ปัจจุบันบล๊อคเกอร์มีบทบาทในด้านการตลาดออนไลน์มากขึ้น การสื่อสารผ่านช่องทางออนไลน์เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของกิจวัตรประจำวัน ทั้งช่วงเวลาส่วนตัวและช่วงเวลาการทำงาน พฤติกรรมการค้นหาข้อมูลเพื่อความมั่นใจสำหรับการตัดสินใจซื้อสินค้า เริ่มมองหาบทความที่เขียนรีวิวเกี่ยวกับสินค้าที่ต้องการ ทำให้บล๊อคเกอร์ เริ่มเป็นที่ต้องการและมีความสำคัญกับแบรนด์สินค้ามากขึ้น เพราะเป็นที่รู้กันดีว่า ในยุคของ Social Media ผู้บริโภคมักเชื่อผู้บริโภคด้วยกันเองมากกว่าแบรนด์ ดังนั้น การสื่อสารระหว่างแบรนด์กับผู้บริโภคจึงมีทิศทางที่เปลี่ยนไป หากมีบล๊อคเกอร์คนไหนรีวิวสินค้าได้น่าสนใจ สามารถทำให้คนอ่านรู้สึกอยากซื้อมาใช้ตาม นั่นหมายความว่า บล๊อคเกอร์คนนี้ มีอิทธิพลกับกลุ่มเป้าหมายของคุณ ซึ่งหากมีการลิงค์จากบทความรีวิวนั้นไปยังเว็บไซด์ที่ทำการซื้อขายสินค้าหรือหารายละเอียดเพิ่มเติมได้ นั่นหมายถึงโอกาสการเพิ่มยอดขายแบบต้นทุนต่ำ

เพราะฉะนั้น การเลือกช่องทางในการสื่อสารเป็นเรื่องสำคัญ แบรนด์ต้องค้นหาให้ได้ว่า กลุ่มเป้าหมายมีไลฟ์สไตล์เป็นอย่างไร และเลือกช่องทางไหนในการรับข่าวสาร ซึ่ง Twitter เป็นอีกหนึ่งช่องทางที่ปัจจุบัน แบรนด์เริ่มให้ความสนใจมากขึ้น รวมถึงกระแสของ Google+ Brands Page ที่เพิ่งเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการไม่นานมานี้ ซึ่งแต่ละช่องทาง พฤติกรรมของผู้บริโภคจะเปลี่ยนไปตามสังคมของเว็บนั้นๆ รวมถึงความถี่ในการเข้าใช้งานก็จะแตกต่างกันด้วย ซึ่ง Facebook ยังคงครองใจทั้งผู้บริโภคและแบรนด์ได้อย่างเหนียวแน่น ด้วยลูกเล่นที่หลากหลาย ตอบสนองการใช้งานคนได้หลายกลุ่ม ในขณะที่ Twitter มักเป็นกลุ่มคนทำงานที่เน้นการติดตามข่าวสาร หรือ Google+ ก็เป็นอีกหนึ่งช่องทางของการรับข่าวสารและหาความบันเทิง

แต่ถึงพฤติกรรมผู้บริโภคแต่ละช่องทางจะมีความใกล้เคียงกัน แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า ข้อเดียวกัน จะสามารถเข้าถึงผู้บริโภคได้ทุกช่องทาง หากต้องการสื่อสารให้มีประสิทธิภาพ ต้องใส่ใจผู้บริโภคด้วยว่า แต่ละช่องทาง มีความสนใจอะไรอยู่ และปรับเปลี่ยนข้อความให้ตรงกลุ่มเป้าหมาย พร้อมกับสอดแทรกเนือหาของแบรนด์ให้เป็นธรรมชาติ (Content Marketing) ไม่ทำให้ผู้บริโภครู้สึกว่าถูกยัดเยียด เพราะอย่าลืมว่า ใครรู้สึกอย่างไร ก็จะบอกต่อกัน ในเมื่อ Social Media สามารถทำให้เราเกิดบนโลกออนไลน์ได้ ก็ทำให้เราดับได้ด้วยเช่นกัน เมื่อคิดจะก้าวเข้าสู่โลกออนไลน์ ต้องพร้อมที่จะรับมือทั้งด้านบวกและด้านลบด้วยเช่นกัน

ภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต

ซึ่งโดยส่วนตัวชอบ Facebook มากกว่านะ เพราะเราสามารถเป็นตัวของตัวเองได้มากกว่า และไม่ใช่แค่ลูกเล่นหรือการใช้งานที่รองรับการตลาดเพียงอย่างเดียว แต่เป็นเพราะ Facebook ได้ออกแบบธุรกิจเอาไว้ดีมาก รองรับการต่อยอดในอนาคตหลายอย่าง ทำให้ผู้บริโภคสามารถใช้ประโยชน์ได้ไม่น้อยไปกว่าแบรนด์เลย ไม่ว่าจะเป็น Timeline ที่เปรียบเสมือนไดอารี่ส่วนตัว ทำหน้าที่บันทึกเรื่องราวในชีวิตประจำวันของเรา ด้วยพฤติกรรมมนุษย์ที่มีทั้งการโพสต์ข้อความ แบ่งปันความคิดเห็นหรือแสดงความรู้สึกต่างๆ ในแบบของรูปภาพ และยังเชื่อมต่อกับ Location Based ที่อาจจะยังเข้าถึงคนไทยได้ไม่มากนัก แต่นั่นก็หมายถึงการบันทึกเรื่องราวชีวิตประจำวันของเราลงบน Facebook ไปโดยปริยาย สามารถเปิดดูย้อนหลังได้ Timeline จึงเป็นเสมือน Infographic ที่แสดงวิวัฒนาการของเราได้เหมือนกันนะ ซึ่งการให้บริการที่ทำให้ชีวิตประจำวันง่ายขึ้น สื่อสารเร็วขึ้น และยังเชื่อมโยงกับเพื่อนๆ ได้หลากหลายกลุ่ม เป็นวิธีที่แทรกซึมเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของผู้บริโภค ทำให้เกิดเป็นความภักดี (Loyalty) ที่ทำให้จำนวนผู้ใช้ไม่ลดลงไปตามกระแสเลย

และด้วยเทคโนโลยีที่มีราคาถูกลง ทำให้ผู้บริโภคจับต้องเทคโนโลยีได้ง่ายขึ้น จำนวนผู้ใช้งานอินเตอร์เน็ตก็เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการเปิดให้บริการอินเตอร์เน็ตความเร็วสูง (3G) ที่สามารถตอบสนองพฤติกรรมผู้บริโภคออนไลน์ได้เป็นอย่างดี สอดคล้องกับพฤติกรรมการรับข่าวสารผ่าน Social Media ทำให้ทั้งผู้บริโภคและแบรนด์เริ่มมองหาตัวช่วยที่ทำให้สามารถเข้าถึงข้อมูลที่ต้องการได้อย่างง่ายดาย

 

Mobile  Application จึงเป็นคำตอบที่ทำให้ผู้บริโภคและแบรนด์จะให้ความสนใจมากเป็นพิเศษในอนาคต เพราะการเข้าถึงได้ทุกที่ ทุกเวลา เป็นพื้นฐานที่การสื่อสารที่รวดเร็ว หาก Mobile  Application ตัวไหนสามารถทำให้ผู้บริโภคเข้าใช้งานได้บ่อยเท่าไหร่ นั่นหมายถึงการมีส่วนร่วม (engagement) ระหว่างแบรนด์กับผู้บริโภค ซึ่งนอกจากช่วยสร้างความรู้สึกผูกพันกับแบรนด์ได้แล้ว ยังสามารถที่จะทำกิจกรรมเพื่อกระตุ้นยอดขายหรือประชาสัมพันธ์แบรนด์ได้เป็นอย่างดี  นั่นหมายถึงเนื้อหา (Content) ต้องมีความน่าสนใจสำหรับผู้บริโภค และสามารถสอดแทรกความเป็นแบรนด์เข้าไปได้ด้วยเช่นกัน

ยกตัวอย่าง Application เขย่าเพื่อเลือกร้านอาหารบน iOS เป็นวิธีการง่ายๆ ใครๆ ก็เล่นได้ เพียงแค่ใส่ชื่อร้านอาหารเข้าไปแล้วทำการเขย่า เราก็ได้คำตอบแบบไม่ต้องคิดอะไรมาก หากนำมาปรับใช้ภายในร้านอาหารที่มีเมนูอร่อยมากมาย ผู้บริโภคเพียงแค่เขย่าก็ได้เมนูที่ไม่ต้องคิดมาก แต่ได้ความอร่อยและความสนุกในเวลาเดียวกัน และร้านอาหารก็ได้นำเสนอเมนูต่างๆ ภายในร้านด้วยเช่นกัน ซึ่งการเลือกใช้เครื่องมือทางการตลาดสิ่งที่สำคัญคือการกำหนดวัตถุประสงค์และกลุ่มเป้าหมายที่ชัดเจน เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด

รวมถึงการวางแผนการตลาดที่จำเป็นต้องสอดคล้องทั้งในส่วนของออนไลน์และออฟไลน์ เพื่อให้การสื่อสารเป็นไปในทิศทางเดียวกัน หากหลายคนสังเกตให้ดี จะมีบริษัทอสังหาฯ รายนึงที่สามารถเลือกใช้สื่อได้อย่างสอดคล้องกัน รวมถึงการเลือกช่วงเวลาของสื่อออนไลน์ได้สอดคล้องการแผนการตลาด ซึ่งการเปิดให้บริการพูดคุยแบบ Live Chat บนออนไลน์ นอกจากช่วยโปรโมทช่องทางการรับข่าวสารบนออนไลน์แล้ว ยังเป็นการดึงดูดให้ลูกค้าที่อยู่ส่วนออฟไลน์หันมาให้บริการออนไลน์มากขึ้น เพราะการให้บริการที่มีการสื่อสารแบบ Realtime สะดวกสบาย ทำให้ชีวิตมีความง่ายขึ้น ซึ่งความประทับใจในบริการก็จะถูกบอกต่อกันไปในออนไลน์ เป็นการตอกย้ำความมั่นใจให้กับกลุ่มเป้าหมายที่กำลังสองจิตสองใจ ตัดสินใจได้ง่ายยิ่งขึ้น ซึ่งคนเหล่านี้ เรียกได้ว่าเป็นผู้มีอิทธิพล (Influence) สำหรับกลุ่มเป้าหมายอย่างมากเลยทีเดียว

 

ซึ่งปัจจุบันผู้ที่มีอิทธิพลกับผู้บริโภค อาจไม่ใช่ดารา นักร้องเสมอไป แต่เป็นใครก็ตามที่มีความน่าเชื่อถือ ไม่ว่าจะพูดหรือทำอะไรก็มีคนให้ความสนใจจากการติดตามอยู่ตลอดเวลา ซึ่งการทำการตลาดประเภทนี้ จะเห็นได้บ่อยบนออนไลน์ โดยเฉพาะช่องทางของ Twitter ซึ่งจากที่เคยศึกษาและมีโอกาสได้จัดกิจกรรมในส่วนของออฟไลน์ก็พบว่า ผู้ที่เข้าร่วมงาน สามารถทำให้เกิดเป็นสื่อออนไลน์และตามมาเป็นกระแสได้ด้วยการเล่าถึงความประทับใจที่เกิดขึ้นในงานผ่าน Twitter โดยติดแฮชแท็กที่รู้กันว่า เรากำลังพูดถึงงานอะไรอยู่

ผู้ที่ติดตามเมื่อเห็นข้อความและตามอ่านจนได้ความว่า ใคร ทำอะไร ที่ไหน อย่างไร ก็จะมีการร่วมพูดคุยกับผู้ที่เข้าร่วมงานที่เราจะเรียกเค้าเหล่านั้นว่า Influence เพราะเป็นผู้ที่มีอิทธิพลกับกลุ่มเป้าหมายหรือคนทั่วไป ทำให้เกิดเป็นความน่าสนใจและบอกต่อ ซึ่งพฤติกรรมของผู้ใช้งาน Twitter ข้อความไหนที่โดนใจจะทำการ RT ข้อความเพื่อทำการบอกต่อให้กับคนอื่นๆ ได้รับรู้ด้วยเช่นกัน นั่นหมายถึงโอกาสการรับรู้ในแบรนด์ที่จะเกิดขึ้นกับ Follower ของผู้ที่ RT ข้อความ ทำให้ข่าวสารจะถูกกระจายออกไปเป็นเหมือนไยแมงมุม

ซึ่งข่าวสารจะเข้าถึงใครบ้างและเข้าถึงเป็นจำนวนเท่าไหร่ เราต้องใช้การประเมินจากจำนวนผู้ติดตามในช่องทางต่างๆ ซึ่งตัวเลขเป็นเพียงประมาณการที่เราจะต้องรู้ว่า ใครมีพฤติกรรมการทวิตข้อความอย่างไร มีความน่าเชื่อถือแค่ไหน กลุ่มผู้ติดตามเป็นใคร ใช่กลุ่มเป้าหมายของเราหรือไม่ ซึ่งล้วนแล้วขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ของการเลือกใช้ เพราะสำหรับบางคน จำนวนผู้ติดตามเยอะ แต่จะมีประโยชน์อะไร ถ้าคนเหล่านั้นไม่ใช่กลุ่มเป้าหมายที่ต้องการ

สำหรับปี 2012 เป็นปีทองของ Social Media ของแท้ การทำตลาดบนโลกออนไลน์ไม่ใช่แค่การมี Facebook Page หรือ Twitter แต่การทำการตลาดออนไลน์ด้วย Social Media คือการสร้างตัวตนให้เป็นที่รู้จักและยอมรับในกลุ่มเป้าหมายรวมถึงผู้บริโภคทั่วไปที่อยู่งบนโลกออนไลน์ ซึ่งอันตรายอยู่ที่กระแสในสังคมที่สามารถเปลี่ยนทิศทางได้ตลอดเวลา หากมื่อไหร่ที่ผู้บริโภคไม่ได้รับบรริการหรือสินค้าที่ดีพอ อาจก่อนให้เกิดความเสียหายได้ทันทีที่มีการบอกต่อบน Social Media หากไม่มีการบริหารจัดการ ผู้บริโภคก็จะจดจำในคำบอกเล่านั้นอยู่ในใจ ซึ่งส่งผลเสียกับแบรนด์อย่างแน่นอน จึงจำเป็นต้องตอบตัวเองให้ได้ก่อนสร้างตัวตนบน Social Media ว่า พร้อมกับการรับฟังความคิดเห็นทั้งด้านบวกและลบแล้วหรือยัง

 

สัมภาษณ์ลงหนังสือ e-commerce Magazine

No. 157: January 2012

 

 

ใครเห็นเค้าในหนังสือไม่ต้องถ่ายรูปมาอวดนะ เค้าถ่ายรูปขึ้นอ่ะ
                                          >”<
ขึ้นอืด อย่าได้เอามาอวดเชียว เค้าก็อายเป็นนะ!!!

Post Navigation