามารถอยู่ได้ ก็ต้องพึ่งพากำลังใจเช่นกัน แต่กำลังใจของแต่ละคน จะได้มาจากวิธีที่ไม่เหมือนกัน บางคนได้มาจากคำโกหก หลอกตัวเอง ให้คนอื่นหลอกไปวันๆ หรือบางคนก็ได้จากเพื่อน ประหนึ่งว่าชาตินี้ไม่มีเพื่อน เราก็คงอยู่ไม่ได้อีกแล้ว ไม่มีกำลังใจเป็นของตัวเอง แบบนี้ศิราณีจะมีสามีได้มั๊ยคะ เพราะต้องให้เวลากับคนไข้ที่ป่วยเป็นโรคหัวใจมากมายล้นเมืองขนาดนี้ ลำบากใจแย่เลยนะคะ

ถ้าสมมุติว่าในเวลานั้น ศิราณีก็ต้องการใครสักคนเหมือนกัน หรือศิราณีเพิ่งนอนฝันร้ายมา เพื่อนก็ดันมาเล่าฝันร้ายให้ฟังอีก คราวนี้ใครจะให้คำปรึกษาใครดี คนที่เคยเชื่อใจเจ้าประจำเค้าดันไม่พร้อมให้คำปรึกษาซะนี่ อย่างนี้เรามาดูกันดีกว่าค่ะว่า คนที่จะเป็น “ศิราณี” ที่ดีได้เนี่ย จะต้องมีคุณสมบัติอะไรบ้าง

1. เป็นกระจกสะท้อนปัญหา พยายามป้อนคำถามให้เธอ อาศัยช่วงเวลาที่เล่าปัญหาให้เราฟัง เป็นการคิดทบทวนไปในตัวด้วย เพื่อช่วยขุดไปจนเจอต้นตอของปัญหา และยังทำให้เธอเข้าใจความรู้สึกตัวเอง จนมองเห็น ทางออกได้ในที่สุด

2. ให้ทางเลือก ไม่ใช่ให้คำตอบ อย่าตัดสินใจแทนเพื่อน เพราะเพื่อนย่อมรู้จักและรู้เรื่องราวทั้งหมดดีที่สุด แถมบางทียังเล่าไม่หมด เพื่อหวังให้เราเข้าข้างอีกต่างหาก เพื่อความยุติธรรมแบบไม่ทำร้ายใคร ศิราณีควรจะชี้ทาง หาตัวเลือกให้เพื่อนลองกลับไปนั่งคิดทบทวนและตอบคำถามตัวเองให้ได้ ว่าปัญหาคืออะไร และจะต้องแก้ไขอย่างไร ถึงจะได้ผลออกมาดีที่สุดสำหรับทุกฝ่าย

3. อย่าบังคับจิตใจ อย่าสั่งให้เพื่อนทำอะไรตามที่ใจเราคิด จะด้วยความหวังดีหรืออะไรก็แล้วแต่ ห้ามงอน ห้ามคิดว่า ถ้าไม่เชื่อแล้วมาถามทำไม (ถ้าคิดแบบนี้ให้กลับไปอ่านข้อ 1-2 อีกหลายๆ รอบจนกว่าจะเข้าใจ) เพราะนั่นเป็นการเพิ่มปัญหาให้เพื่อนลำบากใจเปล่าๆ ความหวังดี สามารถแสดงออกได้ด้วยการอยู่ข้างๆ คอยรับฟัง และให้กำลังใจในเวลาที่เพื่อนต้องการใครจะดีกว่า

4. ให้กำลังใจ อย่าซ้ำเติม เพราะมันต้องมีบ้างหล่ะ ที่รู้สึกว่า “เตือนแล้วไม่ฟัง” แล้วจะมาถามเราทำไม พอเสียใจ ก็วิ่งมาซบอกเรา คนเรามันก็คงต้องมีบ้าง ถูกผิดก็อยากจะลองให้รู้ว่าผิดยังไง ถูกแบบไหน แล้วเวลาที่เสียใจ คุณอยากได้ยินคำพูดแบบไหน เพื่อนก็อยากได้ยินคำพูดแบบนั้นหล่ะ ไม่ได้ต่างอะไรกันหรอกนะ

5. ทำตัวเป็นกลาง ถ้าเพื่อนเสียใจมา เราก็ต้องปลอบใจตามน้ำกันไปก่อน แต่หลังจากนั้น เราก็ควรจะแนะนำและบอกสิ่งที่ถูกหรือผิดให้เค้าได้ไปพิจารณา เพื่อให้เพื่อนได้รู้ว่า ไม่ว่าจะถูกหรือผิด ยังไงเพื่อนก็อยู่ข้างเพื่อนเสมอ ไม่ใช่รักเพื่อนจนไม่ดูว่า อะไรถูก อะไรผิด เพราะนั่นจะเป็นการทำร้ายเพื่อนทางอ้อม

6. เก็บความลับไว้กับตัว แม้คุณอยากระบายให้ใครสักคนฟังว่า เพื่อนของฉันช่างน่าสงสารอะไรอย่างนี้ ก็ช่วยเก็บไว้ในใจ เพราะเรื่องส่วนตัวของใคร เค้าก็คงอยากจะให้มันเป็นส่วนตัวแบบที่ใครอยากรู้ ก็ควรจะได้รู้จากปากเจ้าตัวเองนะคะ

7. อย่าอินเกินไป เพื่อนคงเหวอเหมือนกัน ถ้ากำลังบ่นเรื่องชีวิตรักอันแสนรันทดอยู่ดีๆ แม่ศิราณีกลับน้ำตาซึมเสียก่อน ประมาณว่าอินจัด แล้วถ้าอารมณ์อ่อนไหวขนาดนี้ จะมีสติให้คำปรึกษาเพื่อนได้อย่างไร ทีนี้เลยไม่รู้ว่า ใครจะปลอบใครกันแน่

8. อย่าใส่สีตีไข่ ไม่ต้องไปย้ำว่า ที่เขาแอบไปเดินควงสาวอกตู้มคนนั้น ช่างหยามเกียรติลูกผู้หญิงสิ้นดี เธอช่างเป็น หญิงสาวผู้โชคร้ายอะไรขนาดนี้ ฟังแล้ว แทนที่ปัญหาจะคลี่คลาย กลับเป็นการทำเรื่องเล็กให้ดูเป็นเรื่องใหญ่โดยใช่เหตุ

9. อย่าขโมยซีน เคยไหม เวลาที่เราเล่าปัญหาไปได้สักพัก แล้วก็มีเสียงแทรก “เหมือนกันเลย ชั้นก็เคยเจอ แบบนี้ๆๆๆ” เพื่อนคงจะหมดอารมณ์เล่าอะไรให้ฟังต่อแล้วหล่ะ เพราะแทนที่จะได้ระบายความอึดอัด กลับต้องมานั่งฟังปัญหาของอีกฝ่ายซะได้

10. อย่ายุส่ง “ผู้ชายแบบนี้เลิกไปเลย” ประโยคแบบนี้เคยได้ยินกันหรือเปล่าคะ ตอนแรกก็คิดว่าเลิกไปแล้ว เดินมาเจอกันอีกที เค้าจูงมือกันมาซะงั้น แล้วคุณคิดว่า คำพูดที่คุณเคยพูดไว้ คนรักกัน เค้าจะบอกกันมั๊ยล่ะ แล้วถ้ายิ่งเป็นเรื่องที่เค้าเข้าใจผิดกัน นอกจากคุณอาจจะต้องคลานร้องเสียงหมาแล้ว แล้วถ้าเค้าเลิกกันจริงๆ เพราะคำพูดของคุณ คุณจะนอนหลับฝันดีได้ทุกคืนเชียวหรอคะ

ไม่ว่า “ศิราณี” หรือคนธรรมดาทั่วไป ใครก็แล้วแต่ เมื่อมีปัญหามาปรึกษาเรา ความหวังดีมีให้ เราก็ต้องรู้จักวิธีการให้แบบบัวไม่ช้ำ น้ำไม่ขุ่น ช่วยคิด ช่วยทำน่ะได้ แต่อย่าไปตัดสินใจแทนใคร เรื่องของเค้า เรื่องของใคร รับฟังได้ แต่อย่าไปคิดแทน แ้วก็ไม่ควรออกหน้าประหนึ่งว่าเรื่องนี้เกิดขึ้นกับตัวเอง เพราะถ้ามีคำถามย้อนกลับมาว่า คุณอยู่ในเหตุการณ์หรอ หรือคุณเกี่ยวอะไรกับเรื่องนี้ด้วย สถานะคุณจะกลายเป็น “ส่วนเกิน” ทันที คิดให้ดี ก่อนให้คำปรึกษากันด้วยนะจ๊ะ

ข้อมูลอ้างอิงจาก : นิตยสารลิซ่า

Post Navigation