ปกติคำว่า Engagement เราจะใช้กับชายหญิงที่กำลังจะมีข่าวดี แปลตรงๆ ตัวก็คือ เค้ากำลังจะผูกมัดกันด้วยการหมั้นนั่นเอง แล้วถ้าเป็นคำว่า Engagement Survey ที่เรามักจะได้ยินกันในที่ทำงานล่ะ เค้าหมายถึงอะไร เขาทำไปทำไม ทำแล้วได้อะไรขึ้นมาบ้าง ถึงขนาดว่าต้องจ้างที่ปรึกษาเฉพาะด้านเข้ามาช่วยดูแลจัดการในเรื่องนี้

Engagement Survey เป็นการดูว่าพนักงานในองค์กรนั้นๆ มีความรู้สึกผูกพันต่อองค์กรมากน้อยแค่ไหน หรือไม่มีเลย  ซึ่งมีงานวิจัยมากมายที่พิสูจน์ให้เราเห็นว่า องค์กรไหนพนักงานมีความผูกพันต่อองค์กรมาก ก็จะทำให้ผลงานขององค์กรนั้นออกมาดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้ผู้บริหารหลายๆ องค์กรอยากรู้ว่าพนักงานของตนเองนั้นมีความรู้สึกผูกพันกับองค์กรเพียงใด ก็เลยจ้างที่ปรึกษาเข้ามาช่วยทำวิจัย และศึกษากลุ่มพนักงานในองค์กรของตนเอง

ประโยชน์ของ การทำ Engagement Survey มีอะไรบ้าง

  • ช่วยทำให้ผู้บริหารรู้ว่าพนักงานคิดกับองค์กรอย่างไร และรู้สึกอย่างไรกับเรื่องต่างๆ ขององค์กรบ้าง
  • ทำให้องค์กรรู้ว่า จะต้องพัฒนาหรือปรับปรุงเรื่องอะไร เพื่อที่จะสร้างความรู้สึกผูกพันของพนักงานต่องค์กรให้สูงขึ้นไปอีก
  • มาใช้ในการสร้างระบบการบริหารในด้านต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการบริหารทรัพยากรบุคคล เรื่องของภาวะผู้นำ เรื่องของการสร้างบรรยากาศในการทำงานใหม่ๆ เพื่อให้พนักงานเกิดความรู้สึกที่ดีขึ้นต่อองค์กร

ในปัจจุบันนี้ เรื่องของ Engagement Survey ก็ได้เข้ามามีส่วนในการตรวจสอบระบบบริหารงานขององค์กรในหน่วยงานราชการและรัฐวิสาหกิจมากขึ้นเรื่อยๆ แต่ละองค์กรจะต้องสร้างคะแนน Engagement ของพนักงานในอยู่ในเกณฑ์ที่กำหนด ซึ่งการที่จะทำได้นั้น แสดงว่าองค์กรนั้นจะต้องมีการบริหารจัดการที่ดี ที่ทำให้พนักงานรู้สึกว่าอยากทำงานและรู้สึกผูกพันกับองค์กร

แต่เชื่อมั้ยว่าในทางปฏิบัติจริงๆ เวลาที่ไปทำเรื่องของ Engagement Survey กับองค์กรต่างๆ มักจะมีปัญหาและข้อจำกัดที่เกิดขึ้นมากมาย ดังนี้

  • ผู้บริหารระดับสูงพอเห็นผลการสำรวจในบางตัวที่ออกมาเป็นเชิงลบ ก็มักจะไม่เชื่อว่านี่คือสิ่งที่พนักงานคิด เพราะตัวเขาเชื่อว่าพนักงานรู้สึกดีกับองค์กรอย่างมาก พอผู้บริหารไม่เชื่อ ก็จะไม่มีการนำผลที่ได้ไปใช้ต่อ จากนั้นก็เลิกทำเรื่องของ Engagement Survey กันไปเลยครับ เพราะไม่เชื่อว่าเรื่องนี้จะมีผลต่อผลงานขององค์กรอีกต่อไป
  • จากผลในข้อแรก ก็เลยทำให้ผลการสำรวจนั้นไม่สามารถนำไปใช้ได้ และยิ่งไปกว่านั้นยังทำให้พนักงานรู้สึกแย่ลงไปอีก เพราะพนักงานคาดหวังว่า มีที่ปรึกษาเข้ามาสอบถามแล้ว แสดงว่า หลังจากนี้จะต้องมีอะไรเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น แต่สุดท้ายก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลยเพราะผู้บริหารไม่เชื่อในสิ่งที่พนักงานบอกมา ก็จะยิ่งทำให้พนักงานรู้สึกไม่ผูกพันกับองค์กรมากขึ้นไปอีก จากเดิมอาจจะรู้สึกดีอยู่บ้าง แต่พอทำแล้วไม่มีการนำผลการสำรวจมาใช้ ก็เลยรู้สึกแย่ลงไปอีก
  • ผู้บริหารระดับสูงมักจะสอบถามว่าใครเป็นคนให้ข้อมูล โดยเฉพาะข้อมูลที่พนักงานให้ Feedback มาเกี่ยวกับเรื่องของภาวะผู้นำของผู้บริหาร แลทีมบริหารขององค์กรเอง ผู้บริหารก็มักจะไม่เชื่อ แถมยังพยายามถามที่ปรึกษาว่าใครที่เป็นคนให้ข้อมูลนี้ ซึ่งโดยจรรยาบรรณของที่ปรึกษาเองก็บอกไม่ได้อยู่แล้ว เพราะบอกไป ก็อาจจะมีผลต่อผลงานของพนักงานคนนั้นอีก ปัญหานี้แสดงว่าผู้บริหารเองนั่นแหละที่เป็นปัญหาทำให้พนักงานไม่รู้สึกผูกพันต่อองค์กร แต่พอได้ข้อมูลมาก็ไม่เชื่อว่าตนเองเป็นแบบนั้น เช่นเดียวกับที่เคยทำให้กับบางองค์กร พนักงาน 80% ตอบเป็นเสียงเดียวกันว่า สิ่งที่ทำให้พนักงานรู้สึกไม่ผูกพันก็คือ ฝ่ายบุคคลขององค์กรนี่แหละครับ พอผลได้ออกมาแบบนี้ เชื่อมั้ยครับว่าฝ่ายบุคคลบอกว่าที่ปรึกษาทำรายงานผิด ไปถามผิดคนบ้าง เลือกปฏิบัติบ้าง ฯลฯ สุดท้ายก็ไม่เชื่อ ก็เลยไม่ทำอะไรต่อ ทั้งๆ ที่ข้อมูลที่ได้ไปนั้นมีประโยชน์อย่างมากในการพัฒนาองค์กรให้ดีขึ้น
  • ได้ผลการสำรวจมาแล้วไม่เอาไปใช้ในการพัฒนาต่อ หลายองค์กรแค่อยากได้ผลคะแนน Engagement แค่นั้น เพราะว่าอาจจะถูกตรวจสอบจากหน่วยงานภายนอกว่าจะต้องทำเรื่องเหล่านี้ พอได้คะแนนมาแล้วก็ไม่มีการวางแผนเพื่อพัฒนา และแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นแต่อย่างใด สุดท้ายทำ Engagement Survey แต่กลับไม่ได้เอาผลมาใช้ประโยชน์อะไรเลย ทั้งๆ ที่มีประโยชน์อย่างมากมาย

สำหรับองค์กรไหนที่มีโครงการว่าจะทำ Engagement Survey ต้องไม่ลืมที่จะเปิดใจและยอมรับในผลที่ออกมา พร้อมกับวางแผนเพื่อรองรับและพัฒนาองค์กรให้พนักงานรู้สึกผูกพันกับองค์กรมากขึ้น โดยที่ผู้บริหารจำเป็นต้องเปิดใจยอมรับและเข้าถึงสาเหตุของการไม่รู้สึกผูกพันกับองค์กรให้ได้ ซึ่งหลายองค์กร มักได้รับคำตอบใกล้เคียงกันว่า เพราะ ภาวะผู้นำของผู้บริหารนี่แหละ ที่ทำให้ไม่รู้สึกผูกพันกับองค์กรเลย เมื่อผู้บริหารเปิดใจและยอมปรับแนวทางการทำงานผลก็คือ ผู้บริหารสูงสุดคนนั้นพยายามที่จะปรับปรุงสไตล์ภาวะผู้นำของตนเองอย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งเวลาผ่านไป 2-3 ปี ผลการทำการสำรวจกลับกลายเป็นว่า ปัจจัยที่ทำให้พนักงานรู้สึกผูกพันมากที่สุดก็คือ ภาวะผู้นำของผู้บริหารระดับสูงนั่นเอง

 

ข้อมูลอ้างอิง: prakal.wordpress.com

Post Navigation