อัตราการคิดค่าโดยสารของ BTS เป็นประเด็นมากสำหรับการเริ่มใช้บริการ Rabbit Card ซึ่งน่าแปลกใจสำหรับคนที่ใช้บริการแบบเหมาเที่ยว ซึ่งการเก็บค่าบริการของ BTS จะแบ่งออกเป็น 2 แบบคือ

  • แบบเติมเที่ยว
  • แบบเติมเงิน

ซึ่ง Rabbit Card สามารถบันทึกข้อมูลได้ทั้ง 2 แบบในบัตรใบเดียว สำหรับคนที่ไม่ได้นั่ง BTS บ่อยก็อาจจะใช้เติมเงินในบัตรเอา แต่ใครที่นั่งทุกวัน นั่งไกลๆ การเติมเที่ยวจะคุ้มค่ากว่า แต่ก็เป็นเรื่องที่หลายคนสงสัยว่า แล้วการนั่ง BTS ยาวไปตลอดสาย ทำไมมีการเก็บเงินแยกกันสำหรับส่วนต่อขยายอ่อนนุช แบริ่ง ถ้าจะให้เข้าใจง่ายๆ “มันคนละเจ้าของ” เพราะส่วนขยายอ่อนนุช แบบริ่งจะมี กทม.เป็นผู้ครอบครองสิทธิ์ ไม่ใช่ BTS อย่างที่ใครเข้าใจ การคิดค่าโดยสารจึงจำเป็นต้องเก็บแยกกัน เพราะต่างฝ่าย ต่างไม่สามารถก้าวก่ายความรับผิดชอบของกันและกันได้ (ซึ่งไม่เกี่ยวกับการเมืองนะ)

ค่าโดยสารที่หลายคนด่ากันโครมครามว่าแพงขึ้น จริงๆ แล้ว มันก็แพงขึ้นจริงๆ เพราะระยะทางมันแพงขึ้น จะให้เก็บเท่าเดิมได้ยังไง อันนี้เราก็ต้องยอมรับในข้อนี้ด้วยนะ แต่ด้วยหลักเกณฑ์การคิดค่าโดยสารของทั้ง 2 ส่วนไม่ได้ตั้งอยู่บนค่าเฉลี่ยเดียวกัน คนที่ต้องเดินทางคร่อมระหว่าง BTS สะพานควาย อ่อนนุช แบริ่ง จึงจำเป็นต้องจ่ายค่าโดยสาร 2 แบบ

สำหรับการจ่ายค่าโดยสารแบบเติมเงินปกติ

  • จากสะพานควาย >> อ่อนนุช จะเสียค่าโดยสารตามระยะทาง สูงสุดคือ 40 บาท ตามหลักเกณฑ์ที่ประกาศใช้กันมานาน
  • จากอ่อนนุช >> แบริ่ง จะเสียค่าโดยสารแบบเหมาตั้งแต่สถานีอ่อนนุช จนถึงสถานีแบริ่ง นั่นคือ 15 บาท ไม่ว่าจะนั่งกี่สถานีก็ตาม
  • หากมีการเข้าออกข้ามสถานีที่กำหนด ระบบจะคิดค่าโดยสารทั้ง 2 แบบ นั่นคือ ตามระยะทาง (สูงสุด 40) + เหมาจ่าย 15 บาท (จากสถานีที่กำหนด)

สำหรับการจ่ายค่าโดยสารแบบเติมเที่ยว (รายเดือน)

  • Rabbit Card จะหักค่าโดยสารเป็นเที่ยว เมื่อมีการเข้าออกระหว่างสถานี สะพานควาย ไปถึง สถานีอ่อนนุช
  • Rabbit Card จะหักค่าโดยสารจากจำนวนเงินที่อยู่ในบัตร เมื่อมีการเข้าออกระหว่างสถานี อ่อนนุช ไปถึง สถานีแบริ่ง
  • หากมีการเข้าออกนอกเหนือสถานีที่กำหนดเมื่อไหร่ ระบบจะคิดค่าโดยสารทั้ง 2 แบบทันที นั่นคือ 1 เที่ยว + 15 บาท

การคิดค่าโดยสารแบบนี้ มัันอาจจะยุ่งยากสำหรับผู้บริโภคอย่างพวกเรามากๆ หลายคนบอกว่า เมื่อก่อนเสียมากสุด 40 บาท พอเปลี่ยนมาใช้ Rabbit Card ตอนนี้เสียตั้ง 55 บาท << อันนี้ลองคิดให้ดีก่อนนะคะว่า ก่อนหน้านี้ ส่วนต่อขยายเค้าทดลองเปิดใช้งาน โดยให้บริการฟรี ตอนนี้ถึงเวลาที่เค้าจะเก็บค่าโดยสารแล้ว ถึงจะยังไม่ใช้ Rabbit Card เราก็ตองเสียค่าโดยสารส่วนนี้อยู่ดี จริงมั๊ย? แล้วมัันใช่ความผิดของ Rabbit Card ที่ไหนกันล่ะ ก็แค่มันเริ่มใช้งานพร้อมกัน จะได้สับสนกันไปทีเดียวไง ((มองโลกสวยนะ))

แต่สำหรับค่าธรรมเนียมการออกบัตร Rabbit Card ครั้งแรกเนี่ย 150 บาท มันก็น่าคิดนะ แต่เมื่อก่อน เราก็เสียอยู่แล้วนะ ลืมกันไปแล้วล่ะสิ แค่ Rabbit Card มันอาจจะเสียมากกว่า 50 บาทก็เท่านั้นเอง แต่ถ้าคิดอีกที Rabbit Card สามารถใช้งานร่วมกับชีวิตประจำวันเราได้มากกว่า ให้สิทธิประโยชน์เหมือนบัตรเครดิต ที่มีการสะสมแต้มเพื่อแลกของได้ โดยไม่เสียค่าบริการรายปี คิดซะว่า แลกสิทธิประโยชน์ล่วงหน้า ที่เราอาจจะไม่ได้ใช้ก็ได้ ^^

สำหรับการใช้งาน Rabbit Card กับ รถด่วนพิเศษ BRT ที่เค้าบอกว่า บัตรเดียว สามารถเดินทางได้หมดทั้ง BTS, MRT, BRT ทำไมมีประกาศออกมาว่า BRT ไม่สามารถเดินทางในระบบ Rabbit Card ได้ ไหนว่าใช้กันได้หมด << ขออธิบายให้ฟังอย่างนี้นะคะ

Rabbit Card สามารถใช้จ่ายค่าโดยสาร BRT ด้วยจำนวนเงินที่อยู่ในบัตรได้ ((อย่าลืมว่า Rabbit Card เป็นบัตรที่สามารถเติมเงินเพื่อใช้จ่ายตามร้านค้าาที่ร่วมรายการได้ ซึ่ง BRT คือหนึ่งในบริการที่เข้าร่วมรายการ แต่ไม่มีระบบการคิดค่าโดยสารผูกกับ Rabbit Card เท่านั้นเอง)) เหมือน BTS, MRT เป็นโทรศัพท์รายเดือน แล้ว BRT เป็นโทรศัพท์เติมเงิน อยากโทร ก็เติมเงิน ไม่ผูกมัด อยากนั่ง BRT ก็เติมเงินในบัตร หรือจะจ่ายเงินสดก็ได้ แต่ถ้าพลาดลืมแลกเหรียญหรือแบงก์ย่อยเอาไว้ล่ะก็ ควักแบงก์พันมาจ่ายค่ารถ อดได้เงินทอนไม่รู้นะ เผลอๆ อาจโดนถีบตกรถก็เป็นได้

สำหรับ BRT คงไม่ค่อยมีผลกับเราเท่าไหร่มั้ง แต่ MRT นี่สิ บอกไว้ว่าจะเปิดให้บริการภายในสิ้นปีนี้ ถ้าเปิดก่อนก็ดี แต่ถ้าเปิดใช้หลังปีนี้ คาดว่ามีดราม่าด่ากันกระจายแน่ๆ อันนี้ก็ขึ้นอยู่กับดุลพินิจของแต่ละคนนะคะ บางคนเอาไปโยงเรื่องผลประโยชน์การเมืองบ้างหล่ะ อะไรบ้างหล่ะ บางส่วนมีมูลให้เกี่ยว บางส่วนเป็นปัจจัยสืบเนื่องกันมานาน ถ้าเราไม่สามารถแก้ปัญหานั้นได้ เรามาศึกษาวิธีการรับมือหรือใช้งานให้มันคุ้มค่าดีกว่านะ เพราะมันเลี่ยงไม่ได้นี่นา ก็สู้กันต่อไป โลกสวยค่ะ โลกสวย ^^

ข้อมูลอ้างอิงจาก

Post Navigation