ในช่วงปี 2011 ที่ผ่านมา หลายธุรกิจได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดอย่างอุทกภัยน้ำท่วมใหญ่ในเขตเมืองหลวงอย่างกรุงเทพฯ ถึงแม้ว่าจะน้ำจะไม่ได้ท่วมแบบทั่วทุกพื้นที่ แต่ความเสียหายเกิดขึ้นกระทบกันเป็นโดมิโนอย่างทั่วถึง ทั้งรัฐบาล ผู้ประกอบการ หรือแม้แต่ผู้บริโภคต่างต้องเรียนรู้และปรับตัวกับสถานการณ์อย่างเร่งด่วน แต่สำหรับผู้ประกอบการแล้ว จำเป็นต้องเพิ่มความรอบคอบและการเฝ้าระวังถึง 2 ด้านคือ

External Environment  ที่เป็นผลต่อเนื่องมาจากภาวะเศรษฐกิจ การเมือง วัฒนธรรม ที่อาจส่งผลทำให้วิถีของการดำรงชีวิตเปลี่ยนไป ซึ่งมีผลต่อสภาวะจิตใจทั้งสิ้น

Internal Environment เป็นผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับองค์กรหรือธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นคนในองค์กรหรือแม้แต่ขั้นตอนและวิธีการดำเนินธุรกิจที่ต้องเอาใจใส่มากเป็นพิเศษ รวมถึงผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องอย่างเช่น ผู้ถือหุ้น, Supplier ต่างๆ รวมถึงลูกค้าของธุรกิจ เรียกว่าดูแลกันตั้งแต่พนักงานในองค์กร ที่บางส่วนอาจได้รับผลกระทบทางด้านจิตใจหรือที่เรียกว่า การตลาดแบบ Holistic Marketing

ซึ่งแนวโน้มในปี 2012 นี้ สิ่งสำคัญที่ขาดไม่ได้เลยคือ ต้องรู้จักและใส่ใจกับ “Target Market”  ของธุรกิจให้ดีพอว่า ธุรกิจของเราคืออะไร ขายสินค้าหรือหรือให้บริการ หรือทั้งสินค้าและบริการ (Product & Service)  ซึ่งจะทำให้เราเข้าใจถึงจุดยืนของธุรกิจและเห็นกลุ่มเป้าหมายที่ชัดเจน ทำให้ธุรกิจและกลุ่มเป้าหมาย สามารถจับคู่กันได้ง่ายดายยิ่งขึ้น ซึ่งแนวโน้มของตลาดในปี 2012 สรุปประเด็นเป็น 5 ข้อดังนี้ค่ะ

  1. ผู้บริโภค คำนึงถึงความเรียบง่าย สะดวกสบายมากขึ้น ด้วยชีวิตประจำวันที่มีแต่ความเร่งเรีบและวุ่นวายจนเกิดความเครียดได้ง่าย ผู้บริโภคยอมเสียเงินเพื่อซื้อเวลา (Time is money) แลกกับความสะดวกสบาย โดยเริ่มมองหาสิ่งอำนวยความสะดวกในชีวิตประจำวันมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นอาหารการกิน หรือเครื่องดื่ม ที่เป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวัน ทำให้ธุรกิจที่มีลักษณะแบบ “One Stop Service” ที่สามารถอำนวยความสะดวกได้อย่างครบวงจร หรือสามารถรวบขั้นตอนให้น้อยลง ทำให้ผู้บริโภคใช้ชีวิตประจำวันได้อย่างคล่องตัวมากขึ้น จะได้รับการตอบรับจากท้องตลาดเป็นอย่างดี ยกตัวอย่างเช่น ผู้บริโภคหันไปบริโภคกาแฟประเภท 3 in 1 เป็นต้น
  2. ผู้บริโภคจะให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพและความปลอดภัยมากขึ้น ด้วยสิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนไป ภาวะที่มีช่วงขาดแคลนสิ่งของจำเป็นบางชนิด ทำให้ผู้คนตื่นตัวเรื่องของโรคระบาดที่อาจเกิดขึ้น เพราะปัจจุบัน Social Media ทำให้ผู้คนสามารถเข้าถึงข่าวสารได้มากขึ้น พร้อมกับการหาข้อมูลเพิ่มเติมและนำไปบอกต่อได้ง่าย ทำให้ผู้บริโภคใส่ใจเรื่องของสุขภาพตั้งแต่การเลือกรับประทานอาหาร มากขึ้นเช่นการเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกายเช่น น้ำผลไม้ นมเปรี้ยว ชาเขียวเป็นต้น รวมถึงบริการที่เกี่ยวกับสุขอนามันอย่างเช่นการทำสปาเพื่อกระตุ้นให้ร่างกายดูดีและมีสุขภาพกายและใจที่แข็งแรง จึงไม่แปลกเลย ถ้าวันนี้ ผู้บริโภคจะเลือกยี่ห้อน้ำดื่มกันมากขึ้น
  3. สินค้าและบริการจะตอบสนองกับความต้องการหลากหลายรูปแบบมากขึ้น “Customer Friendly”  หมายถึงผ้บริโภคจะไม่ได้สนใจแค่การจ่ายเงินไปแล้วได้รับสินค้าอะไรกลับมา แต่จะสนใจกับสิทธิประโยชน์ในชีวิตประจำวันมากขึ้นเช่น Club card, Sport card จำพวกบัตรสะสมแต้มแลกของ หรือใช้เป็นส่วนลดกับบริการอื่นๆได้ด้วย
  4. สินค้าที่เกี่ยวกับผู้ชายจะมีการขยายตัวของตลาดมากขึ้น  ซึ่งเป็นผลมาจากกระแสการลอกเลียนแบบเทรนด์เกาหลีหรือญี่ปุ่นนั่นเอง ทำให้กลุ่ม Metro-Sexual man หรือผู้ชายที่มีชีวิตประจำวันอยู่ในเมืองหันมาใช้จ่ายกับการแต่งกายเพื่อให้ตัวเองดูดีมากขึ้น ซึ่งปีที่ผ่านมาและปีต่อๆไป สินค้าในกลุ่มที่ใช้ดูแลสุขอนามัยสำหรับผู้ชายจะมียอดการซื้อขายเพิ่มมากขึ้นเช่น โฟมล้างหน้า, น้ำยาระงับกลิ่นกายเป็นต้น
  5. การตลาดแบบปากต่อปาก “Word of Mouth” จะถูกนำมาใช้ต่อยอดทางการตลาดมากขึ้น  เพราะพฤติกรรมของผู้บริโภคในปัจจุบัน มักค้นหาข้อมูลผ่าน Social Media และเชื่อผู้บริโภคด้วยกันมากกว่าแบรนด์ ทำให้การตลาดที่กระตุ้นให้เกิดการบอกต่อจะถูกนำมาใช้เพื่อสร้างกระแสให้กับแบรนด์หรือสินค้ามากขึ้น แต่ข้อมูลที่ถูกนำไปบอกต่อ อาจมีทั้งข้อมูลที่ถูกต้องหรือไม่ถูกต้องก็ได้ หากมีความเข้าใจผิดเกิดขึ้น ก็จะทำให้เกิดผลเสียเชิงลบได้มากขึ้นเช่นกัน จึงต้องพิจารณาผลที่อาจตามมาให้ดีเสียก่อน

แนวโน้มของพฤติกรรมผู้บริโภคในปี 2012 กล่าวโดยรวมคือจะมีการใส่ใจกับการซื้อสินค้ามากขึ้น การตัดสินใจซื้อแต่ละครั้ง จะมีเรื่องของอารมณ์เข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุและผลมากขึ้น “High Involvement” การวิเคราะห์ตลาด การวิเคราะห์พฤติกรรมผู้บริโภคและกลุ่มเป้าหมายอาจไม่เพียงพอ แต่แบรนด์จะต้องใส่ใจไปถึงด้านอารมณ์และความคิดของกลุ่มเป้าหมายมากขึ้น

 

ที่มา: positioningmag.com

Post Navigation