หนึ่งในผู้ประสบภัยอย่างคุณตัน อิชิตัน ขอแสดงความนับถือจากใจจริง กับความสู้ชีวิต พลิกวิกฤติให้เป็นโอกาส เจ้าของแนวคิด เปลี่ยนตัวเองให้เป็นแบรนด์ และเมื่อโรงงาน “อิชิตัน” ประสบอุทกภัยครั้งใหญ่ จมน้ำไปพร้อมๆ กับอีกหลายโรงงานในนิคมอุตสาหกรรม ธุรกิจที่คุณตันสร้างมากับมือ เงินทุนที่จมอยู่ใต้น้ำ เรียกว่าสิ้นเนื้อประดาตัวเลยก็ว่าได้ แต่คุณตันเลือกที่จะโพสต์ข้อความบนหน้าเพจเฟซบุ๊คว่า “ชีวิตผม..แค่นี้ก็พอหล่ะ”

เป็นประโยคสั้นๆ แต่เรียกกำลังใจจากคนออนไลน์ได้มากถึง  33,794 Like / 5,339 Comments และยังถูกแชร์ออกไปอีก  1,047  ครั้ง  ต่างจากหลายแบรนด์ หลายธุรกิจที่ประสบปัญหาเดียวกับคุณตัน แต่ทำไมใครพูดถึง เป็นเพราะการตลาดที่เข้าถึงจิตใจของผู้บริโภค สอดรับกับการสร้างตัวเองให้เป็นแบรนด์ เมื่อธุรกิจประสบปัญหา แต่ธุรกิจมีความเข้มแข็ง พอเพียงกับสิ่งที่มี แล้วแบ่งปันให้กับผู้อื่น ด้วยการช่วยเหลือเพื่อนผู้ประสบภัยด้วยกันอย่างไม่ย่อท้อ ไม่ว่าจะทำด้วยปัจจัยส่วนตัวหรือเอื้อกับธุรกิจก็ตาม ภาพที่คนทั่วไปเห็นและจดจำได้ไม่ใช่แค่ชื่อ “ตัน” แต่รวมไปถึงแบรนด์ “อิชิตัน” ด้วย

นั่นหมายความว่า กิจกรรมต่างๆ ที่คุณตันทำ เปรียบเสมือนกับการทำ CSR (Corporate Social Responsibility) ให้กับแบรนด์ ซึ่งได้รับการตอบรับอย่างมาก นั่นหมายถึงการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย และการสื่อสารที่สร้างการรับรู้และบอกต่ออีกนับไม่ถ้วน เป็นการสื่อสารที่เรียกได้ว่าแทบไม่มีต้นทุน แต่ได้สื่อกลับมาหลายช่องทาง เป็นการพลิกวิกฤติให้เป็นโอกาสได้เป็นอย่างดี ไม่ว่าอิชิตันจะมีรสชาติเป็นอย่างไร แต่ชื่อ อิชิตัน ได้เข้าไปอยู่ในใจของผู้บริโภคในวงกว้าง ถือเป็นการสร้างแบรนด์ที่ประสบความสำเร็จ

แต่การจดจำแบรนด์ได้ ไม่ได้หมายความว่าจะทำให้เกิดการขายเสมอไป หากไม่มีการวางโปรโมชั่นหรือกิจกรรมส่งเสริมการขายไว้รองรับ เท่ากับว่า อิชิตันประสบความสำเร็จในการสร้างแบรนด์ แต่ล้มเหลวในด้านของธุรกิจ เพราะเงินที่ลงทุนไปกับการสร้างแบรนด์ ไม่สามารถเปลี่ยนให้เป็นยอดขายกลับมาได้ เป็นการลงทุนที่สูญเปล่า เพราะธุรกิจอยู่ได้ด้วยยอดขาย โดยที่ต้องมีกลยุทธ์ในด้านต่างๆ เป็นตัวขับเคลื่อนให้ธุรกิจก้าวไปตามขั้นตอน

 

การซื้อใจของคนในองค์กรด้วยใจ เป็นการสร้างรากฐานความมั่นคงของธุรกิจที่สามารถเปลี่ยนมาเป็นสื่อได้ เมื่อพนักงานรู้สึกปลาบปลื้มกับองค์กร โอกาสการบอกต่อให้ครอบครัว คนรู้จัก หรือบอกต่อผ่าน Social Media ก็เกิดขึ้น ซึ่งเป็นการบอกต่อที่น่าเชื่อถือ เพราะเป็นการบอกต่อจากคนในองค์กร สามารถเข้าถึงความรู้สึกของผู้ที่ได้รับรู้ สอดคล้องกับการตลาด 3.0 ที่ในอนาคต ทิศทางของการตลาดที่จะมีการคืนให้กับสังคมมากขึ้น

ความต่อเนื่องและความสม่ำเสมอที่ถูกนำเสนอผ่าน Social Media ในรูปแบบต่างๆ ถูกตอกย้ำและสร้างการติดตามจากคนทั่วไปอยู่ตลอดเวลา เรียกว่ามีการบริหารจัดการรักษาความสัมพันธ์กับ (Engagement) กลุ่มเป้าหมายอยู่ตลอดเวลา ทำให้เกิดเป็นความภัคดี (Loyalty)กับแบรนด์ เป็นการรักษาฐานลูกค้าไปพร้อมๆ กับสร้างความเชื่อมั่นกับทุกกิจกรรมว่า นี่ไม่ใช่การสร้างภาพ เป็นการเล่าเรื่องจริงที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน ทำให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้ง่าย เพราะเป็นสิ่งที่ใกล้ตัวและเป็นธรรมชาติ จึงไม่รู้สึกต่อต้านมากเท่าแบรนด์พูดเพื่อขายขาย

และภาพที่กินใจเปิ้ลจังมากที่สุดคือภาพนี้ค่ะ

หลายคนที่ตกอยู่ในภาวะหวาดระวังน้ำท่วมกระทันหัน หลายคนที่ตกเป็นผู้ประสบภัยไปแล้ว ทุกคนล้วนแล้วแต่กำลังเผชิญวิกฤติในรูปแบบต่างๆ ความอุ่นใจว่าเรามีกันและกัน ไม่ทิ้งกัน เปิ้ลจังชอบค่ะ คนไทยขี้สงสาร ผู้หญิงเจ้าน้ำตา การเล่นอะไรที่เกี่ยวข้องกับความรู้สึก จะมีผลกับจิตใจมากค่ะ การทำอะไรที่มีเรื่องความรู้สึกเข้ามาเกี่ยวข้องต้องระวังให้มาก เพราะถ้าพลาดแล้ว ผลลัพธ์ที่ได้ จะติดลบอยู่ในใจนานพอๆ กับความประทับใจที่เกิดขึ้น

วิกฤติน้ำท่วมครั้งนี้ สอนอะไรเพื่อนๆ บ้างคะ พลัง Social Media ยังมีอีกหลายด้านที่เรายังไม่รู้ค่ะ เพราะ Social Media มาพร้อมกับเทคโนโลยีที่เป็นเทรนด์ มาเร็ว ไปเร็ว แต่ถ้าติดกระแสเมื่อไหร่ เราสามารถทำประโยชน์ได้มากมายในเสี้ยววินาที ศึกษาการใช้ Social Media ให้เกิดประโยชน์ แล้วหาช่องทางสร้างธุรกิจให้ตัวเองกันเถอะค่ะ ^^

 

Post Navigation