คู่มือ เส้นทางชมพระบารมีพ่อของแผ่นดิน ณ พระที่นั่งจักรีมหาปราสาท

ใกล้ถึงวันที่ 5 ธันวาคม ซึ่งเป็นวันสำคัญอีกวันหนึ่งของปวงชนชาวไทยที่จะได้ร่วมในพระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษา อีกหนึ่งหน้าของประวัติศาสตร์ของไทย ที่ พสกนิกรชาวไทยไม่เคยลืมเลือนกับภาพเหตุการณ์เมื่อวันที่  9 มิถุนายน 2549 ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เสด็จพระราชดำเนินออกมายังสีหบัญชร พระที่นั่งอนันตสมาคมพร้อมกับโบกพระหัตถ์ ทั่วทุกอณูของลานพระบรมรูปทรงม้าต่างเต็มไปด้วยประชาชนชาวไทยที่พร้อมใจกันใส่เสื้อสีเหลือง ซึ่งเป็นสีประจำตัวพระองค์ ผู้คนจำนวนมากต่างพร้อมใจกันมารวมตัวเพื่อร่วมเฉลิมฉลองวันครองราชย์ ครบ 60 ปี เป็นภาพประวัติศาสตร์ที่ตราตรึงในใจคนไทยไม่ลืมเลือน

ถัดมาวันที่ 5 ธันวาคม 2550 ภาพความประทับใจเกิดขึ้นอีกครั้งด้วยภาพเหตุการณ์ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จออกมหาสมาคม ณ มุขเด็จ พระที่นั่งจักรีมหาปราสาท รับการถวายพระพรชัยมงคล รวมทั้งภาพพสกนิกรจากทั่วสารทิศ นับล้านที่อยู่ตรงนั้น (และอีกนับไม่ถ้วนทั่วโลก) ทุกคนต่างพร้อมใจกันใส่เสื้อสีเหลืองพร้อมกับโบกธงชาติพลิ้วไหว เพื่อรอเฝ้าฯ รับเสด็จตลอดสองข้างทางถนนตั้งแต่พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน จนถึงพระบรมมหาราชวัง เป็นอีกหนึ่งภาพความทรงจำของคนไทยทุกๆ คน

จนมาถึงปีนี้ ที่สำนักพระราชวังจัดงานเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 7 รอบ ในวันที่ 5 ธันวาคม 2554 นี้ และเป็นมหามงคลแก่ปวงชนชาวไทยที่ได้จัดกิจกรรมพระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษา โดยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จะเสด็จออกมหาสมาคม ณ มุขเด็จ พระที่นั่งจักรีมหาปราสาท เพื่อให้ประชาชนถวายพระพรชัยมงคลพ่อหลวงของปวงชนชาวไทยอีกครั้ง

สำหรับเส้นทางการเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของภาพประวัติศาตร์ เส้นทางการร่วมแสดงความจงรักภัคดี ชมพระบารมีพ่อของแผ่นดิน ณ พระที่นั่งจักรีมหาปราสาท เราควรเตรียมความพร้อมอย่างไรบ้าง หาคำตอบได้จากข้อมูลด้านล่างนี้ค่ะ

งานเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเนื่องในพระ ราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 7 รอบ  5 ธันวาคม 2554  ภายใต้ชื่องาน “เย็นศิระเพราะพระบริบาล” ระหว่างวันที่ 3-9 ธ.ค. รวม 7 วัน บริเวณสนามหลวง ถนนหน้าพระธาตุ และกำแพงพระบรมมหาราชวัง

ทำความรู้จักกับ พระที่นั่งจักรีมหาปราสาท

สำหรับพระที่นั่งจักรีมหาปราสาท วิกิพีเดียระบุว่าเป็นพระที่นั่งใน‪หมู่พระที่นั่งจักรีมหาปราสาท ภายใน‪พระบรมมหาราชวัง โดย‪พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2419 ตั้งอยู่ระหว่าง‪พระมหามณเฑียรและ‪พระมหาปราสาท ประกอบด้วย ปราสาท 3 องค์ ทอดตัวจากทิศตะวันออกไปทิศตะวันตก แต่ละองค์เชื่อมต่อกันด้วยมุขกระสันโดยตลอดพระที่นั่งองค์นี้ชั้นบนสุด เป็นที่ประดิษฐานพระบรมอัฐิของพระมหากษัตริย์และพระมเหสี ตั้งแต่‪พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นต้นมา เป็นที่เสด็จออกให้คณะทูตานุทูต ข้าราชการชั้นสูงเข้าเฝ้าฯ หรือรับรองแขกผู้มีเกียรติ ภายในพระที่นั่งเป็นที่ประดิษฐาน ‪พระที่นั่งพุดตานถม ซึ่งเป็นพระราชอาสน์ราชบัลลังก์ประจำพระที่นั่งจักรีมหาปราสาท องค์พระที่นั่งทำด้วยไม้หุ้มเงินถมลงยาทาทองซึ่งเรียกว่า ถมตะทอง นับได้ว่าเป็นเครื่องถมทองชิ้นใหญ่ที่สุดในประเทศไทย และพระที่นั่งจักรีมหาปราสาทยังเป็นสถานที่แห่งแรกใน‪ประเทศไทยที่มีการใช้‪ไฟฟ้าเป็นครั้งแรกอีกด้วย ด้วยเหตุที่ว่า‪กรมพระยาเทวะวงศ์วโรปการได้ทอดพระเนตรเห็นแสงไฟฟ้านั้นที่ประเทศทางตะวันตก และมีพระราชประสงค์ที่จะมาใช้ในประเทศไทย…

 

เส้นทางสายความประทับใจ!!

สำหรับหมายกำหนดการในวันที่ 5 ธันวาคมนี้ ช่วงเช้าเจ้าพนักงานจะทำพิธีอัญเชิญน้ำศักดิ์สิทธิ์จากวัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามราชวรมหาวิหาร (วัดโพธิ์) เข้าประตูวิเศษไชยศรีไปยังพระที่นั่งจักรีมหาปราสาท เวลา 10.00 น. ทหารมหาดเล็กรักษาพระองค์ 480 นาย จะเคลื่อนขบวนจากกระทรวงกลาโหม มายังบริเวณด้านหน้าพระที่นั่งจักรีมหาปราสาทกล่าวคำถวายสัตย์ปฏิญาณ เวลา 10.30 น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จออกมหาสมาคม ณ มุขเด็จ พระที่นั่งจักรีมหาปราสาท มีการยิงสลุต 21 นัดทั่วประเทศ โดยหน้าพระที่นั่งจักรีมหาปราสาท จะมีแขกของรัฐบาล 5,000 คน ประชาชนสามารถชื่นชมพระบารมีของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้บริเวณสนามหญ้าหน้าศาลาสหทัยสมาคม และตลอดสองข้างทาง ที่รถยนต์พระที่นั่งเสด็จพระราชดำเนินผ่าน ตั้งแต่ รพ.ศิริราชจนถึงพระบรมมหาราชวัง ยกเว้นบนสะพานพระปิ่นเกล้า และไม่ต้องกลัวว่าจะพลาดชมพิธีการต่างๆ ในวันนั้นประชาชนที่รับเสด็จอยู่ด้านนอกวัดพระแก้ว สามารถชมการถ่ายทอดสดอย่างใกล้ชิดจากจอทีวีที่ตั้งไว้สองฟากถนน

เมื่อพิธีการเสร็จสิ้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พร้อมพระบรมวงศานุวงศ์ เสด็จพระราชดำเนินกลับอาคารเฉลิมพระเกียรติ โรงพยาบาลศิริราช ประชาชนสามารถรอรับเสด็จในหลวง เก็บภาพความทรงจำประทับใจได้ทั้งสองฟากถนนของสนามหลวงโดยที่ท่านจะเสด็จพระราชดำเนินจากโรงพยาบาลศิริราชมายังวัดพระแก้วเวลาประมาณ 10.00 น. และเสด็จฯ กลับเวลาประมาณ 11.00 น.

 

เส้นทางสายกิจกรรม อิ่มเอมใจ อิ่มเอมสายตา

นอกจากนั้นหลังจากพิธีการช่วงเช้าเสร็จสิ้นไป เว้นว่างกิจกรรมช่วงบ่ายก็สามารถพาลูกหลานแวะเที่ยวชม หาของอร่อยทานย่านนั้น ทำให้วันนั้นเป็นวันที่สุดแสนประทับใจไปอีกหนึ่งวัน พอถึงช่วงค่ำตลอดถนนราชดำเนิน สนามเสือป่า ถนนศรีอยุธยา และสวนจิตรลดา ยังประดับประดาเต็มไปด้วยไฟสาดแสงสวยงามยามค่ำคืน และซุ้มเฉลิมพระเกียรติฯ จำนวน 39 ซุ้ม พร้อมประดับไม้ดอกไม้ประดับ จำนวน 292,000 ต้น อาทิ ดาวเรือง กล้วยไม้ เช่น แวนด้า ฟ้ามุ่ย หวาย ฯลฯ ซันเวีย แพงพวย สร้อยไก่ หงอนไก่ บานชื่น แวววิเชียร เฟื่องฟ้า พิทูเนีย ผักเสี้ยนฝรั่ง ผีเสื้อ และไม้ประดับ อาทิ ไทร เฟิร์น เดป ฯลฯ รวมทั้งกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติให้ประชาชนได้อิ่มเอมใจในพระบารมีของพ่อหลวงของเรา

 

หนัง 3 D เฉลิมพระเกียรติ 84 ปี แห่งความเรืองรอง

โดยมีงานจัดการแสดงแสงสีเสียงและสื่อผสมวัฒนธรรมทองแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ 84 พรรษา มหาราช”ที่จัดขึ้นที่ท้องสนามหลวงในวันที่ 3-9 ธันวาคม วันละ 1 รอบ เวลา 19.00-20.30 น.และอีกหนึ่งกิจกรรมพิเศษ การจัดฉายภาพยนตร์พาโนรามาสื่อผสมเฉลิมพระเกียรติ 84 ปีแห่งความเรืองรองของกรุงรัตนโกสินทร์ โดยใช้เทคนิค 3D Illusion Live Wall พร้อมการแสดงประกอบที่มีจอภาพยาวตลอดแนวกำแพงพระบรมมหาราชวังประมาณ 200 เมตร ด้านหน้าถนนพระลานช่วงต้นถนนด้านศาลหลักเมืองถึงประตูวิเศษไชยศรีจัดฉายต่อเนื่องตั้งแต่เวลา 19.00-22.00 น.

 

กิจกรรมอื่นๆ เพิ่มเติม

  • กิจกรรมการถวายพระชัยมงคลเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่ เนื่องในพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 7 รอบ  5 ธันวาคม 2555 ในเวลา 16.00 น.-20.00 น. ที่บริเวณท้องสนามหลวง
  • กิจกรรมการลงนามถวายพระพร ณ ร่มโพธิ์ร่มไทรของแผ่นดิน โดยมีหัวใจสำคัญคือ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ประดุจร่มโพธิ์ร่มไทรของแผ่นดิน จึงมีการจัดสร้างร่มโพธิ์ร่มไทรสองข้างทางสนามหลวง เพื่อให้ประชาชนลงนามถวายพระพรและเปิดโอกาสให้ประชาชนได้รับการ์ดที่ระลึก
  • กิจกรรมนิทรรศการ “เย็นศิระเพราะพระบริบาล” เพื่อเผยแพร่เรื่องราวอันเป็นพระอัจฉริยภาพ อันเป็นเรื่องราวภาพของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในด้านต่างๆ ที่ทรงเรียนรู้ เข้าใจ ประดิษฐ์คิดค้น แก้ไขปัญหาทุกด้านให้กับประชาชน ให้พ้นทุกข์และพบกับความร่มเย็น ด้วยรูปแบบโมเดลของจำลอง บอร์ดนิทรรศการ และงานระบบมัลติมีเดีย โดยประกอบด้วย ส่วนต้อนรับและซุ้มประตูทางเข้า 84 พรรษา ดวงใจราฎร์ปราชญ์แห่งน้ำ 84 พรรษา ประโยชน์สุดสู่ปวงประชา โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริทั่วปประเทศ ห้องแสดงภาพยนต์พระราชกรณียกิจ พระราชอัจฉริยภาพในการทรงงานด้านการบริหารจัดการน้ำและเศรษฐกิจพอเพียง
  • กิจกรรมอธิฐานบูชา “พระทันตธาตุ” สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า โดยได้อันเชิญ “พระบรมสารีริกธาตุพระทันตธาตุ” ของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จากราชอาณาจักรภูฏาน มาประดิษฐานเป็นการชั่วคราวในประเทศไทย และเปิดโอกาสให้ประชาชนได้สักการะ
  • กิจกรรมการแสดงเฉลิมพระเกียรติ 7 วัน อาทิเช่น การแสดงรำถวายพระพรและโขนเฉลิมพระเกียรติ ชุดรามราชจักรี การแสดงแสง เสียง และสื่อผสม “วัฒนธรรมทองแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ 84 พรรษามหาราชา” การแสดงบทเพลงเฉลิมพระเกียรติ “น้อมใจภักดิ์รักพ่อ”  การแสดงวงโยธวาธิต โรงเรียนหอวัง รางวัลชนะเลิศถ้วยพระราชทานฯ การแสดงละครเฉลิมพระเกียรติเรื่อง พระมหาชนก เป็นต้น
  • กิจกรรมการแสดงพิเศษจากชีวิตจริง “เย็นศิระเพราะพระบริบาล” เพื่อเป็นการเผยแพร่ พระอัจฉริยภาพในด้านต่างๆโดยผ่านเรื่องราวชีวิตจริงของผู้ที่ได้เข้าเฝ้า ได้รับประโยชน์สุข ได้รับประโยชน์ ได้รับการแก้ไขปัญหา ได้รับแสงสว่างสู่ชีวิต ซึ่งทำให้เกิดความรู้สึกทราบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณและตื้นตันใจที่เกิดเป็น คนไทยใต้พระบารมี “เย็นศิระเพราะพระบริบาล” จากคนไทยทั้ง 4 ภาค
  • กิจกรรม “ถนนเย็นศิระเพราะพระบริบาล” โดยจะมีการออกร้านโครงการหลวง ออกร้านขายของที่ระลึกของหน่วยงานต่างๆ เช่น สำนักนายกรัฐมนตรี กรมไปรษณีย์ มูลนิธิราชประชาสมาศัย และการออกร้านธงฟ้า
  • กิจกรรมภาพยนต์พาโนรามาสื่อผสมเฉลิมพระเกียรติ ชุด 84 ปี แห่งการเรืองรองของกรุงรัตนโกสินทร์  โดยจะฉายภาพไปบนกำแพงพระบรมมหาราชวังติดต่อกันเป็นภาพยาว และเป็นการฉายภาพยนต์พร้อมการแสดงโขนในองก์2 ซึ่งเป็นการนำเสนอเรื่องราวแห่งกรุงรัตนโกสินทร์แผ่นดินทอง อันเป็นแผ่นดินใต้ร่มพระบรมโพธิสมภารแห่งพระบามสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลบ ที่ 9 ซึ่งอุดมด้วยความงดงามทางศิลปและวัฒนธรรมที่สืบทอดกันมา
  • กิจกรรมการแสดงแสงเสียงและสื่อผสม “วัฒนธรรมทองแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ 84 พรรษามหาราชา” โดยจะเป็นนำเสนอเรื่องราวที่ร้องเรียงประวัติศาสตร์ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ตั้งแต่จุดเริ่มต้นการก่อสร้างเมือง ต่อเนื่องถึงการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ซึ่งตลอดระยะเวลาอันยาวนานพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงกระกอบพระราชกรณีย กิจ เพื่อประโยชน์สุขของประชาชนและเป็นการตั้งคำถามกับคนไทยทุกคนว่า คนไทยควรทำอะไร เพื่อประบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่ทรงเป็นที่รักและเทิดทูลยิ่ง

 

การเดินทาง…!!

การจราจรจะเปิดใช้งานตามปกติ ไม่มีการปิดเส้นทางใดๆ รถยนต์สามารถวิ่งได้ตามปกติ รวมทั้งรถประจำทางก็ให้บริการตามปกติเช่นกัน “แต่ในช่วงพระราชพิธีที่มีริ้วขบวนทหารเดินเข้าวัดพระแก้วนั้นอาจจะมีการกั้นถนนเส้นหน้าบริเวณหน้าวัดพระแก้ว ส่วนถนนด้านหน้าของธรรมศาสตร์ท่าพระจันทร์ และบริเวณโดยรอบจะเปิดเป็นวันเวย์ให้รถต่างๆ ผ่านและวนออกไปได้” แต่อย่างไรแล้ว การใช้บริการรถสาธารณะจะมีความสะดวกสบายมากที่สุด

 

ทางเลือกของการสัญจร

  • รถประจำทางที่ผ่านบริเวณงานได้แก่ รถประจำทางสาย 1, ‪3,‪ 9, ‪15, ‪25, ‪30, ‪32, ‪33, ‪39, ‪43, ‪44, ‪47, ‪53, ‪64, ‪80, ‪82, ‪91, ‪201, ‪203, ‪501, ‪503,‪ 508, ‪512
  • รถประจำทางสายที่ผ่านสนามหลวงได้แก่ สาย ‪1, ‪2, ‪3, ‪9, ‪15, ‪19, ‪25, ‪30, ‪32, ‪33, ‪39, ‪42, ‪43, ‪44, ‪47, ‪53, ‪59, ‪60, ‪64, ‪68, ‪70, ‪79, ‪80, ‪82, ‪91, ‪123, ‪124, ‪201, ‪203, ‪503, ‪508, ‪512
  • สอบถามรายละเอียดเส้นทางการเดินรถเพิ่มเติมได้ที่โทร. 184
  • หรือเลือกใช้บริการเรือด่วนเจ้าพระยา ธงส้ม ธงเขียวและเรือด่วนธรรมดาไม่มีธง ลงท่าช้าง เดินลัดเลาะมาทางถนนหน้าพระลานประมาณ 100 เมตรก็จะถึงวัดพระแก้วได้เช่นกัน

 

สิ่งของที่ควรพกติดตัวเพื่อไม่พลาดความประทับใจ

  • กล้องถ่ายรูปควรชาร์ตแบตเตอรี่ให้เต็ม หรือพกแบตฯ สำรองเพื่อเป็นทางเลือกก็ได้
  • ร่มหรือหมวกสำหรับคนที่ไม่อยากสัมผัสความร้อนโดยตรง
  • พัดลมแบบพกพาจะเป็นทางเลือกที่ดีสำหรับคนขี้ร้อนในเวลาที่อยู่กลางแจ้งนานๆ
  • หากต้องการรอรับเสด็จ เสื่อพับได้จะเป็นสิ่งจำเป็นเช่นกัน
  • น้ำดื่มขวดเล็กที่สามารถพกติดตัวได้ เพราะคนจำนวนมากอาจทำให้ซื้อหาลำบาก
  • อาอม ยาดม ยาลม ยาหม่อง และยาประจำตัว ควรมีติดตัวไว้เพื่อฉุกเฉิน

การแต่งกายสุภาพ

ไม่ว่าจะเป็นคนไทยหรือนักท่องเที่ยวต่างชาติ สิ่งที่ควรกระทำคือ สวมใส่เสื้อผ้ามิดชิด เสื้อปกปิดหัวไหล่ กางเกงและกระโปรงควรมีเนื้อผ้าที่เหมาะสมและมีความยาวที่มากกว่าหัวเข่าและหน้าแข้ง รวมถึงรองเท้าที่สวมใส่สบายแต่ไม่ใช่รองเท้าแตะที่ไม่สุภาพ

 

สิ่งที่ลืมไม่ได้คือ สำนึกที่ดีต่อประเทศชาติและความจงรักภัคดีต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

พร้อมกับการเปล่งเสียงด้วยความภาคภูมิใจ เสียงดัง ฟังชัดว่า “ทรงพระเจริญ”

 

ที่มา ไทยรัฐออนไลน์

Post Navigation