ในช่วงจังหวะของชีวิต มันต้องมีบ้างนะที่จะพลาดอย่างรุนแรง อดไปเรียน Disrupt University เลยอ่ะ ฮือๆ น่าเสียดายมาก เพราะว่า Disrupt University เป็นการเรียนรู้รูปแบบใหม่ที่มีการผสมผสานของ Idea accelerator และ Experential learning นำมาซึ่งการสร้างสรรค์นวัตกรรมที่ดีที่สุดจาก Silicon Valley ที่คุณ “กระทิง พูลผล” อดีตคนไทยใน google ที่หลายคนจะรู้จักกันดี จะเป็นผู้ถ่ายทอดการเรียนรู้ด้วยพื้นฐานของประสบการณ์จริง ใครที่อยากรู้จัก Disrupt University มากขึ้น สามารถดาวน์โหลดไฟล์ไปอ่านกันได้ “ที่นี่”

คนที่พลาดสิ่งดีๆวันนั้น ไม่ได้หมายความว่าจะพลาดสิ่งดีๆ ตลอดไป เพราะมีหลายท่านนะ ที่ได้เข้าร่วมงานครั้งนี้และได้ทำการเขียนสรุปมาให้ติดตามอ่านกัน ส่วนตัวแล้วชอบการเขียนสรุปของ @ojazzy ซึ่งเค้าเขียนสรุปไว้ตั้งแต่วันแรก อ่านแล้วชอบมากๆ ก็เลยตามอ่านจนจบคอร์สนี้ แล้วก็เลยเอามาแบ่งปันให้ Startups ทุกท่านได้ออกกำลังกายสมองกันค่ะ

คลาสที่ 1

  • ผู้ประกอบการ (Entrepreneur) ที่ Silicon Valley อายุน้อยที่สุด 12 ปี มากที่สุด 69 ปี ดังนั้นไม่มีคำว่าเร็วหรือช้าเกินไปที่จะเริ่มสร้างธุรกิจของตัวเอง
  • แม้แต่คนป่าในอเมซอนยังสามารถใช้เทคโนโลยีปกป้องการตัดไม้ทำลายป่าได้ แสดงให้เห็นว่าใครๆก็ใช้เทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงโลกได้ถ้าเปิดใจเรียนรู้
  • ผู้ประกอบการหรือนวัตกร (Innovator) คือคนที่มองเห็นปัญหาแล้วหาวิธีแก้ไข ลงมือปรับปรุงเปลี่ยนแปลงให้ดีขึ้น ไม่ใช่ว่ารอให้คนอื่นมาแก้ไข
  • การปรับรูปแบบธุรกิจ (Pivot) เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้เป็นปกติของบริษัทสตาร์ทอัพ โดยเฉลี่ยจะมีการปรับกลยุทธและเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ 1.2 ครั้ง
  • การทำบริษัทสตาร์ทอัพเหมือนวิ่งมาราธอน เบื้องหลังของความสำเร็จชั่วข้ามคืนที่เราเห็นกันในสื่อคือความทุ่มเทและอดทนทั้งนั้น
  • ในการทำสตาร์ทอัพในช่วงเริ่มต้น มีเพียงสองสิ่งที่เราต้องให้ความสำคัญคือเรื่องของ Product และ Customer ส่วนเรื่องอื่นเอาไว้ทีหลัง
  • ตัวชี้วัดความสำเร็จที่ดีไม่ใช่การได้ลงสื่อชื่อดังหรือจำนวนของพนักงาน อย่าใช้เรื่องพวกนี้เป็นเป้าหมายของธุรกิจ
  • เรียนรู้ให้เร็ว ผิดพลาดให้เร็ว ปรับตัวให้เร็ว
  • องค์ประกอบของสตาร์ทอัพที่ประสบความสำเร็จ : ตลาดใหญ่ โปรดักท์ยอด ทีมงานเยี่ยม
  • ทำสตาร์ทอัพให้มองหาจุดหมายที่สูงกว่าเงินด้วย กิจการจะยั่งยืน
  • ถ้าทำผลิตภัณฑ์สายเว็บหรือ mobile ขอให้มีอัตราที่ผู้ใช้กลับมาใช้ซ้ำ (Retention Rate) อย่างน้อย 30 เปอร์เซนต์ก่อนจะขยับขยายขนาดธุรกิจ
  • สำหรับสตาร์ทอัพในระยะเริ่มต้น เกณฑ์ที่นักลงทุน (Angel Investor) หรือบริษัทลงทุน (Venture Capitalist) จะใช้ตัดสินเวลาเข้าไปขอทุนคือทีม (ตัดสินจาก Product Prototype) และวิสัยทัศน์
  • Minimum Viable Product: สร้างผลิตภัณฑ์เบื้องต้นโดยใช้หลัก “ทำให้น้อยที่สุด เรียนรู้ให้มากที่สุด”
  • การเลือก VC เหมือนการเลือกคู่ชีวิต ควรคิดพิจารณาให้ถี่ถ้วนก่อน
  • สัญญาณสำหรับเวลาที่ควรจะนำไปเสนอนักลงทุน (ในกรณีที่ต้องการเงินลงทุน) : ผลิตภัณฑ์ในระดับตัวต้นแบบเป็นอย่างน้อย มีการลองตลาดบ้างแล้ว มีกลุ่มผู้ใช้ในเบื้องต้น
  • “Design is the next big thing.” เทรนด์ของ Silicon Valley ในปัจจุบัน
  • เราไม่ได้ขายผลิตภัณฑ์ให้ลูกค้า แต่เราขายประสบการณ์ในการใช้งาน (User Experience) ให้ลูกค้า
  • Do one thing but do really well: โฟกัสกับสิ่งเดียวและทำให้โดดเด่น อย่าทำผลิตภัณฑ์แบบ “I’m a little bit like Facebook, a little bit like Google, a little bit like Pinterest.”
  • ผู้ประกอบการแบบที่นักลงทุนรัก: มีความรู้ในสิ่งที่กำลังทำ เปิดกว้างที่จะรับฟังและเปลี่ยนแปลง ซื่อสัตย์และจริงใจ กล้ายอมรับในข้อผิดพลาดของตน
  • ไม่มีที่สำหรับคุณภาพระดับกลางๆ ทำให้สุดขั้ว จงกล้าหาญ จงหลุดโลก
  • คุยกับผู้ใช้ให้มากที่สุด รู้จักกับผู้ใช้ให้มากที่สุด
  • กำหนด Business Model ให้ชัดเจนตั้งแต่วันแรกของการทำธุรกิจจะช่วยให้กำหนดทิศทางได้ง่ายขึ้น

เทคนิคการหาไอเดียใหม่ๆเพื่อสร้างธุรกิจ

1. สร้างธุรกิจจากปัญหาที่ตัวเองมี (Scratch your own itch)

2. สร้างธุรกิจเพื่อขจัดความไม่มีประสิทธิภาพและความยุ่งยากที่คอยรบกวนผู้คน (Eliminating Inefficiency and Hassle)

3. สร้างธุรกิจเพื่อเปลี่ยนแปลงลักษณะการดำเนินการธุรกิจหรือบริการเดิมๆ (Transform Business/Product Logic)

คลาสที่ 2

คลาสนี้เป็นประสบการณ์ของ Sam Goldman ผู้ก่อตั้ง d.light บริษัทที่มีเป้าหมายสูงสุดคือ พัฒนาคุณภาพชีวิตของประชากรโลกที่เข้าไม่ถึงไฟฟ้าให้มีคุณภาพชีวิตที่ดียิ่งขึ้น นอกจากนี้คุณ Sam ยังได้รับเลือกเป็นหนึ่งใน Forbes Impact 30 Lists หรือสุดยอดผู้ที่สร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับโลกนี้ซึ่งจัดโดยนิตยสาร Forbes และ World Economic Forum Young Global Leader ด้วย

อีกหนึ่งรายที่มาให้ความรู้ในคลาสวันนี้ก็คือ ShopSpot สตาร์ทอัพไทยชื่อดังที่คว้ารางวัลที่สามของ AIS Startup Weekend 2011 และได้ไปร่วม JFDI Bootcamp เพื่อพัฒนาสตาร์ทอัพของตัวเองเป็นเวลา 100 วันที่สิงคโปร์ โดยตัวแทนของทีมที่มาในวันนี้คือ คุณปอ CEO และ คุณบอย CTO เรื่องที่พวกเขาเอามาบรรยายในคลาสวันนี้เป็นเรื่องประสบการณ์ 100 วันที่ได้จากสิงคโปร์และเทคนิคต่างๆที่ใช้ในการทำงานและพัฒนา Shopspot ซึ่งเป็นการเปิดหูเปิดตามากๆ ทั้งในเรื่องเทคนิคของการทำงานและสถานการณ์ความเป็นไปในการระดมทุนในไทยและภูมิภาคเอเชีย

ส่วนเนื้อหาที่พี่กระทิงในวันนี้เป็นเรื่องเกี่ยวกับการค้นหาปัญหาของผู้ใช้และการออกแบบผลิตภัณฑ์หรือบริการที่ให้ประสบการณ์ที่ดีกับผู้ใช้ครับซึ่งก็ยังอัดแน่นด้วยเนื้อหาและกิจกรรมเวิร์คชอปเช่นเดียวกับสัปดาห์ที่แล้วซึ่งก็ทำให้เห็นภาพของการสร้างผลิตภัณฑ์อย่างเป็นระบบได้ชัดเจนยิ่งขึ้น

  • การเป็นผู้ประกอบการควรมีความเป็น Evangelist จงเชื่อมั่นในความคิดของตนเอง ศรัทธาและจริงจังกับมัน ความศรัทธานี้จะทำให้เราสามารถดึงดูดให้ผู้คนคล้อยตามหรือมาร่วมกลุ่มกับเราได้
  • Passion เป็นสิ่งที่สำคัญ มันจะช่วยผลักดันให้เราเดินไปข้างหน้าในเวลาที่เราเหนื่อยหรือท้อใจ
  • Idea is nothing, execution is everything. ถึงคุณจะมีไอเดียเป็นร้อยเป็นพันแต่ถ้าคุณไม่ลงมือทำมันก็เท่านั้น คุณค่าล้วนขึ้นอยู่กับการลงมือทำของคุณ
  • หลายคนอาจกลัวกับการแชร์ไอเดียเพราะเกรงว่าจะถูกคนอื่นลอก อันที่จริงแล้วการแชร์ไอเดียไม่ได้น่ากลัวขนาดนั้นเพราะมันยังเป็นแค่ไอเดีย มันยังไม่ได้ถูกพิสูจน์ว่ามันเวิร์คจริง ถ้าคุณไม่ได้อยู่ในวงการที่ให้ความสำคัญกับความคิดมากกว่าการลงมือทำอย่างวงการวิจัย ให้คุณพยายามแชร์ไอเดียของคุณให้มากที่สุด โอกาสที่คุณจะพบแนวทางหรือการต่อยอดดีๆนั้นจะมีมากยิ่งขึ้น
  • คุณไม่จำเป็นจะต้องละทิ้งทุกอย่างในชีวิตเพื่อมาทำธุรกิจ มีคนหลายคนบอกว่าคุณต้องละทิ้งทุกอย่างมาลุยอย่างเดียวถึงจะประสบความสำเร็จ อันที่จริงแล้วมันไม่จำเป็นต้องขนาดนั้น ถ้าคุณยินดีทิ้งทุกอย่างเพื่อธุรกิจของคุณ มันก็โอเคถ้าคุณมีความสุข แต่สำหรับคนที่อยากใช้ชีวิตในหลายๆด้านนอกจากเรื่องของธุรกิจ คุณไม่ต้องกลัว การใช้ชีวิตอย่างมีบาลานซ์ก็ทำให้คุณประสบความสำเร็จได้เช่นกัน
  • ในการทำธุรกิจ เราต้องดูแลสินทรัพย์ของเราให้ดี และสินทรัพย์ที่มีค่ามากที่สุดก็คือตัวคุณ ดังนั้นอย่าลืมดูแลตัวเองให้ดีด้วย
  • อย่าเสียเวลาตื่นตระหนกกับการเคลื่อนไหวของคู่แข่งมากเกินไป โฟกัสอยู่กับสิ่งที่คุณทำ ทำสิ่งที่คุณต้องทำให้ดีที่สุดแล้วทุกอย่างจะดีเอง
  • ทีมที่เก่งกาจเป็นสมบัติที่ล้ำค่า ถ้าได้คนเก่งๆมาร่วมทีมขอให้รักษาเขาไว้ให้ดี ไม่ว่าจะมีปัญหาอะไรพวกเขาจะเป็นที่พึ่งให้เราได้เสมอ
  • การรักษาสัญญาเป็นสิ่งสำคัญสำหรับนักลงทุน ถ้าสัญญาอะไรไว้ขอให้ทำให้ได้ ความเชื่อถือจะเกิดขึ้น
  • การนำเสนอกับนักลงทุน Business Plan แบบเดิมๆมีความสำคัญน้อยกว่า Lean Canvas ที่สรุปใจความทุกอย่างในแผ่นเดียว
  • User Experience สำคัญมากๆ อาจกล่าวได้ว่าสำคัญรองมาจากปัญหาของผู้ใช้เลยทีเดียว
  • วิธีหนึ่งที่ทำให้เราสามารถ research เรื่องการปรับปรุง UX ของเว็บหรือแอพได้ก็คือการเอาเว็บหรือแอพที่มีลักษณะคล้ายหรือแนวเดียวกันมานั่งวิเคราะห์สเต็ปการใช้งานทีละส่วน

ลำดับความสำคัญที่นักลงทุนมองเพื่อพิจารณาสตาร์ทอัพ

1) อัตราการใช้งานจริงของผู้ใช้

2) ทีม

3) ตัวผลิตภัณฑ์

4) หลักฐานทางสังคม เช่น ได้รับการสนับสนุนจากผู้มีชื่อเสียง เป็นต้น

5) ลักษณะของตลาด

6) เป้าหมายสูงสุดของผลิตภัณฑ์

7) รูปแบบการนำเสนอ

8) การนำเสนอสั้นๆที่ได้ใจความครอบคลุม

  • สภาพเมื่อ 4 ปีก่อน นักลงทุนไทยส่วนใหญ่ลงทุนเฉพาะกับบริษัทที่เติบโตแล้ว ไม่สนใจบริษัทเพิ่งเกิด ปัจจุบันเริ่มมีการลงทุนกับบริษัทเกิดใหม่บ้างแล้ว
  • การออกแบบให้ปุ่ม Feedback ของแอพอยู่ในตำแหน่งที่เห็นได้ง่ายช่วยให้ได้รับความคิดเห็นจากผู้ใช้มากยิ่งขึ้น
  • การทำสตาร์ทอัพให้เริ่มจากการค้นหาปัญหาที่แท้จริงของคน
  • Don’t teach customers to fish, give them the damn fish!
  • ผู้ใช้ต้องการโซลูชั่นปลายทาง พวกเขาไม่สนใจว่าโค้ดจะซับซ้อนหรือการออกแบบจะลำบากเพียงใด พวกเขาสนเพียงแต่สิ่งที่จะได้จากผลิตภัณฑ์ของคุณ จงให้สิ่งที่เจ๋งที่สุดกับพวกเขา
  • เริ่มจากการตั้งสมมติฐานถึงกลุ่มลูกค้าของคุณว่าจะเป็นใครบ้างและพวกเขามีปัญหาอะไรบ้าง รวบรวมความคิดและจำลองบุคคล (Persona) ขึ้นมา
  • ออกไปสัมภาษณ์บุคคลที่มีลักษณะตรงหรือใกล้เคียงกับ Persona ที่เราสร้างเอาไว้ แล้วนำข้อมูลเหล่านั้นมาปรับตัวตนของ Persona ให้ชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ
  • ให้ฟังคนที่เราสัมภาษณ์ให้มากที่สุด อย่าเพิ่งขายโซลูชันของคุณมาก ถ้าเป็นไปได้ให้เขาช่วยหาโซลูชันแก้ปัญหาด้วยจะดีมาก
  • คำถามที่ใช้ควรเป็นคำถามปลายเปิด ให้คนที่เราสัมภาษณ์ออกความเห็นเยอะๆ
  • เขียน Scenario จำลองการใช้งานของผู้ใช้ลงในกระดาษ (ตัวอย่างเช่น ฉันมีปัญหา aaa จึงเข้าไปใช้บริการ bbb โดยมองหาสิ่งต่างๆเช่น ccc) จากนั้นนำมาสร้าง Storyboard โดยการจับ Persona มาใส่ใน Scenario ที่กำหนดไว้ คุณจะเห็นภาพการใช้งานของผู้ใช้เป้าหมายของคุณคร่าวๆ
  • แก่นของการออกแบบที่เน้นมนุษย์เป็นศูนย์กลาง (Human-Centered Design) คือความเข้าใจในความรู้สึกของผู้อื่น (Empathy) เราต้องเข้าใจความต้องการ พฤติกรรม ความพึงพอใจและความปรารถนาของผู้ใช้
  • Prototype คือการแปลงคอนเซ็ปต์ของเราให้เป็นรูปธรรมซึ่งสามารถทำได้หลากหลายรูปแบบ เช่น Storyboard, Video, Wireframe, Sketch และอื่นๆ
  • Prototype เป็นอุปกรณ์ในการเรียนรู้และเก็บความคิดเห็น ทำเท่าที่จำเป็น ไม่ต้องสวยงาม
  • การทำ Prototype ควรทำหลายๆแบบเพื่อหาแนวทางหลายๆแนวทาง
  • User Experience ไม่ใช่เรื่องของความสวยงามของกราฟฟิก แต่เป็นเรื่องของกระบวนการวิเคราะห์อย่างเป็นลำดับ

คลาสที่ 3

เน้นเวิร์คชอปเป็นหลัก ผู้ที่มาให้ความรู้ในคลาสนี้คือ Janice Fraser ผู้ร่วมก่อตั้งและ CEO คนแรกของ Adaptive Path บริษัทให้คำปรึกษาด้านการออกแบบ User Experience ที่มีลูกค้าเป็นบริษัทระดับโลกอย่าง Twitter, Google, Samsung, Adobe, Flickr และอื่นๆ และหลังจากวางมือจาก Adaptive Path แล้ว เธอได้ก่อตั้งบริษัท LUXr ซึ่งเป็นบริษัทที่ให้บริการด้าน Design Coaching และ Mentorship สำหรับบริษัทสตาร์ทอัพที่ยังอยู่ในช่วงเกิดใหม่ด้วย เธอยังเป็นที่ปรึกษาให้สตาร์ทอัพที่โด่งดังในอเมริกาและกำลังเติบโตอย่างต่อเนื่องอย่าง Task Rabbit และสตาร์ทอัพอื่นๆอีกหลายบริษัท ซึ่งเวิร์คชอปของ Janice ในวันนี้เป็นเรื่องเกี่ยวกับ Lean Startup และ Lean UX ครับ เป็นหนึ่งวันที่เน้นการปฏิบัติล้วนๆ และทำให้เข้าใจเทคนิคต่างๆ ในการนำหลักของ Lean Startup มาใช้ได้ดีขึ้น

  • Lean Startup ไม่ได้หมายถึงสตาร์ทอัพราคาถูกหรือเน้นความเร็วอย่างเดียว แต่เป็นสตาร์ทอัพที่ให้ความสำคัญกับการพัฒนาตามความต้องการที่แท้จริงของผู้ใช้
  • หลักการสำคัญของ Lean Startup
  • สร้าง (Build) : สร้างให้เร็วที่สุด
  • วัดผล (Measure) : นำสิ่งที่สร้างขึ้นมาไปเก็บฟีดแบ็คและวัดผลในด้านต่างๆที่อยากรู้
  • เรียนรู้ (Learn) : นำข้อมูลที่ได้มาเรียนรู้เพื่อนำไปสร้าง (Build) ฟีเจอร์ใหม่ๆต่อไป
  • หลักการทั้ง 3 ข้อของ Lean Startup สอดคล้องกับหลักการของการออกแบบ UX
  • คิด (Think) : ตั้งหัวข้อวิจัย ค้นคว้าเกี่ยวกับรูปแบบพฤติกรรมของผู้ใช้ สรุปการวิเคราะห์
  • สร้าง (Make) : สร้างโปรโตไทป์ ไวร์เฟรม สร้าง Landing Page สำหรับทดสอบ
  • ตรวจสอบ (Check) : ทำการทดสอบ เช่น A/B Testing หรือ Usability Testing
  • กระบวนการของ Lean UX พื้นฐานประกอบไปด้วย
  • Users : ผู้ใช้คือใคร
  • Needs : พวกเขาต้องการอะไร
  • Uses : พวกเขาจะใช้ผลิตภัณฑ์ทำอะไรได้บ้าง
  • Features : ออกแบบฟีเจอร์ที่จำเป็นสำหรับผลิตภัณฑ์
  • ทั้งหมดนี้จะถูกสรุปออกมาเป็นเรื่องราวของผู้ใช้ (User Story) เพื่อให้เข้าใจองค์รวมของประสบการณ์ที่สร้างขึ้นสำหรับผู้ใช้
  • เริ่มต้นด้วยการตั้งปัญหา จากนั้นตั้งสมมติฐานที่เกี่ยวข้องและต้องการจะพิสูจน์
  • ข้อมูลของ Persona ที่สร้างควรมีข้อมูลใน 3 ด้านต่อไปนี้
  • ด้านสถิติประชากร (Demographics) : อายุเท่าไร อาชีพอะไรสมาชิกในครอบครัวกี่คน ฯลฯ
  • ด้านพฤติกรรม (Behaviors) : คนๆนี้ทำอะไรบ้าง เช่น ไปห้างบ่อย ทานอาหารญี่ปุ่นบ่อยๆ ฯลฯ
  • ด้านความต้องการและเป้าหมายชีวิต (Needs & Goals) : ต้องการอะไร เช่น อยากเป็นดารา อยากเที่ยวรอบโลก ฯลฯ
  • การสกรีนคนที่จะสัมภาษณ์ควรเลือกให้ใกล้เคียงกับ Persona ที่เราสร้างมากที่สุด
  • การสัมภาษณ์ที่ดีที่สุดคือการสัมภาษณ์แบบพบหน้าพูดคุยกันจริงๆ เพราะเราจะสามารถสังเกตสีหน้าและภาษากายของอีกฝ่ายได้ บางครั้งสิ่งเหล่านี้สามารถบอกข้อมูลเบื้องลึกกับเราได้ดีกว่าการถามตรงๆ
  • Survey is the easiest way to get bad data : การทำแบบสอบถามนั้นถ้าทำได้ไม่ดีจะมีโอกาสได้ข้อมูลที่ไม่ตรงกับความเป็นจริงสูงมาก ถ้าไม่แน่ใจว่าจะออกแบบตัวแบบสอบถามได้ดีจริงๆก็อย่าทำ
  • Get out of the building! ออกไปคุยกับผู้ใช้ของคุณ ทำความเข้าใจพวกเขา อย่าเอาแต่นั่งอยู่ในออฟฟิศ (ทั้งพี่กระทิง Sam และ Janice ล้วนย้ำเรื่องเดียวกัน ย้ำแล้วย้ำอีก)
  • การคิดฟีเจอร์ของผลิตภัณฑ์ ให้เริ่มจากการคิดให้เร็ว คิดให้ได้จำนวนเยอะที่สุดก่อน จากนั้นค่อยมาคัดคุณภาพในภายหลัง

คลาสที่ 4

เน้นเรื่องของการวางแผน รูปแบบของ Business Model และเรื่องการนำเสนอผลิตภัณฑ์ต่อนักลงทุน นอกจากเนื้อหาเหล่านี้แล้ว วันนี้ก็มีวิทยากรรับเชิญในคลาสเช่นเคย ในช่วงเช้าเริ่มต้นด้วย Skype จาก Rasmig Hovaghimian ผู้ก่อตั้ง Viki เว็บวิดีโอที่เปิดให้ผู้ใช้ทั่วโลกได้ร่วมแปลและทำ subtitle ให้ละคร หนัง หรือรายการทีวีต่างๆที่ได้รับรางวัล Crunchies Awards 2010 จากเว็บ TechCrunch ส่วนช่วงบ่ายก็มีทีม AIS the Startup ซึ่งเป็นหน่วยงานที่จะกำลังพัฒนาไปสู่ความเป็น Incubator ในอนาคตอันใกล้ และคุณศุภชัย ปาจริยานนท์หรือคุณคิด ผู้ก่อตั้ง MCFiVA หนึ่งในดิจิตัลเอเจนซี่ชั้นนำของไทย เรียกได้ว่าตารางวันนี้ค่อนข้างแน่นเลยทีเดียว นอกเหนือจากเทคนิคต่างๆที่ได้เรียนรู้จากพี่กระทิงแล้วยังทำให้เห็นว่าวงการสตาร์ทอัพในไทยเริ่มครึกครื้นกว่าแต่ก่อนมาก

  • ปัจจุบันเครื่องมือที่เข้ามามีอิทธิพลในวงการสตาร์ทอัพมากกว่าการทำ Business Plan แบบดั้งเดิมคือ Lean Canvas ซึ่งเป็นแบบฟอร์มที่สามารถสรุปภาพรวมของธุรกิจได้ในหน้าเดียว
  • ในช่วงที่กำลังค้นหาปัญหาที่แท้จริงและโซลูชั่นที่ลูกค้าจะพึงพอใจ สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการเรียนรู้ พิสูจน์ว่าสมมติฐานของเราใช้ได้จริง อย่าเพิ่งไปโฟกัสกับการขยายธุรกิจ
  • การกำหนดราคาเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องรีบทดสอบตั้งแต่เนิ่นๆ หาราคาที่ผู้ใช้จะยอมรับได้ให้เร็วที่สุด
  • ราคาที่ใช้ตอนทดสอบความพึงพอใจของผู้ใช้ควรเป็นราคาที่ใกล้เคียงราคาที่เราจะใช้จริงมากที่สุด ไม่งั้นอาจมีปัญหาในภายหลัง
  • ช่องทางการเข้าถึงผู้ใช้ (Channel) เป็นเรื่องที่สตาร์ทอัพมักละเลย วางแผนให้ดีว่าจะเข้าถึงลูกค้าได้จากช่องทางไหนบ้าง
  • การทำสตาร์ทอัพให้คิดเรื่องการหารายได้ก่อนการลดค่าใช้จ่าย
  • Keep repeating what works and remove what doesn’t work : เมื่อเราลองผิดลองถูกเราจะได้เห็นทั้งสิ่งที่เวิร์คและไม่เวิร์ค อันไหนเวิร์คให้ทำต่อไป อันไหนไม่เวิร์คให้เลิกทำ สุดท้ายมันจะทำให้เกิดสูตรเฉพาะของเราเอง
  • การสร้างความกดดันให้ตัวเองทำให้เกิดพลังขับเคลื่อนให้สู้ต่อได้ อย่างกรณีของ Rasmig นั้นสร้างความกดดันให้ตัวเองโดยทุ่มเงินเก็บทั้งหมดของชีวิตกับการเริ่มทำ Viki
  • ในบางครั้งเราก็ไม่อาจแน่ใจได้ว่าหนทางข้างหน้าจะดีหรือร้าย แต่ถ้าเรามั่นใจสักห้าสิบเปอร์เซนต์ ให้ลองสู้ต่อไปดู ผลลัพธ์ที่ได้มักจะออกมาไม่เลว
  • เวลานำเสนอไอเดียผลิตภัณฑ์เพื่อขอเงินลงทุน ถ้าใครรู้สึกไม่ดีเพราะคิดว่าตัวเองกำลังง้อขอเงินคนอื่นอยู่ ให้เปลี่ยนวิธีคิดใหม่ คิดเสียว่าเรากำลังจะสร้างคุณค่าให้พวกเขา อย่าคิดว่าเรากำลังขายของแล้วเราจะรู้สึกดี
  • สำหรับสตาร์ทอัพที่มีรูปแบบธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการสร้าง Community สิ่งสำคัญที่ควรคำนึงถึงเสมอคือการสร้างสมดุลย์ที่ดีระหว่างการทำธุรกิจและความสัมพันธ์กับสมาชิกใน Community อย่าเห็นแก่เงินทองจนลืมผู้ใช้ ทำตัวให้โปร่งใส ซื่อสัตย์กับสมาชิกใน Community ของคุณ
  • Don’t get stuck on the idea, execution is 90% : อย่าหยุดแค่ว่ามีไอเดีย ลงมือทำซะ
  • วัฒนธรรมองค์กรเป็นปัจจัยที่สำคัญสำหรับสตาร์ทอัพเช่นกัน อย่าละเลยเรื่องนี้ ค่อยๆสร้างมันขึ้นมา แล้วมันจะกลายเป็นจุดแข็งที่ยากจะหาใครเทียบ บางที่ก็ประสบความสำเร็จได้จากการมีวัฒนธรรมองค์กรที่ดี เช่น Zappos ที่ Amazon ซื้อไป
  • ให้ความสำคัญกับคนที่คุณจ้างมาทำงานด้วย จงทำความเข้าใจพวกเขาแต่ละคนให้ชัดเจน แต่ละคนมีจุดมุ่งหมายที่ต่างกัน พยายามตอบสนองความต้องการของพวกเขาให้ตรงจุด
  • การเริ่มทำสตาร์ทอัพ บางครั้งก็เป็นหนทางที่แสนจะโดดเดี่ยว หลายคนไม่เข้าใจว่าเรากำลังทำอะไรและมองว่าไม่เข้าท่า แต่ถ้าเรามี Passion จริงก็ขอให้ลงมือทำเสีย ยิ่งถ้าหาแนวร่วมทำด้วยได้ก็ยิ่งดี และอย่าล้มเลิก ถึงแม้หนทางจะเต็มไปด้วยความยากลำบากก็ขอให้สู้ต่อไป
  • Don’t get it perfect. Ship, ship, and ship everyday : อย่ารอจนผลิตภัณฑ์ของคุณสมบูรณ์ ปล่อยมันออกมาให้เร็วและต่อเนื่องที่สุดเท่าที่จะทำได้
  • ความต้องการสามอย่างที่ผู้ใช้ต้องการจาก Social Game

– Self-expression : การแสดงออกถึงตัวตน เช่น มีไอเทมหายาก สามารถอวดคนอื่นได้
– Collaboration : สามารถร่วมมือกับผู้เล่นคนอื่นเพื่อจุดหมายบางอย่างได้
– Competition : ได้แข่งขันกับผู้เล่นคนอื่นๆ

  • Elevator Pitch ควรให้ข้อมูลสำคัญคือ ใคร มีปัญหาอะไร จะแก้ปัญหาเขาได้อย่างไร และพวกเขาจะได้อะไรจากการแก้ปัญหานี้บ้าง
  • ในการ Pitch อย่าทำตัวไฮเปอร์มากเกินไป อย่าใช้ตัวย่อหรือศัพท์เข้าใจยาก อย่าพูดเร็วจนพูดไม่รู้เรื่อง
  • สำหรับสไลด์ที่นำไป Pitch กับนักลงทุน พยายามคุมเนื้อหาให้ได้ภายใน 13-16 สไลด์และจำกัดเวลาของตัวเองไว้ที่ 30 นาที

ใครที่พลาด ก็อยากให้ลองอ่านกันดูนะคะ น้องเค้าสรุปไว้ค่อนข้างดี อ่านแล้วเข้าใจง่าย ถ้อยคำกระชับจนไม่รู้จะเรียบเรียงใหม่ตรงไหน ใครที่อยากอ่านแบบเต็มๆ สามารถติดตามได้ที่

คลาสที่ 1 : http://ow.ly/1OieRA

คลาสที่ 2 : http://ow.ly/1OqTdq

คลาสที่ 3 : http://ow.ly/1OqTdY

คลาสที่ 4 : http://ow.ly/1OqTe3


ขอบคุณแหล่งที่มา: ojazzy.tumblr.com

 

Post Navigation