Logitech Keyboard for iPad บาง เบา พกง่าย ใส่กระเป๋าได้พอดี และในที่สุด เราก็เสียเงินจนได้

ไม่รู้ว่ามีใครเคยเจอปัญหาเดียวกับเราหรือเปล่านะ ส่วนตัวเป็นคนที่ชอบพิมพ์แนวนอน เพราะคียบอร์ดจะใหญ่กว่า สามารถพิมพ์สัมผัสแบบ 2 มือได้สะดวก ถ้าเป็นแนวตั้งก็…เอานิิ้วจิ้มกันไปเถอะ จิ้มกันมันส์ยังกะเล่นเกมส์ตู้หน้าโรงหนัง ทำให้เสียเวลามากในแต่ละครั้ง และที่สำคัญที่ทนไม่ได้จริงๆคือ คียบอร์ดบนหน้าจอมันกินพื้นที่แสดงผลมาครึ่งจอเข้าไปแล้ว เหลือพื้นที่ให้ดู ให้อ่านแค่ไม่กี่บรรทัด ทำให้ต้องเลื่อนขึ้น เลื่อนลงทำให้ตาลายได้ แล้วจะทำยังไงล่ะ iPad ที่ซื้อมา ไม่ได้เอาไว้ทอดไข่ดาวกินนะ ในเมื่อ iPad สามารถทำอะไรได้มากมาย ปัญหาคงอยู่ที่ว่า เราจะมองหาตัวช่วยหรือเปล่าเท่านั้นเอง แล้วก็เป็นที่มาของการเสียเงินอีกแล้วครับท่าน

หลังจากที่ตัดสินใจมองหาตัวช่วยเพื่อการทำงานที่สะดวกและรวดเร็วยิ่งขึ้น และแล้ว…ก็เริ่มตระเวนหาข้อมูล เริ่มจากย่องไปดูที่ iStudio เพราะส่วนนึงยอมรับว่าเป็น Loyalty แต่การเคารพศาสดา ไม่ได้ทำให้เราอิ่มท้องเลยสักนิด เพราะ Apple ไม่มีคียบอร์ดสำหรับ iPad ที่เราเห็นเค้าใช้กันน่ะ มันทำมาเพื่อ Mac เพราะฉะนั้น มันสามารถใช้ร่วมกันได้ แต่ไม่เต็มประสิทธิภาพ เพราะอย่าลืมว่า iPad ไม่มีเมาท์นะจ๊ะ คียบอร์ด Apple จึงไม่มีปุ่มสำหรับการกดไปหน้าจอปกติ หรือกดใช้งานฟังก์ชั่นต่างๆ จากคียบอร์ดได้ การใช้งานคียบอร์ดจึงเหมือนการหยิบคียบอร์ดบนหน้าจอ ออกมาวางข้างนอกก็เท่านั้น แล้วก็เลยตัดสินใจอุ้มเจา Logitech Keyboard for iPad ตัวนี้กลับมานอนกอด

Keyboard Logitech for iPad ทุกรุ่นจะมีปุ่มใช้งานฟังก์ชั่นต่างๆ บน iPad เช่นปุ่ม Home บนตัวคีย์บอร์ด ที่เราจะใช้แทนปุ่มกลมๆ ปุ่มเดียวที่ iPad มีนั่นหล่ะ สมมุติว่าเราใช้งานเบื่อละ อยากจะกลับไปหน้าจอปกติ ก็สามารถกดปุ่มสี่เหลี่ยม ปุ่มแรกบนคียบอร์ดก็จะกลับสู่หน้าจอปกติได้ทันที กด 2 ทีก็จะเปิดดูแอพที่เปิดค้างไว้ พอนึกออกใช่ม๊ะ

ปุ่มฟังก์ชั่นเกี่ยวกับ Media เช่นปุ่มการกดพักหน้าจอ ซึ่งจะเป็นการเรียกภาพในเครืื่องขึ้นมาสไลด์โชว์เป็นสกรีนเซฟเวอร์ ถัดมาเป็นปุ่มเรียกใช้คียบอร์ด สมมุติว่าเรากำลังอ่านเฟซบุ๊คเพื่อนอย่างเมามันส์ เกิดอาการคันปาก ขอร่่วมแสดงความคิดเห็น ก็แค่กดปุ่มรูปคียบอร์ด ก็จะเป็นการเรียกใช้คียบอร์ดขึ้นมาปรากฎบนหน้าจอ แล้วก็ยังมีปุ่มเล่นเพลง ที่เราสามารถเลือกข้ามเพลงถัดไปได้ หรือถอยกลับมาฟังเพลงที่แล้วก็ได้ รวมถึงการเพิ่ม ลดระดับเสียงไปจนถึงปิดเสียง ก็กดได้จากคียบอร์ดเลยค่ะ

สำหรับมุมขวาบนจะมีปุ่มเปิด ปิด Bluetooth พร้อมไฟแสดงสถานการเชื่อมต่อและแบตเตอรี่ (แต่ไฟไม่ได้ติดตลอดการใช้งานนะ ไฟจะขึ้นเฉพาะตอนเปิดปิดการเชื่อมต่อ เหมือนให้รู้ว่า มาแล้วนะ ไปละนะไรงี้)

ส่วนบนของคียบอร์ดหนาประมาณ 1 ซม. ส่วนล่างจะบางกว่า อยู่ที่ประมาณ 2 กระเบียด (ก็ครึ่งซม.นั่นหล่ะ) บางกว่า iPhone อีก

ในเมื่อคียบอร์ดต้องใช้พลังงานในการส่งสัญญาณ Bluetooth มันจึงต้องกินไฟจากถ่านอัลคาไลน์ขนาด AAA 2 ก้อน ก็ถือว่าไม่มากเกินไปนะ ไม่ทำให้น้ำหนักเพิ่มสักเท่าไหร่หรอก

วัสดุด้านหน้า หลัง เป็นพลาสติกแข็งผิวเรียบเกือบๆ เงา แต่ปุ่มพิมพ์จะมีผิวหยาบกว่านิ๊สสสสสส นึง ให้ความรู้สึกในการพิมพ์ที่ดีกว่า และไม่รู้สึกลื่นเวลาที่พิมพ์

ความหนา บาง ไม่ต่างกับ The New iPad เท่าไหร่นะ แต่ส่วนหัวคียบอร์ดจะโตกว่า เพราะมันจะต้องใส่ถ่านด้วยนี่นา แล้วมันก็ทำให้คียบอร์ดเอียงเข้าหาเรานิ๊สสสสส นึง ไม่รู้สึกอะไรหรอก แต่การเอียงเพียงเล็กน้อย ผสมกับปุ่มยางใต้คียบอร์ด จะช่วยลดโอกาสการเลื่อนไหลเวลาใช้งานนะ ((เด็กออกแบบผลิตภัณฑ์มาเองฮะ ได้ใช้วิชาที่เรียนมาก็คราวนี้หล่ะ))

มาพร้อมกล่องใส่กันรอยสำหรับพกพาออกไปเที่ยวเล่นนอกสถานที่ได้ เวลาจะยัดใส่กระเป๋าก็ไม่ต้องระวังมากว่าเดี๋ยวจะเป็นรอยหรือว่าเสียหายนะ และที่สำคัญคือ กล่องมันสามารถแกะออกมาใช้เป็นที่ตั้ง iPad ได้ด้วย เรียกว่าอเนกประสงค์ ถอดออกมาใช้งานแล้วไม่ต้องกลัวว่าจะเกะกะ หรือไม่มีที่วาง

สามารถกางออกมาเป็นที่ตั้ง iPad ได้ แต่… ไม่สามารถปรับระดับได้ iPad จะหงายออกเป็นมุมป้านประมาณ 120 องศา ซึ่งถือว่าเป็นระดับมาตราฐานแบบกลางๆ ที่หลายคนถนัดนะ ถือว่าสามารถใช้งานได้จริง ไม่ได้ทำมาแก้เขิล

สำหรับการใช้งานหลัก จริงๆ แล้ว Logitech Keyboard for iPad รุ่นนี้ทำมาสำหรับ iPad 1 แต่ The New iPad อย่างเราก็สามารถใช้ได้นะ แค่ตัวคียบอร์ดมันไม่มีปุ่มฟังก์ชั่นมากเท่ารุ่นใหม่ที่ทำมาเพื่อ Gen 2 และ 3 ที่ราคาก็สูงขึ้นตามมาด้วยเช่นกัน ซึ่งการใช้งานจะเน้นคำสั่งแบบ Mac เป็นหลัก เช่นการเปลี่ยนภาษา เราจะต้องกดปุ่ม cmd ค้างไว้ พร้อมกับแคะเว้นวรรค (ปุ่มคอมมาน ที่เป็นสัญลักษณ์หน้าตาเหมือนผ้ายันต์น่ะ) ส่วน shortcut อื่นๆ ก็สามารถใช้ได้เลย ใครจำแม่นก็กดกันไป สะดวกดีค่ะ
โดยส่วนตัวแล้วรู้สึกว่า Logitech Keyboard for iPad มันให้ความรู้สึกว่า เป็นคียบอร์ดสำหรับ iPad จริงๆ ตั้งแต่การเชื่อมต่อ การใช้งาน ความสอดคล้องของอุปกรณ์ที่มีมาให้ สมมุติว่ามีปริ๊นเตอร์อีกสักเครื่อง ก็เหมือนเรามีมินิออฟฟิศเลยนะ แถมย้ายที่ก็สะดวก พกพาง่ายดี การใช้งานโดยรวมถือว่าพอใจนะ แต่ความคาดวังของคนเราไม่เท่ากัน ถ้าจะซืื้อใช้เอง อย่าเอามาตราฐานคนอื่นมาตัดสิน

เวลาที่พกพาออกไปข้างนอก ขนาดคียบอร์ดจะยาวประมาณ 12″ ซึ่งยาวกว่า iPad ประมาณ 1.5 นิ้ว ถ้าถามว่าเกะกะมั๊ย สำหรับการพกคู่กับ iPad ก็อาจจะเกะกะบ้างเล็กน้อย แต่คงไม่ตลอดเวลา ของแบบนี้ ก็แล้วแต่คนจะถนัดนะ เพราะเราคงไม่ถือบ่อยๆ น่าจะเอาใส่กระเป๋ามากกว่า แต่โดยรวมแล้ว คงขึ้นอยู่กับบรรทัดฐานของความพอใจของแต่ละคนหล่ะ ใครถนัด หรือไม่ถนัด ไม่เกี่ยวกับประสิทธิภาพสินค้า

นี่ไง เวลาใส่กระเป๋าแล้วก็… รกเหมือนกัน ฮ่าๆๆ ((เขิลนะ แต่ไม่แสดงออก)) ลองนึกถึงภาพการใช้งานจริงๆ ค่ะ การถืออาจจะดูเกะกะ ยื่นไปยื่นมา แต่เราจะได้ถือจนรู้สึกว่าเกะกะเท่าไหร่เชียว บางอย่างก็ต้องอาศัยความรู้สึกตัดสินร่วมกันกับเหตุผลนะ ให้หัวใจได้มีส่วนร่วมบ้าง ^^ ถ้าคียบอร์ดสามารถทำหน้าที่เรื่องของการพิมพ์ได้ดี เรื่องอื่น น่าจะมองได้นะ

สำหรับใครที่สนใจและอยากได้ อยากถามนิดนึงค่ะว่า ตั้งแต่อ่านมาตั้งแต่ต้น หรือจะดูภาพอย่างเดียวก็เถอะ มีใครสังเกตมั๊ยคะว่า คียบอร์ดตัวนี้… “ไม่มีแป้นภาษาไทย” ย้อนขึ้นไปดูภาพกันค่ะ ไม่มีแป้นภาษาไทยจริงๆ !!! รู้สึกพลาดอย่างแรง เพราะก่อนซื้อก็หาข้อมูลอะไรมาหลายอย่าง อีท่าไหนล่ะ มาตกม้าตายตรงแป้นพิมพ์ ^^

 

หลังจากที่เดินหาซื้อรุ่นนี้มาหลายวัน ((เป็นคนไม่ชอบเดินช๊อปปิ้งค่ะ)) เลยฝากร้าน GadgeTrend ช่วยสั่งรุ่นนี้มาให้หน่อย เจ้าของร้านก็ใจดีค่ะ สั่งมาให้เราพิเศษเลย วันเดียวก็ได้แล้ว ด้วยความเกรงใจก็เลยไม่กล้าถามพี่เค้าว่า ทำไมมันไม่มีภาษาไทย เพราะหลายคนจะคิดว่า ซื้อของไทย น่าจะต้องมีแป้นพิมพ์ภาษาไทยสิ ไม่งั้นสั่งใครหิ้วมาดีกว่ามั๊ย … วันนี้ก็เลยไปหาคำตอบด้วยการเดินสำรวจตามร้านมา เลยรู้ว่า นอกจากหาซื้อยากแล้ว ยังไม่มีภาษาไทย “เป็นปกติ” ซึ่งบางร้านที่บอกว่ามีภาษาไทย อย่าลืมถามต่อด้วยนะว่า “เป็นแป้นพิมพ์มาเลยหรือว่าจะแถมสติ๊กเกอร์ภาษาไทยมาให้” เพราะบางคนไม่อยากติดสติ๊กเกอร์ เพราะรู้สึกว่า ไม่สวย ไม่ชอบ มันทำให้ดูเป็นของถูก อุตส่าห์ซื้อมาเป็นพัน เอาเป็นว่า ถ้าไม่ชอบ ก็ไม่ต้องติด

 

ใครที่ใช้ iPad ทำงานเป็นหลักอย่างเปิ้ลจังก็ลองดูนะคะว่า Logitech Keyboard for iPad รุ่นนี้ จะเป็นทางเลือก หรือ จะเป็นตัวช่วยให้การทำงานง่ายขึ้นหรือเปล่า ซึ่งราคาขายตามท้องตลาดอยู่ที่ 2,250 บาท หาซื้อยากนิดนึงค่ะ เพราะเป็นสินค้าเฉพาะกลุ่ม และมันเป็นรุ่นสำหรับ iPad 1 แต่จริงๆ แล้ว ก็สามารถใช้งานกันได้หมดหล่ะ แค่ปุ่มฟังก์ชั่นไม่เยอะเท่าของใหม่ สำหรับเราแล้วนะ รุ่นนี้ราคาถูกกว่ารุ่นใหม่ แต่ใช้งานหลักๆ ได้เหมือนกัน ที่เหลือไม่ได้ใช้ ก็ไม่รู้จะจ่ายแพงกว่าไปทำไม

พอดีบ้านเรามีแท่นชาร์จ Quirky Converge Docking Station ที่เคยรีวิวไว้เมื่อครั้งที่แล้ว พอใช้งานนานๆ เราก็ต้องเสียบชาร์จละ เอาคีย์บอร์ดมาวางหน้าแท่นชาร์จ Quirky ทำงานไป ชาร์จไป ก็ทำงานได้เหมือนกัน สะดวกดีค่ะ ทั้งหลักการและเหตุผลด้วยประการทั้งปวง อิสระในการใช้งานดีค่ะ

ชาร์จแบตเต็มแล้วอยากจะลองเปลี่ยนมุมทำงานบ้าง ก็เลยเอา Nest iPad Stand มาวาง จะได้นอนทำงานได้ ก็ยังเข้ากันได้ดีกับอุปกรณ์ อื่นๆ ที่มีอยู่ บอกตามตรงค่ะว่า ตอนนี้ แทบจะไม่ได้เปิดคอมเลย เพราะ iPad+Keyboard มันสามารถตอบโจทย์การใช้งานของเปิ้ลจังได้ดีพอสมควรค่ะ สามารถใช้ต่อกับ iPhone ก็ได้ด้วย

แต่ถ้าใครสนใจ Logitech for iPad (Gen 2, 3) รุ่นนี้ เดี๋ยวมารีวิวให้ค่ะ ไปฉกเค้ามาลอง ใครอยากรู้ อยากเห็นความแตกต่างของรุ่นนี้ ((เปิ้ลจังเรียก “รุ่นถาด”)) เดี๋ยวตามอ่านรีวิวกันได้ที่ Thaiware.com นะคะ

  • บอกแล้วให้ซื้อของ Apple อริๆ 😛

    • Plejung

      Apple ก็ไม่มีภาษาไทยอ่า สติ๊กเกอร์เหมือนกันง่ะ >*< แต่อันนี้ก็พอใจนะคะ Apple มันเล็กกว่าแล้วแป่นมันแคบ พิมพ์ลำบากอ่ะค่ะ

      • ม่ายยย ของ apple มีสกีนไทยเลย แล้วก็ยาวกว่า iPad อีกนะ

        • Plejung

          ขอดูลิงด่วนเยย จาอาว จาอาว จาอาว ลงไปดิ้น ลงไปดิ้น เจี๊ยกๆ มีลิงค์มั๊ยคะ รุ่นไหนหว่า

Post Navigation