Rabbit Card ที่เชื่อว่าตอนนี้ มีหลายคนยังงงๆ และไม่รูัว่า มันคืออะไรกันแน่ ทั้งๆ ที่เริ่มิปิดให้ใช้งานกันแล้ว แต่ต่างคนต่างสงสัย ต่างคนต่างเข้าใจกันไปคนละอย่าง และก็เลยกลายเป็นว่า ต่างคน ต่างวิพากษ์ วิจารณ์กันไป ซึ่งอันที่จริงแล้ว ก็ไม่รู้ว่ามันยังไงกันแน่นะ เพราะเราเองก็ไม่ได้รู้ลึก รู้จริงกระทิงแดง เรามันรู้แต่เรื่องปิ้งย่าง (โอ๊ว พูดแล้วหิวเนอะ) หลายคนนะ ที่เอาแต่ด่า ด่า ด่า โดยที่ไม่แบ่งส่วนของปัญหา มองกันแต่ผลเสีย ซึ่งมันก็ไม่แปลกนะ เพราะถ้าอะไรที่เราไม่ได้สิทธิประโยชน์อะไรด้วย เรามักจะไม่ค่อยอยากเข้าไป XXX สักเท่าไหร่ ยกเว้นเรื่องดราม่า ที่เอาแต่ ด่า ด่า ด่า…

ที่ว่ามาทั้งหมด ไม่ได้เจตนาว่าใครนะ เพราะตัวเองก็เป็น แล้วก็ได้วิเคราะห์แล้วว่า ปัญหาส่วนนึงมาจาก… การขาดแหล่งข้อมูลที่ชัดเจนและถูกต้อง ดังนั้น ข้อมูลที่ชัดเจน เป็นต้นเหตุของปัญหา เรามาแก้ปัญหากันที่ต้นเหตุดีกว่าค่ะ เริ่มจาก…

Rabbit Card (แรบบิทการ์ด) คืออะไร มันเป็นบัตร Smart Card ที่ใช้เป็นบัตรโดยสารขึ้นรถไฟฟ้า BTS, BRT และ MRT ที่เค้าประกาศว่า จะเริ่มใช้ภายในสิ้นปีนี้ ทำให้เราไม่ต้องพกบัตรโดยสารหลายใบอีกต่อไป และยังเป็นบัตรเติมเงินที่เราสามารถเติมเงินเข้าไปได้เรื่อยๆ ขั้นต่ำ 100 บาท และมีเงินในบัตรสูงสุดไม่เกิน 4,000 บาท เพื่อใช้จ่ายแทนเงินสดตามร้านค้าที่มีเครื่องอ่านบัตร Rabbit Card (จะสังเกตได้จากสติ๊กเกอร์หน้าร้าน)

ซึ่งการใช้จ่ายผ่านบัตร Rabbit Card จะมีแต้มสะสมที่เรียกว่า Carrot Reward สามารถใช้สะสมแลกของ “สมน้ำหน้าคุณ” ได้ ยิ่งจ่ายมาก ยิ่งสิ้นเปลืองมาก ^^ ฟังดูเหมือนบัตรเครดิตนะ แต่มันต่างกันตรงที่ Rabbit Card ไม่เสียค่าบริการรายปีนะจ๊ะ แต่ว่าเราต้องทำการลงทะเบียนผ่านหน้าเว็บ www.carrotrewards.co.th ซะก่อน

แล้วมันมีประโยชน์อะไรกับชีวิตประจำวัน

  • ยกตัวอย่างว่า ตื่นเช้ามา ขึ้นรถไฟฟ้า BTS เราก็ใช้ Rabbit Card แตะๆ ที่ทางเข้า BTS ได้เลย ไม่ต้องยืนต่อแถวแลกเหรียญ ไม่ต้องไปยืนงงหน้าตู้จำหน่ายบัตรในเวลาเร่งรีบ (ถ้าวันไหนคุณปวดขรี้ คุณจะรู้ว่า การมี Rabbit Card จะช่วยให้คุณขึ้นสวรรค์ได้เร็วขึ้น) ประหยัดเวลาได้ในเวลาที่ต้องการ
  • ขึ้นรถไฟฟ้า BTS ไปแล้ว ยังต้องต่อรถ BRT อีก!!! ก็แค่ควักบัตร Rabbit Card ออกมาจ่ายค่าโดยสาร ไม่ต้องควัก ไม่ต้องค้นเหรียญ หรือแบงก์ย่อยให้เสียเวลา เกะกะคนอื่นๆ ช่วยลดภาวะความน่ารำคาญแก่ผู้อยู่ข้างหลังได้ (เวลาเราทำน่ะ จะไม่ค่อยรู้สึกหรอก ว่ามันทำให้เสียเวลา จนกว่าเราจะไปอยู่ข้างหลังซะเอง) เพราะฉะนั้น การอยู่ร่วมกัน เราร้องรับผิดชอบต่อสังคมด้วยการทำอะไรว่องไวเวลาใช้บริการส่วนรวมนะคะ
  • กว่าจะถึงออฟฟิศ ต้องนั่งรถไฟฟ้าใต้ดิน MRT อีกต่อ เราก็แค่ควักบัตร Rabbit Card ออกมาแตะๆ ที่ทางเข้า เราก็ไม่ต้องเข้าคิวแลกเหรียญ เลือกสถานี บรา บรา บรา เพราะว่าข้อดีของ Rabbit Card ที่เด่นมากคือ บัตรเดียว แตะได้ทุกที่ BTS, BRT, และ MRT ที่จะเปิดให้บริการภายในสิ้นปีนี้ หมดปัญหาอาการหน้าแหก เวลาที่ควักบัตร BTS ออกมาแตะเครื่อง MRT เพราะมัวแต่สับสนด้วยความรีบ บัตรไหนเป็นบัตรไหน
  • กลางวันคุณออกมาทานข้าวกลางวันแล้วแอบแวะช๊อปปิ้งนิดหน่อย คุณก็สามารถใช้บัตร Rabbit Card จ่ายค่าอาหารแทนเงินสดได้ ถ้าคุณไปร้านค้าที่ร่วมรายการ จะใช้ Rabbit Card ได้ที่ไหน ดูรายชื่อร้านค้าได้ที่นี่
  • ทุกการใช้จ่ายผ่านบัตร Rabbit Card ก็ยัังมีสะสมแต้มที่เรียกว่า Carrot Reward เอาไว้แลกของ ไอ้โน้น ไอ้นี่ แบบที่บัตรเครดิตมีน่ะ แต่ว่า Rabbit Card ไม่เสียค่าธรรมเนียมรายปีนะ แต่เราต้องทำการลงทะเบียนในระบบก่อน ดูรายละเอียดและเงื่อนไขการสะสม Carrot Reward ได้จาก www.carrotrewards.co.th

เราต้องรู้อะไรเกี่ยวกับ Rabbit Card และ Carrot Reward บ้าง

อยากอินเทรนด์พกบัตร Rabbit Card บ้าง : คุณจะต้องถือเงินขั้นต่ำ 300 บาท ไปซื้อ Rabbit Card ที่ห้องจำหน่ายตั๋วโดยสาร BTS ซึ่งเราจะต้องเสีย(ฟรี)ค่าธรรมเรียมการออกบัตร ที่ไม่ว่ายังไง ก็ไม่ได้คืน 150 บาท และค่ามัดจำบัตรอีก 50 บาท แล้วจะต้องเติมเงินในบัตรขั้นต่ำ 100 บาท (200 เป็นค่าธรรมเนียมกับมัดจำ + 100 บาท เป็นการเติมเงินขั้นต่ำ) ไม่งงนะ

มีบัตรโดยสาร BTS แบบเก่าสมัยพระเจ้าเหา ทำไงจะได้ขี่กระต่าย Rabbit Card บ้าง : ก็แค่เอาบัตรเดิมไปเปลี่ยนที่ห้องจำหน่ายตั๋วของ BTS ซึ่งเราจะเสียค่าธรรมเนียมการออกบัตรหรือค่ามัดจำไม่รู้ 50 บาท (แต่เค้าบอกว่ามันคือค่ามัดจำบัตร เพราะฉะนั้น ตอนเลิกใช้ก็เอาบัตรมาคืน จะได้ 50 บาทกลับไป) แล้วเราจะเติมเงินเท่าไหร่ก็เติมไป แต่ขั้นต่ำต้องมี 100 บาท และมูลค่าในบัตรรวมกันแล้วต้องไม่เกิน 4,000 บาท (เติมเยอะไม่กลัวบัตรหายเร๊อะ)

การคิดค่าโดยสารของ BTS : ก็จะคิดแบบเดิมนั่นหล่ะ แค่ไม่รวมส่วนต่อขยาย อ่อนนุช-แบริ่ง ที่เพิ่งเริ่มเก็บเงินอย่างเป็นทางการ 15 บาทตลอดสาย (จากอ่อนนุช-แบริ่ง) ซึ่งอัตราการคิดค่าโดยสารจะแยกกัน คนที่ใช้แบบเติมเงินปกติ ก็จะไม่มีปัญหาอะไร เพราะมันจะเก็บค่าโดยสารตามจริงแต่จะมีผลกับคนที่ใช้ Rabbit Card แบบเติมเที่ยว เพราะมันจะคิดค่าโดยสารแยกส่วนกัน แต่ให้นั่ง BTS คันเดียวกัน (ขี้เกียจพูดเยอะ เดี๋ยวมีดราม่าเนอะ)

  • สะพานควาย-อ่อนนุช 1เที่ยว (หักออกจากเที่ยวโดยสารของ BTS)
  • อ่อนนุช-แบริ่ง 1 เที่ยว (หักออกจากเงินในบัตร)

ทำไงได้กิน Carrot Reward : ลงทะเบียนผ่านหน้าเว็บ www.carrotrewards.co.th และต้องมีการใช้จ่ายผ่านบัตรตามเงื่อนไข เช่น

  • เต้มเงินใน Rabbit Card ทุกๆ 100 บาท รับ 1 แต้ม
  • จ่ายค่า BTS ด้วย Rabbit Card ทุกๆ 8.3 บาท (สำหรับประเภทเติมเงิน) รับ 1 แต้ม หรือ Carrot ไปแทะเล่น 1 หัว
  • จ่ายค่า BTS ด้วย Rabbit Card ทุกๆ 41.6 บาท (สำหรับประเภทเติมเที่ยว 30 วัน) รับ 1 แต้ม หรือ Carrot ไปแทะเล่น 1 หัว (เข้าใจว่า น่าจะเป็นการเฉลี่ยจากมูลค่าในการเติมเที่ยวนะ)
  • ใช้ Rabbit Card แทนเงินสดตามร้านที่ร่วมรายการ จะได้แต้ม Carrot ไปแทะเล่นตามเงื่อนไขที่กำหนด ขุดคุ้ยรายละเอียดได้ที่ www.carrotreward.co.th

อันนี้ก็เป็นข้อมูลส่วนนึงอ่ะนะที่หามา แต่อาจจะไม่ครอบคลุมทั้งหมดที่หลายคนอยากรู้ เพราะบางคนอาจจะอยากรู้ว่า “ใครคิดฟระ การคิดค่า BTS แยกกัน” หรืออะไรอีกมากมาย นานา จิตตัง คือ… อันนี้เปิ้ลจังไม่อยากรู้อ่ะ เพราะกว่าจะได้คำตอบ เปิ้ลจังคงนอนตีพุงแทะ Carrot Reward ไปได้หลายหัวแล้ว บางอย่าง อยากรู้แล้วได้ประโยชน์มันก็ดี แต่บางที อยากรู้แล้วต้องเสียเวลาดราม่า แล้วยังไม่ได้อะไรเลย อันนี้เปิ้ลจังขอบายนะคะ

สำหรับข้อมูลที่น่าจะเป็นประโยชน์สำหรับการรักษาสิทธิ์ที่เราควรจะได้รับจากพฤติกรรมการใช้ Rabbit Card ในชีวิตประจำวันคงมีเท่านี้ แต่ถ้ามีอะไรเปลี่ยนแปลงจนน่าค้นหาและรวบรวมอีก เดี๋ยวจัดมาให้ใหม่อีกรอบค่ะ วันนี้ เอาแบบเข้าใจง่ายๆ ที่มันใกล้ตัวไปก่อน Rabbit Card จะน่ากอด น่าเกลียด ต้องยอมรับในความเป็นอยู่และการยอมรับสิ่งใหม่ๆ ของคนไทยด้วยนะคะ การจะทำให้ส่วนรวมพึงพอใจทั้งหมด คงเป็นเรื่องยาก แต่การรู้ข้อมูลไว้ แล้วหาวิิธีหลบหลีกผลกระทบที่เราอาจไม่พอใจ น่าจะเป็นเรื่องที่น่าสนใจกว่านะคะ ถ้าใครอยากได้รายละเอียดเพิ่มเติมแบบเต็มรูปแบบ ไปตามลิงค์ด้านล่างเลยค่ะ

ข้อมูลอ้างอิงมาจากประสบการณ์จริงและการค้นหาเพิ่มเติมจาก google อยากรู้ ถามอากู๋สิคะ ^^

Comments are closed.

Post Navigation