wpid-Photo-Apr-20-2012-2338.jpg

ไปอ่านเจอบทความดีๆ เกี่ยวกับการรักษาสุขภาพที่ใกล้ตัวมากๆ เชื่อว่าเป็นกันอยู่หลายคนเลยทีเดียว บทความนี้เขียนโดย พ.ญ.กอบกาญจน์ ไพบูลศิลป เป็นเรื่องของการรักษาในแนวธรรมชาติบำบัดของโรคภูมิแพ้ สิ่งที่ควรปรับจะสอดคล้องกับการดำเนินชีวิตประจำวัน เช่นการกินที่ถูกต้องเป็นต้น และต้อง หลีกเลี่ยงสิ่งที่แพ้ รวมถึงการล้างพิษที่ถูกวิธี การได้วิตามินเสริมเพื่อบรรเทาอาการภูมิแพ้ตามความจำเป็น การนอนพักผ่อนที่เพียงพอก็เป็นปัจจัยที่สำคัญต่อการรักษาสุขภาพ ถ้าดูแลตัวเองขนาดนี้แล้วยังไม่ดีขึ้น ก็อาจต้องมีตัวช่วย ซึ่งเราสามารถมองหาทางเลือกได้หลายแบบนะ เช่น การฝังเข็มรักษาภูมิแพ้ การได้วิตามินระดับสูงทางเส้นเลือด หรือแม้กระทั่งการจัดการกับความเครียดเพื่อการพักผ่อนที่มีประสิทธิภาพ การออกกำลังกายเพื่อเพิ่มภูมิต้านทาน ก็ทำให้อาการภูมิแพ้ดีขึ้นได้นะจ๊ะ

ขั้นตอนการรักษาแบ่งเป็นหลายระดับ ดังนี้

1. รักษาโดยการปรับอาหาร ปรับพฤติกรรมและให้วิตามินแบบรับประทาน
2. ตามข้อ 1 + การสวนกาแฟ
3. ตามข้อ 2 + การให้วิตามินซีระดับสูงทางเส้นเลือดดำ และการฝังเข็ม

และนี่คือสถิติที่น่าสนใจค่ะ เป็นข้อมูลผู้ป่วยภูมิแพ้ที่เข้ามาทำการรักษากับทางศูนย์ธรรมชาติบำบัดบัลวี ตั้งแต่วันที่ 1 กค. 2546 -31 กค. 2547 ซึ่งจะทำให้เราสามารถคิดและลองตัดสินใจได้ว่า จะลองรักษาโรคภูมิแพ้ด้วยวิธีแบบธรรมชาติดูมั๊ย เพราะไม่ใช่ว่า ใครจะรักษาตัวเองด้วยวิธีนี้แล้วจะได้ผล 100% ทุกคนนะคะ

หลักการการคัดเลือกผู้ป่วยคือ

  • เป็นโรคภูมิแพ้อากาศ อย่างเดียว และหรือร่วมกับอาการไซนัสอักเสบ หรือ ลมพิษ
  • มาติดตามการรักษาสม่ำเสมอ จนจบการรักษา ครบ 10 ครั้ง
  • ไม่มีภาวะแทรกซ้อนด้วยโรคอื่น เช่น มะเร็ง , ไตวายเรื้อรัง , โรคตับเรื้อรัง.

มีผู้ป่วยที่เข้าเกณฑ์ทั้งหมดจำนวน 40 คน แบ่งผลการรักษาได้เป็น

1. ผู้ป่วยที่ตอบสนองดีมากต่อการรักษา (A) จำนวน 14 คน (35%)
2. ผู้ป่วยที่ตอบสนองดีต่อการรักษา (B) จำนวน 13 คน (32.5%)
3. ผู้ป่วยที่ตอบสนองพอใช้ต่อการรักษา (C)จำนวน 4 คน (10%)
4. ผู้ป่วยที่ไม่ตอบสนองต่อการรักษา (D) จำนวน 9 คน (22.5%)

สรุปภาพรวมของการรักษาในแนวธรรมชาติบำบัด น่าจะเป็นอีกทางเลือกหนึ่งของการรักษาภูมิแพ้ หรือไม่ก็ช่วยบรรเทาให้มีอาการน้อยลงได้ ทำให้คุณภาพชีวิตดีขึ้น และมีข้อสังเกตว่ามีผู้ป่วยส่วนหนึ่ง ไม่สามารถปรับแนวทางการบริโภค หรือปรับพฤติกรรมต่างๆ ได้ การรักษาจึงไม่ตอบสนองเช่นกันนะ

แต่เนื่องจากการเก็บข้อมูลเป็นแบบ Descriptive retrospective จึงไม่มีกลุ่ม control ให้เปรียบเทียบ และผลของการรักษาเป็นการเก็บข้อมูลจากการซักประวัติความรุนแรงของอาการหลังการรักษา ความพึงพอใจหลังรับการรักษา ติดตามผลด้วยการตรวจร่างกายเบื้องต้นเท่านั้น จึงควรมีการทดลองเพิ่มเติมมากกว่านี้

ที่มา: balavi.com

Post Navigation