บล๊อคเกอร์ (Blogger) เป็นคำที่เราใช้เรียกแทนตัวเจ้าของหรือผู้ผลิตเนื้อหาบน “WeBlog” ที่มีการเริ่มใช้ครั้งแรกโดย John Barger ในเดือนธันวาคม ปี ค.ศ.1997 ต่อมา Peter Merholz ได้ตัดคำให้สั้นลง โดยเหลือแต่คำว่า Blog” ในเดือนเมษายน ปี ค.ศ.1999 จนกระทั่ง Oxford English Dictionary ก็ได้บรรจุคำว่า Blog นี้ในพจนานุกรมในวันที่ 13 มีนาคม ค.ศ.2003   นั่นหมายถึงการยอมรับคำนี้อย่างเป็นทางการ

 “Blog เป็นเว็บไซต์อิสระ” ทั้งรูปแบบและความคิด ขึ้นอยู่กับว่า เจ้าของ Blog ต้องการให้สื่อออกมาในลักษณะไหน ไม่ว่าจะเป็นไดอารี่ส่วนตัว เขียนบันทึกเล่าเรื่องของตัวเอง (Personal Journal)  หรือใช้เป็นพื้นที่สำหรับทำงานร่วมกัน (collaborative work space) รวมไปถึงการใช้เป็นพื้นที่สภากาแฟสำหรับแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเรื่องต่างๆ ในกรณีที่เจ้าของ Blog นั้นๆ อนุญาต  เรียกได้ว่าเป็นแหล่งรวมข่าวสารความเป็นไป ที่สามารถเขียนสั้นๆ จบในตอน หรือจะเขียนเล่าเป็นเรื่องราวให้ติดตามอ่านกันอย่างต่อเนื่องโดยไม่มีที่สิ้นสุดก็ได้

หลายปีก่อน การเขียน Blog เป็นเรื่องที่ยุ่งยาก เพราะต้องเขียนกันแบบ Manual คือเขียนเว็บเพจเองทีละหน้า ต่างจากปัจจุบัน ที่มีเว็บเทมเพลตช่วยจัดการเนื้อหาที่สามารถปรับแต่งรูปแบบการใช้งานได้มาก และยังเปิดให้ใช้งานฟรี อย่าง WordPress, Exteen เป็นต้น

เนื้อหา (Content) ที่อยู่บนเว็บ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไรก็ตาม ถ้าเป็นข้อมูลที่น่าสนใจ อ่านแล้วเข้าใจง่าย ชวนให้ติดตามอยู่ตลอดเวลา ถือเป็นเสน่ห์ที่ช่วยดึงดูดให้คนเข้าชมและนำเนื้อหาไปบอกต่อได้

Blog เป็นเว็บที่มีความเป็นส่วนตัวมากกว่าเว็บไซต์ทั่วไป เพราะส่วนใหญ่ถูกสร้างขึ้นจากคนๆเดียว เนื้อหาที่เขียนจึงไม่จำเป็นต้องผ่านความเห็นชอบจากใคร เพราะถือเป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้เขียน ทำให้คนทั่วไปที่เข้ามาอ่าน สามารถแสดงความคิดเห็นได้โดยไม่ต้องผ่านการตรวจสอบ หรือเห็นชอบจากใคร เพราะความคิดเห็นนั้นไม่ได้รับความเห็นชอบจากคนส่วนใหญ่ในสังคม หรืออาจมีพื้นที่ไม่เพียงพอที่จะสื่อสารออกไป อย่างเช่น สื่อสิ่งพิมพ์ นิตยสาร หรือ เวลาสำหรับออกอากาศอย่างสื่อวิทยุโทรทัศน์ ที่สามารถเข้าถึงคนส่วนใหญ่ได้จำนวนมาก การแลกเปลี่ยนความคิดเห็น (Community) จึงไม่หลากหลายเพราะถูกจำกัดด้วยกลุ่มคนที่เข้ามา มักมีความชอบและติดตามเนื้อหาเดียวกันอยู่ เรียกว่า คอเดียวกัน พบปะกันก็ว่าได้

ต่างจากประเทศที่มีการเซ็นเซอร์หรือควบคุมเนื้อหา รวมถึงประเทศที่ประชาชนผู้อยู่อาศัยส่วนใหญ่ มีความเชื่อมั่นในตัวเองหรือยึดตึดกับความเชื่อที่มีอย่างสหรัฐอเมริกา เพราะปัจจุบันมีหลายเว็บไซต์เปิดให้บริการสร้าง Blog  ได้เองโดยไม่มีค่าใช้จ่าย ทำให้ทุกคนมีโอกาสเป็น “สื่อ” ได้ด้วยตัวเอง จึงต้องมีการควบคุมการใช้งานอย่างชัดเจน

และสำหรับ Blogger ในไทย ได้ถือกำเนิดอย่างจริงจังในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ด้วยกลุ่มคนที่มีอาชีพหลักอยู่แล้ว แต่เขียนเล่าเรื่องเป็นงานอดิเรก ซึ่งปัจจุบันถือเป็นอาชีพอิสระสำหรับกลุ่มคนที่สนใจเรื่องราวเฉพาะด้าน หรือกลุ่มคนที่รักการเขียนเป็นชีวิตจิตใจ จนกลายเป็นแหล่งข้อมูลหรือแหล่งข่าวเฉพาะด้านใหม่ๆ จนเป็นที่ยอมรับจากสื่อและสำนักข่าวต่างๆ ในด้านความรวดเร็วของการให้ข้อมูลตั้งแต่เรื่องทั่วไปในชีวิตประจำวัน สินค้าหรือบริการใหม่ๆ หรือแม้กระทั่งการเมืองไปจนถึงการประชุมระดับชาติ โดยมีเว็บ Kapook.com เป็นผู้เปิดให้บริการ Blog สำหรับคนไทยเป็นเว็บแรก โดยมีการแจ้งสมาชิกด้วยว่า “Blog นี้มีอิสระใครอยากเขียนเรื่องอะไรก็ได้”

ซึ่งแตกต่างจากเว็บไซต์ที่ส่วนใหญ่ถูกสร้างขึ้นมาด้วยวัตถุประสงค์ที่แตกต่างกัน เนื้อหาจึงต้องผ่านการกลั่นกรองจากผู้ดูแลหรือทีมงานที่รับผิดชอบในแต่ละส่วน เนื้อหาจึงมีความหลากหลายและได้รับการยอมรับจากผู้อ่านมากกว่า  รวมถึงการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น (Community) ก็หลากหลายตามเนื้อหาและกลุ่มผู้อ่านเช่นกัน

ด้วยเอกลักษณ์ของการสื่อสารที่คล้ายกัน แต่ให้ผลลัพธ์ที่ต่างกัน ทำให้นักการตลาดออนไลน์มีการปรับเปลี่ยนวิธีการเพื่อนำไปต่อยอดทางการตลาดอยู่ตลอดเวลา ทิศทางของสื่อจึงมีการเปลี่ยนแปลงไปตามเทรนด์ในช่วงเวลานั้นๆ ทำให้ผู้บริโภคต้องใช้วิจารณญาณในการรับสื่อ รวมถึงการนำไปบอกต่อ เพราะความไวที่เป็นเสน่ห์ของสื่อออนไลน์ ความหลากหลายของผู้ใช้งาน ความคิดเห็นที่แตกต่าง ล้วนแล้วแต่ทำให้เกิดเป็นกระแสและความขัดแย้งได้ทุกเมื่อ ความคิดเห็นที่ไม่ตรงกันเมื่อถูกนำเสนอไม่ถูกเวลาและสถานที่ อาจทำให้เกิดทั้งผลดีและผลเสียที่ไม่สามารถคาดเดาได้ แต่สิ่งที่แน่นอนคือ “ยากที่จะควบคุม”

การบอกเล่า การบอกต่อ และการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ถ้าใช้ให้ถูกที่ถูกเวลา เคารพสิทธิและให้เกียรติซึ่งกันและกัน ประโยชน์ที่ได้ ล้วนแล้วแต่ตกเป็นของผู้ใช้งานเองทั้งสิ้น

 

“คิดก่อนโพสต์  อ่านให้ดีก่อนเชื่อ  ให้เครดิตเมื่อนำไปใช้”

“ปล่อยวางก่อนแสดงความคิดเห็น”

 

Post Navigation