ปีที่ผ่านมา แม้หลายๆ แบรนด์จะถูกมรสุมรุมเร้าจนล่มสลายหายเข้ากลีบเมฆ แต่ก็มีแบรนด์คลื่นลูกใหม่ที่ซัดแรงแซงโค้งและเติบโตขึ้นได้อย่างโดดเด่นเช่นกัน ปี 2012 นี้เรียกได้ว่า เป็นปีทองของผู้ประกอบการหน้าใหม่ที่จัดทัพสินค้าและบริการมาเพื่อ “ซื้อใจ” ผู้บริโภคที่มีความต้องการเปลี่ยนไปโดยเฉพาะ เว็บไซต์ Trendwatching.com ได้รวบรวมเทรนด์การบริโภคที่สำคัญที่สุดแห่งปี (ซึ่งคุณจำเป็นต้องรู้) ไว้แล้ว ดังต่อไปนี้

1. ปรากฏการณ์พรมแดงแรงฤทธิ์ (RED CARPET)

ต้องยอมรับว่าในปี 2012 นี้ ผู้บริโภคชาวจีน (และตลาดในประเทศจีน) ถือเป็นกลุ่มเป้าหมายที่ฮอตฮิตติดลมบนที่สุด คนกลุ่มนี้คือ นักบริโภคที่ต้องการความหรูหรามีระดับและมองหาการบริการที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะ ที่สำคัญที่สุดพวกเขาพร้อมจะจ่ายกับมันได้แบบไม่ต้องคิด!

ตัวเลขสถิติในปี 2011 พบว่า เฉพาะครึ่งปีแรกของปีมีผู้บริโภคชาวจีนที่เดินทางท่องเที่ยวไปนอกประเทศรวมแล้วกว่า 30 ล้านเที่ยว เพิ่มขึ้นจากปี 2010 ถึง 20% (เทียบกับจำนวนนักท่องเที่ยวอเมริกันที่เดินทางออกนอกประเทศตลอดปี 2011 รวมแค่ 37 ล้านเที่ยวเท่านั้น) นี่ทำให้ World Tourism Organization (UNWTO) คาดการณ์ล่วงหน้าไว้ว่า ภายในปี 2020 นักท่องเที่ยวชาวจีนน่าจะเดินทางออกนอกประเทศรวมถึงกว่า 100 ล้านเที่ยวเลยทีเดียว

ฉะนั้น ฟันธงได้เลยว่า ในอนาคตอันใกล้ “พรมแดง” ทั่วโลกจะต้องถูกคลี่ออกเพื่อต้อนรับการมาเยือนของเหล่า “เศรษฐีจีน” ไม่ว่าจะในธุรกิจห้างสรรพสินค้า สายการบิน โรงแรม สวนสนุก หรือแม้กระทั้งพิพิธภัณฑ์ทั่วโลก ทุกคนต่างต้องพร้อมใจกัน “แสดงความเคารพ” และ “ให้ความเอาใจใส่ชนิดพิเศษ” กับผู้บริโภคกลุ่มนี้

ตัวอย่างที่น่าสนใจของเทรนด์ข้อนี้ก็มีเช่น การที่โรงแรมฮิลตันกว่า 30 สาขาทั่วโลกเริ่มออกแบบบริการเฉพาะสำหรับนักท่องเที่ยวชาวจีน (นับตั้งแต่เดือนกรกฎาคมปี 2011 เป็นต้นมา) โดยตั้งชื่อว่า “Hilton Huanying” บริการชุดนี้จะให้ความใส่ใจพิเศษเฉพาะบุคคลตั้งแต่การเช็คอินด้วยภาษาจีน การมีชาจีนในห้องพัก มีช่องรายการทีวีจีน ไปจนถึงการทำเมนูอาหารเช้าแบบจีน (เช่น โจ๊ก ติ่มซำ และหมี่ผัด) เป็นต้น

ส่วนในกรุงลอนดอน ห้างสรรพสินค้ายักษ์ใหญ่อย่าง Harrods ก็ลงทุนจ้างพนักงานที่พูดภาษาแมนดารินได้ถึง 70 คน พร้อมติดตั้ง China UnionPay ไว้อีก 75 จุดทั่วห้างฯ ในทำนองเดียวกัน ห้าง Printemps ของฝรั่งเศส ก็มีการจัดช่องทางเข้าพิเศษไว้รองรับกรุ๊ปทัวร์จีน พร้อมมีแผนที่ภาษาจีนไว้คอยอำนวยความสะดวกแก่ “นักช้อปกระเป๋าหนัก” เหล่านี้ด้วย

2. สุขภาพดูแลได้ด้วยตัวเอง (DIY HEALTH)

สำหรับปี 2012 เทรนด์ Do It Yourself จะยังคงแรงดีไม่มีตก เทคโนโลยีและนวัตกรรม DIY ใหม่ๆ จะเรียงแถวออกสู่ตลาดเพื่อตอบรับโจทย์ความต้องการด้านสุขภาพ ไม่ว่าจะในเชิงการป้องกัน ตรวจสอบ ปรับปรุง เฝ้าระวัง และบริหารจัดการสุขภาพของตัวเอง ซึ่งนวัตกรรมเหล่านี้จะออกมาในรูปแบบของ “แอพลิเคชั่น” ในมือถือเป็นส่วนใหญ่

ปัจจุบันใน Apple Store มีแอพลิเคชั่นเกี่ยวกับสุขภาพให้บริการอยู่ราว 9000 รายการ ซึ่งสาเหตุที่แอพลิเคชั่นเหล่านี้ฮิตติดอันดับขึ้นมาก็น่าจะเป็นเพราะมันช่วยให้ผู้บริโภคได้รับความเป็นส่วนตัวสูง และไม่ต้องแบกหน้าไปพบแพทย์ด้วยตัวเองในบางสถานการณ์ ส่วนในฝ่ายของแพทย์เองก็สามารถติดตามผลและข้อมูลของคนไข้ได้อย่างตอเนื่อง ทำให้สามารถแก้ไขปัญหาและรักษาอาการหลายๆ อย่างได้ทันท่วงที

ตัวอย่างที่น่าสนใจของเทรนด์ DIY Health นี้ก็มีเช่น โปรแกรมรักษาอาการปวดหลัง Pain Free Back ซึ่งเปิดช่องให้ผู้ใช้ใส่มูลเฉพาะของตนและติดตามผลการรักษาได้ โดยตลอดโปรแกรมผู้ใช้แต่ละคนจะได้ข้อแนะนำที่ช่วยผ่อนหนักให้เป็นเบาพร้อมเสนอท่าบำบัดที่เหมาะกับอาการต่างๆ เป็นต้น

3. วัฒนธรรมนักล่าดีล (DEALER CHIC)

สมัยนี้การช้อปปิ้งแบบธรรมดาถือว่าตกสมัย แต่หากคุณสามารถช้อปได้ด้วย “ดีลพิเศษที่คุ้มกว่าใคร” แล้วล่ะก็ คุณจะคุยโวกับเพื่อนนักช้อปไปได้อีกหลายยก เทรนด์แบบ “ซุปเปอร์ดีล” เสียน้อยได้มากนี้ถือว่าออกตัวได้แรงทีเดียวสำหรับปี 2012 และดูเหมือนว่ามันจะกลายเป็นอีก “กิจกรรมหลักในชีวิต” ที่ผู้บริโภคให้ความนิยมไปอีกนาน

ทุกวันนี้ไม่ใช่แค่สินค้าอุปโภคบริโภคเท่านั้นที่ตอบรับกับกระแสคนรักดีล แม้แต่มหาวิทยาลัย National Louis University ในเมืองชิคาโก ก็ยังใช้กลยุทธ์ขายดีลนี้มาโปรโมทคอร์สเรียนต่างๆ บนเว็บไซต์ด้วย

ส่วนในประเทศเพื่อนบ้านอย่างสิงคโปร์ เขาก็มีโปรแกรมเรียลไทม์อย่าง Notikum ที่ช่วยบอกผู้บริโภคว่า “ณ โลเคชั่นปัจจุบันของคุณมีดีลเด็ดอะไรนำเสนออยู่บ้าง” (โดยแบ่งประเภทไว้ตามไลฟ์สไตล์ เช่น กิน ช้อป และเล่น)

4. เทคโนโลยีของเก่าเล่าใหม่ (ECO-CYCOLOGY)

การนำของที่ใช้แล้วกลับไปคืนยังผู้ผลิตจะกลายเป็นก้าวต่อไปของแนวคิดการรีไซเคิล ทุกวันนี้ ท่ามกลางภาวะความตึงเครียดและเศษฐกิจถดถอย ผู้คนส่วนใหญ่จะมองหาไลฟสไตล์ที่ยั่งยืนมากขึ้น ตั้งแต่ปี 2012 เป็นต้นไปเราจะได้เห็นปรากฏการณ์ที่แบรนด์ต่างๆ พร้อมใจกันช่วยผู้บริโภค “รีไซเคิลของใช้แล้ว” ในแทบทุกทวีปทั่วโลก

ยิ่งไปกว่านั้น ในอนาคตเทรนด์ Eco-Cycology นี้ อาจจะกลายเป็นมากกว่าปรากฏการณ์ก็ได้ เพราะหลายๆ เมืองในสหรัฐอเมริกาก็ได้เริ่มบังคับใช้กฎหมายเกี่ยวกับการรีไซเคิลอย่างเป็นรูปธรรมแล้ว อาทิเช่น ในซานดิเอโก ซีแอทเทิล และซานฟรานซิสโก เป็นต้น ส่วนทางฝั่งยุโรปนั้น รัฐสภาแห่งสหภาพยุโรปก็ได้มีมติบังคับใช้กฎหมายเกี่ยวกับการ “รีไซเคิลขยะอิเลกโทรนิกส์” แล้วเช่นกัน โดยภายในปี 2012 รัฐบาลแต่ละประเทศ (ใน EU) จะต้องเก็บขยะ e-waste ให้ได้เป็นจำนวน 4 กิโลต่อพลเมืองหนึ่งคน และจะต้องนำ 85% ของขยะดังกล่าวเข้ากระบวนการรีไซเคิลให้เรียบร้อยภายในปี 2016 ด้วย

สำหรับตลาดพาณิชย์ แบรนด์สินค้าเอาท์ดอร์อย่าง Patagonia ก็น้อมรับข้าวของเครื่องใช้ (ที่หมดอายุการใช้งานแล้ว) จากผู้บริโภคกลับมารีไซเคิลเป็นวัสดุใหม่ ปัจจุบัน Patagonia ได้รับขยะคืนมาแล้วราว 45 ตัน และนำมาผลิตเป็นสินค้าใหม่ได้ถึง 35 ตันเลยทีเดียว

ส่วนบริษัทยักษ์ใหญ่อย่าง Nike ก็มีการจัด โครงการ Reuse-A-Shoes เพื่อนำรองเท้าที่ใช้แล้วกลับมารีไซเคิลเป็นวัสดุใหม่ โดยรองเท้าเก่าและเศษวัสดุที่เหลือจากการผลิตทั้งหมดจะถูกนำมาตัดเป็นชิ้นๆ จับแยกประเภท และนำเข้าสู่กระบวนการสร้างเป็นวัสดุใหม่ในชื่อ Nike Grind เพื่อนำไปทำพื้นสนามเด็กเล่น พื้นสนามกีฬา รวมทั้งผลิตภัณฑ์อื่นๆ ของ Nike ด้วย

 

อันที่จริง “เงินสด” ได้เริ่มลดบทบาทลงมาตั้งแต่ปี 2005 แล้ว แต่มันก็ไม่ได้หมายความว่าในปี 2012 นี้ ผู้คนจะเลิกใช้ธนบัตรหรือเหรียญไปซะทีเดียว แต่ที่เราต้องติดตามก็คือ มันจะเป็นปีที่ผู้ประกอบการยักษ์ใหญ่อย่าง Google และ MasterCard จะเปิดตัว Cashless Initiative อย่างเอาจริงเอาจังทั่วโลก โดยของดีที่เหมือนจะตกอยู่ในมือผู้บริโภคทันทีก็คือ “ความสะดวกสบายในการจับจ่าย” แต่หากมองไปในอนาคตแล้ว ในที่สุดการจ่ายเงินทางมือถือนี้จะก่อให้เกิดวงจรของ “ใช้ข้อมูลให้เป็นประโยชน์” ทั้งในแง่ของการสะสมคะแนนรางวัล การให้ส่วนลด การมอบดีลพิเศษ ฯลฯ

ยกตัวอย่างเช่น เมื่อเดือนตุลาคมปี 2011 Google Wallet เริ่มใช้ระบบ NFC (Near Field Communication) ในการจับจ่ายข้าวของทั่วสหรัฐอเมริกา โดยผู้บริโภคสามารถแตะเครื่องโทรศัพท์มือถือกับจุดรับชำระเงินของ Google Wallet ได้แทนการจ่ายเงินสด ที่น่าสนใจคือ ตามร้านค้าบางแห่ง ผู้บริโภคยังสามารถสะสมแต้มเพื่อลดราคาสินค้าได้อีกหากเลือกชำระเงินด้วยเทคโนโลยีใหม่นี้

ที่มา: tcdcconnect.com

Post Navigation