6. ตลาดล่างของวัฒนธรรมเมือง (BOTTOM OF THE URBAN PYRAMID)

การขยายตัวอย่างรวดเร็วของ “วัฒนธรรมเมือง” สู่เขตชนบท ทำให้เราคาดการได้เลยว่า จากปี 2012 นี้เป็นต้นไป กลุ่มชาวเมืองผู้มีรายได้น้อยจากฐานล่างสุดของปิรามิด (ที่ปัจจุบันมีจำนวนหลายร้อยล้านคน) จะเริ่มมีความต้องการทางวัตถุมากขึ้น

ในอนาคตอันใกล้เราจะได้เห็นนวัตกรรมใหม่ๆ ที่ออกแบบมาเป็นพิเศษเพื่อมหาชนกลุ่มนี้ ยกตัวอย่างเช่น เครื่องเอทีเอ็มสำหรับคนไม่รู้หนังสือ (หรือรู้น้อย) ที่ออกแบบโดยบริษัท NCR โดยเครื่องเอทีเอ็มนี้ประกอบไปด้วยที่สแกนนิ้ว ปุ่มเงินสดทันใจ (ที่จะใช้สีต่างกันเพื่อระบุจำนวนเงินที่ต่างกัน) ช่องรับเงิน และ ช่องรับสลิปการดำเนินธุรกรรมการเงิน

ส่วนที่ประเทศอินเดียก็มีผลิตภัณฑ์คอมพิวเตอร์แท็บเบล็ดชื่อว่า Aakash (ใช้ระบบปฏิบัติการแอนดรอย) ที่ทั้งเพรียบพร้อมและต้นทุนต่ำออกวางจำหน่ายในราคาเครื่องละแค่ 60 เหรียญสหรัฐ (สำหรับคนทั่วไป) และ 35 เหรียญสหรัฐ (สำหรับนักเรียนนักศึกษา)

7. นวัตกรรมพลังมวลชน (IDLE SOURCING)

Crowdsourcing ถือเป็นกระบวนแก้ปัญหาหนึ่งซึ่งคล้ายกับหลักการ Outsourcing ต่างกันตรงที่เนื้องานหรือผลลัพธ์นั้นจะได้มาจาก “มหาชน” ไม่ใช่ “ปัจเจกชน” คนใดคนหนึ่ง ชัดเจนว่า ในปี 2012 นี้ “ผู้บริโภค” จะกลายเป็นแหล่งทรัพยากรด้านข้อมูลที่สำคัญที่สุดในการสร้างสรรค์นวัตกรรมต่างๆ ผู้คนทุกวันนี้สมัครใจที่จะให้ข้อมูลส่วนตัว (เช่น กำลังทำอะไร อยู่ที่ใด ฯลฯ) กับโลกภายนอกโดยแทบไม่ต้องใช้ความพยายามหรือแรงจูงใจพิเศษใดๆ เลย แถมพวกเขายังรู้สึกยินดีหากมีโอกาสที่จะ “ร่วมด้วยช่วนกัน” สร้างสรรค์สิ่งดีๆ ให้กับสังคมด้วย

ยกตัวอย่างเช่น ในประเทศอิสราเอลทุกวันนี้มีโปรแกรมการจราจรที่ใช้ระบบ crowndsourcing ชื่อ WAZE ที่มีผู้ใช้ลงทะเบียนแล้วถึง 7 ล้านคน (จาก 45 ประเทศ) โปรแกรม WAZE นี้จะให้ข้อมูลการเดินทางพร้อมรายงานสดๆ เกี่ยวกับสภาพถนน แถมผู้ใช้ที่ลงทะเบียนยังสามารถตรวจดูได้ว่า ผู้ใช้คนอื่นๆ กำลังอยู่ ณ ที่ใดบ้าง

8. ความจริงไม่ต้องสมบูรณ์แบบ (FLAWSOME)

เป็นที่สงสัยกันว่า ทำไมผู้บริโภคในปี 2012 จึงชื่นชอบแบรนด์ที่ไม่ทำการโฆษณาชวนเชื่อหรือพูดถึงแต่ด้านดีของตนเอง (แต่กลับปล่อยข้อมูลด้านลบของตนออกสู่สาธารณะด้วยซ้ำ) คำตอบง่ายๆ ก็คือ เพราะการปฏิบัติตัวที่ซื่อสัตย์ต่อทั้งตนเองและผู้บริโภคเช่นนี้ มันแสดงออกถึง “ความเป็นมนุษย์” ของแบรนด์มากขึ้น ซึ่งนั่นเองเป็นเสน่ห์ที่ดึงดูดใจผู้บริโภคได้มากที่สุด

ยกตัวอย่างเช่น เมื่อเดือนกรกฎาคม 2011 บริษัทอาหารจานด่วน Domino’s ได้ทดลองแคมเปญการตลาดใหม่ โดยพวกเขาเช่าบิลบอร์ดขนาดยักษ์ใจกลางไทม์สแควร์ (กรุงนิวยอร์ก) เพื่อฉายภาพความคิดเห็น “ทั้งบวกและลบ” จากกลุ่มลูกค้าที่แบรนด์ได้รับกลับมาผ่านทาง Twitter

9. วัฒนธรรมติดจอ (SCREEN CULTURE)

“วัฒนธรรมติดจอ” ได้กลายเป็นวิถีชีวิตของผู้คนในปี 2012 ไปแล้วอย่างปฏิเสธไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นจอสกรีนมือถือ จอคอมพิวเตอร์ หรือจอของครอบครัว “ตัวไอ” ต่างๆ เรียกว่าทั้งเด็กทั้งผู้ใหญ่ไม่มีใครหนีพ้น

ดังนั้นแล้วผู้ประกอบการทั้งหลายก็ควรจะใช้ประโยชน์จากเทรนด์นี้เพื่อสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์หรือบริการใหม่ๆ ให้ถูกใจผู้บริโภคมากขึ้น

อย่างเช่นที่ซูเปอร์มาร์เก็ตสัญชาติอังกฤษ Sainsbury’s ได้จับมือกับสถานีโทรทัศน์ช่อง Sky จัดโครงการ Sky go trolly เพื่อถ่ายทอดสดการแข่งกีฬาในขณะที่ลูกค้ากำลังเดินซื้อของในซูเปอร์ฯ โดยสิ่งที่ผู้ประกอบการคู่นี้ทำก็คือ การติดตั้ง iPad Dock พร้อมลำโพงและแบตเตอรี่ไว้ที่ตัวรถเข็น ลูกค้าที่มีแอพฯ Sky Go อยู่แล้ว เมื่อมาถึงซูเปอร์ฯ ก็สามารถเชื่อมต่อ iPad ของตนเข้ากับรถเข็น และพร้อม “ช้อปไปดูกีฬาไป” ได้เลยทันที

10. ธุรกิจขายต่อ (RECOMMERCE)

ปี 2012 ถือเป็นปีทองของการนำ “ของใช้แล้ว” กลับมาขายใหม่ ไม่ใช่เฉพาะแต่รถหรือบ้านเท่านั้น สินค้าที่ “ขายต่อ” ได้ในยุคนี้มีตั้งแต่เครื่องไฟฟ้า เสื้อผ้า ไปจนกระทั่งการขายประสบการณ์ บริการใหม่ๆ อย่างเช่น Amazon Student ที่เปิดบริการขึ้นเมื่อเดือนสิงหาคม 2011 เปิดช่องให้นักเรียนนักศึกษาสามารถสแกนบาร์โค้ดของหนังสือ ดีวีดี เกมส์ และเครื่องใช้ไฟฟ้า เพื่อดูราคาที่ทาง Amazon จะซื้อคืนได้ และหากราคานั้นเป็นที่พอใจ นักเรียนที่ขายของคืนก็จะได้รับบัตรของขวัญจาก Amazon เป็นสิ่งตอบแทน

อีกตัวอย่างที่น่าสนใจในฝั่งยุโรป คือ แบรนด์กีฬายี่ห้อ Decathalon ของฝรั่งเศส ที่เปิดตัวบริการ Trocathlon เมื่อปลายปี 2011 เพื่อรับซื้อคืนเครื่องกีฬาใช้แล้ว โดยแลกเปลี่ยนกับ “คูปอง” ที่ลูกค้าสามารถนำไปใช้ซื้อของต่อได้ กลับมาแถวบ้านเรา กางเกงยีนส์ Levi’s ประเทศสิงคโปร์ เสนอเงิน 100 เหรียญสิงคโปร์ ให้กับลูกค้าที่นำยีนส์ตัวเก่ามาแลกซื้อตัวใหม่ โดยแบ่งเป็นการลดราคาทันที 50 เหรียญ และคูปองเงินสด 50 เหรียญ สำหรับการซื้อในครั้งต่อไป

11. การเติบโตเต็มวัยของตลาดเกิดใหม่ (EMERGING MATURIALISM)

กลุ่มผู้บริโภคในตลาดเกิดใหม่ทั่วโลก อาทิเช่น จีน อินเดีย ตุรกี ฯลฯ จะเริ่มก้าวออกจากขนบเดิมๆ อย่างชัดเจนในปี 2012 ผู้บริโภคเหล่านี้ได้เติบโตเป็น “Global consumer” เต็มตัว และพร้อมจะเปิดใจรับกับวิธีการ ประสบการณ์ หรือบริการรูปแบบใหม่ๆ ได้อย่างไม่เคยเป็นมาก่อน (โดยเฉพาะจากโลกออนไลน์) และยิ่งพวกเขาได้ข้อมูล (ทั้งดีและไม่ดี) มากขึ้นเท่าไหร่ ก็จะทำให้ยิ่งมีความมั่นใจในสินค้าและบริการมากขึ้นเท่านั้น

ยกตัวอย่างในประเทศอินเดีย แบรนด์เสื้อผ้าแฟชั่น Diesel สามารถทำการตลาดด้วยแคมเปญชื่อ “Sex Sells” ได้ โดยเมื่อลูกค้าซื้อกางเกงยีนส์มูลค่า 150 เหรียญขึ้นไป ก็จะได้รับ “ของเล่นเซ็กซี่” ที่เป็นสนับเข่าแถมไปฟรีๆ พร้อมมีแท็กไลน์ติดตลกว่า “Knee Jerk Reactions Guaranteeed”

12. จ่อแล้วจัดผ่านมือถือ (POINT AND KNOW)

เมื่อการค้นหาและรับส่งข้อมูลที่เป็นตัวหนังสือกลายเป็นเรื่องธรรมดาของโลกยุคนี้ สิ่งที่ปี 2012 จะนำเสนอให้เพิ่มก็คือ การแบ่งปันข้อมูลที่ “ทันใจ” ขึ้นอีก ซึ่งนั่นหมายถึงคุณสามารถขอข้อมูลเกี่ยวกับ “สิ่งของ” หรือแม้กระทั่ง “บุคคล” ได้ในทันทีที่คุณเห็น (อันนี้ต้องขอบคุณ “วัฒนธรรมสมาร์ทโฟน” ที่เอื้อประโยชน์ให้กับผู้บริโภคด้วย)

นอกจากเทคโนโลยี QR Code ที่หลายคนรู้จักดีแล้ว บริการใหม่ๆ เกี่ยวกับ Point & Know นี้ก็มีเช่น Google Goggles โปรแกรมมือถือที่ผู้บริโภคสามารถโหลดใช้ได้ฟรีเพื่อรับทราบข้อมูลเกี่ยวกับสิ่งของต่างๆ โดยโปรแกรมนี้จะทำการสแกนข้อมูลภาพเมื่อเรากดถ่ายรูป (อาจเป็นภาพวัตถุ สถานที่ หรือบาร์โค้ดสินค้าก็ได้) จากนั้นโปรแกรมก็จะลิงค์ภาพไปยังฐานข้อมูลรวม และแสดงผลที่เกี่ยวข้องกับภาพนั้นๆ กลับออกมาอย่างรวดเร็ว

ร้านกาแฟดังอย่าง Starbucks ก็ไม่ยอมตกเทรนด์ เพราะตั้งแต่เดือนตุลาคม 2011 เป็นต้นมา Starbucks ก็ได้นำเทคโนโลยี QR Code มาใช้ภายในร้าน เพื่อให้ข้อมูลผู้บริโภคเกี่ยวกับระบบการจ่ายเงินผ่านมือถือ รวมทั้งข้อมูลของเมนูกาแฟต่างๆ

สรุป

ตัวอย่างเทรนด์ทั้ง 12 ข้อข้างต้นเป็นเพียง “ทางเลือก” ที่จะช่วยให้แบรนด์ของคุณเดินทางได้แบบ “ทัดเทียมคู่แข่ง” และ “เท่าทันผู้บริโภค” ซึ่งหากสมองของคุณมีคำถามต่อไปว่า แล้วคุณจะนำเทรนด์เหล่านี้ผูกโยงเข้ากับแบรนด์อย่างไร? เราขอให้คุณลองผสานมันเข้ากับกับวิสัยทัศน์ของบริษัทดู นั่นอาจจะทำให้คุณนึกออกทันทีว่า คุณควรจะเพิ่มการบริการใดให้กับผู้บริโภคของคุณบ้าง หรือยิ่งไปกว่านั้น เทรนด์ทั้ง 12 ข้อนี้อาจจะเป็นแรงบันดาลใจให้คุณอยากสร้างสรรค์ธุรกิจใหม่ๆ ขึ้นมาเลยก็ได้ แต่ที่แน่ๆ คือ หากแบรนด์ของคุณได้ทำอะไรที่คล้ายคลึงกับตัวอย่างข้างต้นนี้เพียงหนึ่งหรือสองตัวอย่าง เราก็ถือว่าแบรนด์ของคุณกำลัง “พูดจาภาษาเดียวกัน” กับผู้บริโภคแล้วล่ะ … ขอให้ทุกท่านโชคดี

 

Post Navigation