3G ความถี่ 850 กับ 900 ต่างกันอย่างไร รู้ไว้บ้างก็ดีนะ

ก่อนอื่น เรามาทำความเข้าใจเรื่องของคลื่นความถี่แต่ละความถี่กันก่อนดีกว่าค่ะ เพราะหลายคนยังไม่เข้าใจว่า แต่ละความถี่ แตกต่างกันอย่างไร และ 3G คืออะไรกันแน่

3G หรือ Third Generation เป็นเทคโนโลยีที่พัฒนาต่อเนื่องจากยุคที่ 2 และ 2.5 ซึ่งเป็นยุคที่มีการให้บริการระบบเสียง และ การส่งข้อมูลที่มีข้อจำกัดอยู่มาก 3G จึงเป็นการพัฒนาให้สามารถส่งผ่านข้อมูลได้ในปริมาณที่มากกว่า เร็วกว่า ทำให้เกิดการใช้บริการมัลติมีเดีย และ ส่งผ่านข้อมูลในระบบไร้สายจำนวนมากขึ้น จนเกิดเป็นบริการใหม่ๆ หลายอย่าง ซึ่งสามารถอำนวยความสะดวกให้กับผู้ใช้มากยิ่งขึ้น

ลักษณะการทำงานของ 3G เมื่อเปรียบเทียบเทคโนโลยี 2G กับ 3G แล้ว 3G มีช่องสัญญาณความถี่ที่สามารถรับส่งข้อมูลได้ในปริมาณที่มากกว่า ทำให้ประสิทธิภาพในการรับส่งข้อมูลผ่านแอพพลิเคชั่น รวมทั้งบริการระบบเสียงดีขึ้น รวมถึงการใช้บริการมัลติมีเดียได้สมบูรณ์แบบขึ้น เช่น บริการส่งแฟกซ์ โทรศัพท์ต่างประเทศ  รับ-ส่งข้อความที่มีขนาดใหญ่  ประชุมทางไกลผ่านหน้าจออุปกรณ์สื่อสาร รับ-ส่งไฟล์งาน ดาวน์โหลดเพลง เปิดคลิปวีดีโอออนไลน์แบบไม่สะดุดเป็นต้น

มาตรฐาน 3G (UMTS = Universal Mobile Telephone System) หรือเรียกกันในชื่อของเทคโนโลยี WCDMA (Wide Band Code Division Multiple Access) ที่มีการใช้งานและพัฒนากันมากว่า 10 ปีแล้ว โดยเปิดให้บริการบนความถี่ที่ต่างกันไป ขึ้นอยู่กับพื้นที่การใช้งานของแต่ละประเทศหรือเขตทวีป โดยมีการแบ่งมาตรฐานของความถี่ที่ใช้เอาไว้ 5 ความถี่ด้วยกันคือ

  • 2100 MHz เป็นความถี่แรกของมาตรฐาน 3G WCDMA โดยใช้กันแพร่หลายมากที่สุดทั่วโลก โดยมีการใช้ในทวีปยุโรป เอเชีย แอฟริกา ออสเตรเลีย
  • 1900 MHz ใช้กันแพร่หลายในแถบทวีปอเมริกาเหนือ และอเมริกาใต้
  • 1700 MHz มีใช้กันในประเทศสหรัฐอเมริกาเท่านั้น
  • 850 MHz  ใช้กันมากในแถบทวีปอเมริกาเหนือ และอเมริกาใต้ ในเอเชียมีประเทศ ออสเตรเลียและไทย
  • 900 MHz  ใช้กันแพร่หลายในยุโรป เอเชีย แอฟริกา ออสเตรเลีย หรือประเทศที่ให้บริการ GSM ในความถี่ 900 MHz แล้วมีการอัพเกรดระบบมาเป็น 3G บนความถี่เดิม

สำหรับประเทศไทยจะใช้คลื่นความถี่ 850 MHz และ 900 MHz ยกเว้น TOT ที่ได้สิทธิในการให้บริการ 3G บนคลื่นความถี่ 2100 MHz ก่อนใคร โดยยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดๆ เนื่องจากการประมูล 3G คลื่นความถี่ 2100 MHz ได้ถูกยกเลิกไปเมื่อปีที่แลัว ซึ่งโทรศัพท์มือถือที่วางขายในปัจจุบันจะเป็นแบบ Dual Mode คือ รองรับการใช้งาน 2G (GSM) และ 3G (WCDMA) ในตัวเดียวกัน โดยจะรองรับความถี่ที่แตกต่างกันไปในเครื่องเดียวกัน

ในส่วนของการใช้งาน 2G (GSM) นั้นส่วนใหญ่แล้วถ้าเป็นเครื่องที่รองรับ 3G จะรองรับ 2G (GSM) ในทุกย่านความถี่ สามารถใช้งานได้ทั่วโลก คือสามารถใช้งานโทรศัพท์มือถือเครื่องนั้นบนความถี่ GSM 850/900/1800/1900 MHz โดยไม่มีปัญหาแต่อย่างใด

แต่มักพบปัญหาว่า เครื่องบางรุ่น บางยี่ห้อ ไม่สามารถใช้งานได้ทุกความถี่ที่เปิดให้บริการในประเทศไทย (850, 900, 2100 MHz) ปัญหาส่วนใหญ่ที่พบก็คือ ซื้อเครื่องรุ่นนี้มา ใช้ 3G เครือข่ายนี้ได้มั๊ยคะ หรือ ซื้อเครื่องมาจาก AIS ใส่ซิม DTAC แล้วใช้ 3G ไม่ได้ ทำไงดีคะ? คำถามเหล่านี้ เป็นคำถามโลกแตกที่ไม่ว่าจะอย่างไร คำถามนี้จะไม่มีทางหมดไป ถ้าเราไม่เข้าใจข้อมูลพื้นฐานของการให้บริการของเครือข่ายที่เราเลือก ดังนั้น สิ่งสำคัญที่เราต้องจำให้ดีก่อนที่จะซื้อเครื่องโทรศัพท์มือถือเพื่อใช้งาน 3G นั่นคือ ผู้ให้บริการรายไหน ใช้ความถี่อะไรบ้าง ซึ่งจำไม่อยากค่ะ

  • DTAC, Truemove ให้บริการบนคลื่นความถี่ 850 MHz
  • AIS ให้บริการบนคลื่นความถี่ 900 MHz

ดังนั้น ก่อนกินยา เรายังต้องอ่านฉลากข้างขวด ก่อนซื้อของ เราต้องสอบถามรายละเอียดก่อนว่า เครื่องรุ่นนี้ รองรับความถี่อะไรบ้าง แล้วค่อยตัดสินใจซื้อนะคะ เพราะถ้าซื้อมาแล้วกลับไปโวยวายที่ร้านว่า ซื้อมาใช้ 3G ไม่ได้ ทำไมไม่ให้เปลี่ยนเครื่อง (ข้อจำกัดมันมีอยู่ก่อนแล้ว แต่เราไม่ศึกษาเอง แบบนี้ ไม่ใช่ความผิดทางร้านหรือผู้ผลิตนะคะ) แต่สำหรับโทรศัพท์บางรุ่น บางยี่ห้อ ก็สามารถพัฒนาออกมาให้รองรับความถี่ทั้งหมดแบบไม่มีเงื่อนไขได้ อย่างเช่น iPhone รวมถึงบางยี่ห้อ ก็เริ่มมีการพัฒนาให้รองรับ 3G ได้ทุกความถี่แล้ว แต่สำหรับบางรุ่น บางยี่ห้อ ยังคงมีปัญหาเรื่องของความเสถียรในการรับสัญญาณ

ทั้งหมดนี้ คือความแตกต่างของ 3G บนย่านความถี่ต่างๆ ที่เราควรรู้ไว้ จะได้ไม่ตกเป็นเหยื่อของการซื้อสินค้าผิดนะคะ ^^ เปิ้ลจังลืมบ่อยเลยค่ะ ค่ายไหนใช้ความถี่อะไรน๊า เพราะ 850 vs 900 มันแตกต่างตรงผู้ให้บริการนี่หล่ะค่ะ เลยมาเขียนเตือนความจำ แบ่งปันให้เพื่อนๆ อ่านกันสักหน่อย

 

ข้อมูลอ้างอิง: guru.google.co.th , torakom.com