จะบอกว่า ตั้งแต่เกิดมา เพิ่งเคยไปท้องฟ้าจำลองกรุงเทพเป็นครั้งแรก จริงๆ นะ ก็เค้าเด็กบ้านนอกนี่นา พ่อแม่ไม่เคยพามาเที่ยวอะไรแบบนี้เลย ก็เลยรู้สึกว่าอยากไปอ่ะ ละเราก็ได้ผู้โชคร้ายใจดี (งงม๊ะ คือเค้าเป็นผู้โชคร้าย ที่บังเอิญว่าใจดี พาเด็กไปเที่ยวอ่ะฮะ) ก็สนุกดีนะ เพราะไม่ได้คาดหวังว่าเราจะต้องได้เจอกับอะไรบ้าง เราแค่อยากไปดู ไปเปิดหูเปิดตาว่ามันมีอะไรบ้าง ซึ่งมันก็ไม่ได้มีอะไรมากนะ ก็พิพิธภัณฑ์เก่าๆ โทรมๆ ต่างจากสำนักงานของเหล่าคณะรัฐบาลที่จะใหม่เอี่ยม หรูหรา ฮ๊ะรู ฮ๊ะรา ก็งบประมาณคนละก้อนอ่ะเนอะ หุหุ

สำหรับท้องฟ้าจำลองกรุงเทพ จะเปิดให้เข้าชมเป็นรอบๆ นะ จ่ายค่าธรรมเนียมละก็เข้าไปข้างในได้เลยจ๊ะ พอประตูเปิดให้เข้าชมตามรอบ ข้างในห้องฉายจะเป็นคล้ายๆ โรงหนัง แต่จอจะอยู่บนหัว คือต้องเอนเบาะแล้วแหงนหน้ามอง แล้วก็จะมีเครื่องฉายอยู่ตรงกลางห้อง โดยที่จะมีผู้บรรยายให้ความรู้เกี่ยวกับเรื่องของท้องฟ้า เช่น ดวงดาวต่างๆ บนท้องฟ้า ซึ่งมันก็จะน่าสนใจสำหรับเด็กๆ นะ แต่เรามันอาจจะอายุเกินไปสักนิด

เพราะฉะนั้น สิ่งที่เราเข้าไปนอนดูแล้วทำให้คิดตาม คงไม่ใช่เรื่องของดาราศาสตร์ละหล่ะ เพราะว่าเราไม่ใช่ดาวค้างฟ้า แต่เราคนทำงานแบบเสี้ยวบังเทิงอ่ะเนอะ ก็เลยแอบคิดตามไปว่า ในขณะที่เปิดไฟ บรรยากาศในห้องจำลองท้องฟ้านั้นน่ะ ก่อนที่จะปิดไฟเราจะเห็นเป็นผ้าใบสีขาวธรรมดา แต่พอปิดไฟ เราก็จะเห็นแต่ความมืดแล้วมีดาวสว่างขึ้นมาเป็นจุดๆ เค้าใช้เทคนิคอะไรหนอ อยากรู้จัง เพราะถ้าเป็นเวทีการแสดง เค้าก็จะใช้ผ้าดำขึงเป็นฉากแล้วเอาหลอดไฟแบบที่เค้าใช้ตกแต่งงานปีใหม่อะไรแบบนั้นมาติดไว้ พอปิดไฟในห้องแล้วไฟที่ติดตั้งไว้หลังผ้าดำก็จะให้ความรู้สึกเหมือนท้องฟ้าระยิบระยับ แต่นั่นมันเป็นเทคนิคที่ใช้ชั่วคราวสำหรับงานแสดงช่วงสั้นๆ ในระยะยาวอย่างท้องฟ้าจำลอง น่าจะมีเทคนิคขั้นสูงในการนำเสนอ แต่ไม่รู้ว่าคืออะไร อาจมีเทคนิคมากกว่า 1 ชนิด ปะปนกันไป

แต่ที่แปลกใจนะคือ เครื่องฉายขนาดใหญ่ ทำไมเราไม่ยักกะเห็นแสงที่ควรจะพุ่งออกมาเหมือนเครื่องฉายหนังอ่ะ คือเราก็ไม่ใช่วิศวกรอ่ะนะ เราก็เลยไม่รู้อ่ะว่ามันควรจะเป็นยังไง ก็เลยจินตนาการไปเหมือนกับโรงหนังซะ ก็สนุกดีนะคะ ศูนย์วิทยาศาสตร์ ไม่จำเป็นว่าจะต้องให้ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์อย่างเดียวสักหน่อย ทุกอย่างที่อยู่รอบตัวเรา สามารถให้ความรู้เราได้ทุกอย่าง ขึ้นอยู่กับว่า เราอยากรู้อะไร และอยากได้คำตอบลึกแค่ไหน และที่สำคัญคือเวลาที่เราอยากรู้อะไร แล้วเราไปหาคำตอบหรือไม่ เพราะบางคนเค้าอยากรู้ทุกอย่าง แต่เค้าก็เลือกที่จะถามไปเรื่อยมากกว่าการศึกษาหาคำตอบที่ต้องการ

ความรู้บางอย่างมันก็อาจต้องใช้เวลาในการทำความเข้าใจนะ ซึ่งถ้าเราไม่เปิดหูเปิดตาไว้ก่อน เมื่อเราได้คำตอบ เราก็จะไม่รู้ว่า คำถามคืออะไร รู้แค่ว่าเค้ามีมาแบบนี้ เค้าให้เรามาเท่านี้ เราก็จะคิดต่อยอดอะไรไม่ได้ เพราะเราไม่รู้ว่ามันมีที่มา ที่ไปอย่างไร เหมือนเวลาที่เราทำงาน ทำไมคนที่มีประสบการณ์ทำอะไรมานาน เค้าสามารถแนะนำลูกค้าได้เลยว่า ทำแบบนี้ไม่ดีนะคะพี่ เพราะมันจะเกิดผลดี ผลเสีย 1 2 3 4 แบบว่าอธิบายได้เป็นข้อๆ นั่นเป็นเพราะว่าเค้าสะสมคำตอบมานาน เมื่อมีคำถาม เค้าสามารถตอบได้หมด ต่างกับคนที่ยังขาดประสบการณ์ เค้าจะรู้แค่ว่า ทำแบบนี้แล้วมันจะเป็นแบบนี้นะ แต่ถ้าเจอคำถามใหม่ยิงมาปุ๊ป ก็จะทำหน้าไก่ขันผิดเวลา หาคำตอบให้ลูกค้าไม่ได้ (เคยเป็นกันใช่ม๊ะล่ะ)

ไปเที่ยวไหน ไปทำอะไร ก็อย่าลืมสังเกตรอบตัวกันนะคะว่ามีอะไรน่าสนใจบ้าง คิดซะว่ากำลังเล่นเกมส์อะไรอยู่ก็ได้ สมมุติว่าเจออะไรชิ้นนึง เอ๊ะ เราน่าจะเอาไปทำแบบนี้นะ หรือคิดไปเถอะ คิดไปกว้างๆ จินตนาการไม่ใช่เรื่องผิด ถ้าจินตนาการออกมาแล้วมีอันไหนน่าสนใจก็ลองลงมือทำสิคะ เริ่มจากการวางแผนต่อยอดไอเดียที่คิดไว้ ค้นหาความเป็นไปได้ แล้วก็ทำไปเรื่อยๆ เลยค่ะ เรียนรู้ไปเถอะ ไม่เสียหายหรอกนะ “นางสาวเต้าหู้ยี้” บอกว่า สนุกดีฮ๊าฟฟฟฟฟฟฟ ขอบคุณผู้โชคร้ายผู้ใจดีฮะ คราวหน้าจะพา นางสาวโก๊ะจัง กับ นางสาวเต้าหู้ยี้ไปเที่ยวที่ไหนอีกค๊าบบบบบ นู๋พร้อมแล้วฮ๊าฟฟฟฟ อยากไปพิพิธภัณฑ์ช้างสามเศียรอ่า

 

Post Navigation