ช่วงนี้ไม่ได้ว่างมากเท่าไหร่ รู้สึกว่าหายไปจากวงสนทนาทั้งออนไลน์ ออฟไลน์ แต่ถึงจะเงียบไปยังไงเราก็ยังติดตามเรื่องชาวบ้าน เอ๊ย ข่าวสารการตลาดออนไลน์อยู่ดี และสิ่งนึงที่อยากพูดถึงก็คือ เรื่องของการสร้างเนื้อหา (Content Marketing)

เพราะอะไรถึงต้องพูดถึงเรื่องนี้ด้วย Content คืออะไร เนื้อหา ทำไมหรอ??? อย่ามาทำเป็นซึน ตีหน้ามึน หน้าหมา หน้าปลาตลกๆ แบบที่ทำกันบนเฟซบุ๊คนะ ไอ้ภาพน่ารักๆ ชวนกด Like & Share น่ะ มันใช้ได้บนเฟซบุ๊คเท่านั้นหล่ะ เพราะเฟซบุ๊คมันเป็นช่องทางการสื่อสาร เป็นพื้นที่ของการแลกเปลี่ยนและแข่งขันการปล่อยพลังแมลงโม้ สิ่งที่ได้คือความบันเทิง แล้ว ROI ของแบรนด์ล่ะ คือรอยยิ้มแสนประทับใจอย่างนั้นหรอ?

ในเมื่อเฟซบุ๊คเป็นช่องทางการสื่อสาร สิ่งที่จะเป็น ROI ให้กับแบรนด์ได้อย่างแรกคือ Engagement หรือปฎิสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นจากการสื่อสาร โต้ตอบกัน แล้วอย่างนี้เวลาที่แบรนด์โพสต์ภาพอะไรขำๆ น่ารักๆ หรือภาพเกรียนๆ แบบที่วัยรุ่นชื่นชอบแล้วมีการกด Like เยอะๆ กดแชร์แยะๆ ล่ะ เรียกว่า Engagement หรือเปล่า??? ตึ๊กตอก คิด คิด คิด

ภาพหรือเนื้อหาอะไรก็ตามที่มีการโพสต์ออกไปแล้วมีคนกด Like จำนวนมาก ถือเป็นความสำเร็จของการสื่อสารที่สามารถสร้าง Engagement ได้ แต่ทั้งนี้ ทั้งนั้น มันต้องดูด้วยนะว่า วัตถุประสงค์ของการสื่อสารนั้นคืออะไร นี่คือเหตุผลสำคัญที่แบรนด์จะต้องย้อนกลับมามองแผนการตลาด แล้วนำมาวัดผลว่า เนื้อหาที่โพสต์ออกไปนั่นน่ะ สามารถเข้าถึงคนทั่วไปได้แค่ไหน ลองถามตัวเองสิคะว่า เวลาที่เรากด Like แล้วแชร์ภาพที่ชอบเนี่ย เราจำได้มั๊ยว่าแชร์มาจากไหน สามารถจำได้่ทั้งหมดมั๊ย แล้วถ้าภาพหรือเนื้อหานั้นไม่เกี่ยวกับธุรกิจหรือองค์กรเลยล่ะ คุณว่าการสื่อสารนั้นเรียกว่า “สำเร็จ หรือ ล้มเหลว”

ดังนั้น เนื้อหาที่สื่อสารออกไป จะต้องสามารถสืี่อได้ถึงความเป็นตัวตนของแบรนด์ ต้องสามารถสร้างเอกลักษณ์ให้กับแบรนด์ได้ ทำอย่างไรล่ะ ให้คนจำได้ว่า ชั้นเป็นใคร ทำอะไรอยู่ที่ไหน และถ้าเค้าต้องการอะไร เค้าจะมาหาเราได้ที่ไหน สิ่งเหล่านี้นะ เป็นสิ่งใกล้ตัวมาก แต่เรามักพลาดในจุดนี้ เพราะมัวแต่ท่องคำว่า “ภาพลักษณ์”

เยอะเนอะ สร้างภาพเป็นแบรนด์ที่ดี ให้ลูกค้าจำได้แต่เรื่องดีๆ เป็นแนวทางที่ทำสืบทอดกันมายังกะทายาทอสูร บอกตรงๆ ว่า “วัยรุ่นเซ็ง” ทุกแบรนด์มัวแต่ห่วงภาพลักษณ์ ทำอะไรต้องระวังจนกลายเป็นระแวงก็มี จนบางทีมันก็ไม่มีประสิทธิภาพ เพราะขาดการ “ใส่ใจ”

ใส่ใจในที่นี้คือ การใส่ใจว่า ผู้บริโภคต้องการรู้อะไร แล้วเราพูดเรื่องอะไรให้เค้าฟัง ถ้าพูดกันคนละเรื่อง ก็คงเหมือนรักแท้กับคานทอง ที่รู้ว่ารัก แต่ก็ไม่อาจลงจากคานไปหาได้ พบรัก แต่ไม่ได้ครอบครอง (ช่างคิดนะ) ลองนึกภาพลำโพงตามงานวัด …. เปิดเพลงเร้่าใจ ทำให้รู้สึกคึกคัก แต่มีใครฟังรู้เรื่องบ้าง นอกจากคนที่ประกาศตามหาคนหาย???

ชีวิตประจำวันของคนไม่ได้อยากรู้แค่ว่าใครหนีตามใคร ใครเป็นชู้ใคร ไอ้ที่กด Like มัน้หมือนคนมีกิ๊กอ่ะ ว๊าวแค่แป๊ปเดียว แต่สุดท้ายก็… ไม่รู้จักฉัน ไม่รู้จักเธอ ~~ ถ้าอยากรู้จักกัน มันต้องสรรหาเรื่องมาคุย ต้องไม่ทำตัวเหมือนหุ่นยนต์ที่ได้แต่โพสต์เนื้อหาตามแพทเทิร์นนะ คนส่วนใหญ่ไม่ชอบคุยกะหุ่นขี้ผึ้งหรอกค่ะ เค้าชอบดูตลก เดี๋ยวๆ ก็เอาถาดตีหัว บางทีก็เล่นบทดราม่า อารมณ์เปลี่ยนไปเปลี่ยนมา บางทีก็ฮาแบบมีสาระ เพราะว่ามันไม่น่าเบื่อ นั่นคือกลยุทธ์การนำเสนอของตลกแต่ละคณะ

ลองกำหนดคาแรกเตอร์ที่ชัดเจนของแบรนด์แล้วใส่อารมณ์ ความคิด ความรู้สึกลงไปในเนื้อหา ลองมองกลับไปกลับมาให้รอบด้าน 360 องศา แล้วแบ่งเนื้อหาที่จะพูดให้ตรงประเด็นอย่างน่าสนใจ ไม่ Hard Sale จนเกินไป แต่ก็ไม่ใช่อะไรที่มีแต่เรื่องของตัวเอง นำเสนอเรื่องราวของคนอื่นบ้าง ใคร ทำอะไร ที่ไหน น่าสนใจอย่างไร เอาข่าวสาร เรื่องราวดีๆ มาแบ่งปันกันบ้าง บอกเค้าว่าเรากำลังทำอะไรอยู่ บางทีก็ลองถามความคิดเห็นกันบ้าง เหมือนคนจีบกันอ่ะ สรรหาเรื่องราวที่ต่างคนต่างสนใจมาคุยกัน จดจำเรื่องราวของกันและกันได้ ใครที่แวะเวียนมาคุยกับเราบ่อยๆ แล้วเราจำเรื่องราวที่เค้าสนใจได้เค้าจะรู้สึกประทับใจ แล้วนำไปบอกต่อเมื่อเนื้อหานั้นโดนใจ

เคล็ดลับการสร้างเนื้อหาไม่มีคำว่าตายตัว และไม่มีหลักสูตรสำเร็จรูปสำหรับการตลาด ทุกอย่างต้องมีการปรับเปลี่ยนให้เข้ากันกับสินค้าหรือบริการ แต่หัวใจสำคัญที่ทำให้คนประทับใจแล้วนำไปบอกต่อคือ “เนื้อหาที่น่าสนใจ” ดังนั้น เนื้อหาควรสั้น กระชับ ตรงประเด็น แบ่งเป็นหมวดต่างๆ อย่างมีคาแรคเตอร์ของตัวเอง ที่สำคัญคือ เนื้อหาจะต้องให้ความรู้สึกจริงใจ ไม่พาดพิง แต่ให้เครดิตกันและกัน

ทุกเรื่องราวรอบตัว มันคือการตลาดที่เราซึมซับมาอย่างแยบยล การสอดแทรกแบรนด์เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันเป็นการเริ่มต้นความสัมพันธ์ที่ดี สามารถพัฒนามาเป็นความผูกพันกับแบรนด์ได้ หัวข้อที่พูดคุยกันจึงเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องใส่ใจ

แฟนเพจ ก็คล้ายๆ แฟนนั่นหล่ะ คิดไว้เสมอว่า แบรนด์ไม่ใช่หุ่นยนต์ คนที่ติดตามเค้าก็ไม่ต้องการคุยกับหุ่นที่ไม่รู้แม้กระทั่งว่า เพศหญิงหรือชายหรอกนะ อย่าลืมใส่หัวใจและความเป็นตัวตนลงไปในเนื้อหาที่สื่อสารด้วยนะ ^^

 

Post Navigation