การที่จะปกครองคนหลายคนให้ได้ดี ไม่มีปัญหา ต้องอาศัยทั้ง “พระเดช พระคุณ” คำนี้ ไม่ใช่แค่ความเชื่อหรือหลักการที่ไร้เหตุผลหรือข้อมูลอ้างอิง แต่น้อยคนที่จะรู้และเข้าใจความหมายที่แท้จริงต่างหาก

Center For Leadership Studies เป็นองค์กรที่ศึกษาเรื่องภาวะผู้นำ จนเป็นที่ยอมรับมากกว่า 40 ปี ในประเทศสหรัฐอเมริกา กล่าวไว้ว่า อำนาจประกอบไปด้วย 2 ขั้ว คือ

  • อำนาจในตำแหน่งหน้าที่ (Position Power)
  • อำนาจเฉพาะบุคคล (Personal Power)

ถ้าเป็นประเทศไทย อำนาจในตำแหน่งหน้าที่ (Position Power) คงถูกแทนค่าด้วย “พระเดช” และ อำนาจเฉพาะบุคคล (Personal Power) คงถูกแทนค่าด้วย “พระคุณ” 

คนไทยมีความเชื่อว่า คนที่มีอำนาจ คือ คนที่มียศถาบรรดาศักดิ์ หรือไม่ก็ต้องมีตำแหน่งสูงๆ เท่านั้น ถ้าเป็นอำนาจตามตำแหน่งหน้าที่หรือพระเดช ก็คงไม่ปฎิเสธ แต่ในความเป็นจริงแล้ว ยังมีอีกหลายอย่าง ที่ทำให้เกิดอำนาจในตำแหน่งหน้าที่ได้ แต่เรามักมองแต่ในมุมที่เราดำรงอยู่ ซึ่งไม่แปลกเลย ถ้าหลายคนคิดอย่างนั้น เพราะเป็นตัวอย่างที่ทุกคนเห็นได้ชัดเจน

ซึ่งจริงๆ แล้ว อำนาจตามตำแหน่งหน้าที่ คือ อำนาจที่ได้มาตามบทบาทหน้าที่ของแต่ละบุคคล หรือองค์กรเป็นผู้กำหนด และได้รับการยอมรับโดยทั่วกัน ซึ่งอาจมีผลกับค่าตอบแทนหรือบทลงโทษต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นได้เช่นกัน

ยิ่งสูงก็ยิ่งหนาว เช่นเดียวกับอำนาจที่ยิ่งมีมาก โอกาสและความเสี่ยงก็สูงตามเช่นกัน ซึ่งอาจเป็นต้นเหตุที่ผู้บริหารใหญ่หลายคนเกิดโรคเครียดได้ การกระจายความเสี่ยง เป็นสิ่งเดียวที่จะช่วยลดโอกาสความผิดพลาดลงได้ โดยการวางแผนและกำหนดนโยบายให้กับองค์กรได้มีส่วนร่วมในการตัดสินใจ

เมื่อไหร่ที่ไม่มีการกระจายอำนาจ การตัดสินใจทุกอย่าง จะวิ่งตรงมาหาผู้นำที่มีสิทธิ์ในการตัดสินใจ แน่นอนว่า ถ้าในแต่ละวัน มีแต่เรื่องที่ต้องตัดสินใจ ศึกหนักจะตกมาอยู่ที่ผู้นำ วันๆ ไม่ต้องทำอะไรนอกจากนั่งเป็นเจ้าที่ คอยคิดและตัดสินใจให้ไปดำเนินการกันต่อ และสุดท้าย หน้าที่หรืองานที่ผู้นั้นควรทำในแต่ละวันจะลงเอยด้วยการ ขนกลับไปทำที่บ้านหรือต้องนั่งทำนอกเวลา

เมื่อไหร่ที่อำนาจหน้าที่ถูกบริหารและจัดการได้อย่างลงตัว เมื่อนั้น โอกาสก็จะวิ่งเข้ามาอย่างรวดเร็วเช่นกัน แต่อำนาจตามหน้าที่มักต้องอยู่คู่กับความรับผิดชอบ เมื่อไหร่ที่ความรับผิดชอบมีน้อยกว่าอำนาจ เมื่อนั้น อำนาจตามตำแหน่งหน้าที่จะถูกเปลี่ยนไปยังผู้ที่เหมาะสมต่อไป

อำนาจตามตำแหน่งหน้าที่ ไม่สามารถอยู่กับเราได้ตลอดไป เมื่อไหร่ที่เราขึ้นไปอยู่จุดที่สูงที่สุด เมื่อถึงเวลา อำนาจตามตำแหน่งหน้าที่นั้นก็ต้องถูกเปลี่ยนไปยังคนรุ่นใหม่ตามกาลเวลา เช่นเดียวกับข้าราชการระดับสูงที่ถูกปลดเกษียณ อำนาจที่เคยมีก็หายไปตามตำแหน่งหน้าที่เช่นกัน

บางคนบอกว่า แล้วทำไมหลายคนที่ถูกปลดเกษียณไปแล้ว ยังคงมีคนนับหน้าถือตา เดินไปไหนก็ยังมีแต่คนยกมือไหว้และให้ความเกรงอกเกรงใจอย่างมาก นั่นเป็นเพราะ “อำนาจเฉพาะบุคคล”

อำนาจเฉพาะบุคคล คือ อำนาจที่ผู้คนรอบข้างมอบให้ ไม่ว่าจะเป็นความเคารพหรือความนับถือจากผู้อื่นรอบตัว ความสามารถในการสร้างความสวามิภักดิ์และพันธสัญญา ที่แต่ละคนจะได้รับไม่เท่ากัน ลองสังเกตคนรอบตัว ทำไมบางคนแค่คิดหรือเป็นกังวลเรื่องอะไรก็ตาม คนรอบข้างพร้อมใจกันให้ความช่วยเหลือตั้งแต่ยังไม่เอ่ยปาก ในขณะที่อีกคน แค่จะบอกเล่าให้ใครสักคนฟัง ก็ยังเป็นเรื่องที่ยาก

อำนาจเฉพาะบุคคล เป็นสิ่งที่อยู่เหนือข้อกำหนด เพราะต้องแลกมาด้วยความรู้สึกของทั้งสองฝ่าย หรือเรียกได้ว่า “พระคุณ” ซึ่งต่างจากอำนาจตามตำแหน่งหน้าที่ ที่องค์กรมักเป็นผู้มอบให้

ทุกคนสามารถสร้างอำนาจเฉพาะบุคคลได้ โดยที่ไม่จำเป็นต้องมีอำนาจใดๆ เป็นส่วนเสริม แต่การที่เราจะเชื่อถือหรือยกย่องใครสักคนได้ ต้องใช้เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์ในการสร้างความเชื่อถือของกันและกัน ซึ่งอำนาจเฉพาะบุคคลเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ยาก แต่เมื่อได้ครอบครองแล้ว เป็นเรื่องยากที่ใครจะโขมยเอาไปจากเราได้

จากการค้นคว้าของ Center for Leadership Studies ปัจจัยที่จะทำให้คนเรามีอำนาจได้นั้นไม่ว่าจะเป็นอำนาจตามตำแหน่งหน้าที่ (Position Power) หรืออำนาจเฉพาะบุคคล (Personal Power) มีอยู่ด้วยกัน 7 ประการ คือ

1. อำนาจอันเกิดมาจากความเชี่ยวชาญ (Expert) เกิดมาจากการที่ผู้อื่นมองว่าคนคนนั้นมีความรู้ทักษะและความเชี่ยวชาญ ในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับเรื่องๆ หนึ่ง มากน้อยเพียงใด ยิ่งมีความรู้มากยิ่งมีอำนาจเยอะ

2. อำนาจอันเกิดมาจากมีข้อมูล (Information) หมายถึง การเข้าถึงหรือมีกรรมสิทธิ์ในข้อมูลที่มีค่าหรือเป็นประโยชน์ อำนาจจากการมีข้อมูลจึงเป็นเครื่องมือในการขับเคลื่อนเพื่อให้ผู้อื่นเชื่อถือและทำตาม

3. อำนาจอันเกิดมาจากการวางตัว (Referent) คืออำนาจหรือบารมีที่เกิดจากค่านิยมและการปฏิบัติตนดี เป็นที่ยอมรับและเป็นแบบอย่างที่สมควรแก่การยกย่องนับถือ

 4. อำนาจอันเกิดมาจากความชอบธรรม (Legitimate) เกิดจากอำนาจที่บุคคลมีในองค์กร ส่วนใหญ่เป็นอำนาจตามบทบาทและหน้าที่ความรับผิดชอบที่มี

 5. อำนาจในการให้รางวัล (Reward) คือ การที่บุคคลคนหนึ่งมีสิทธิในการให้หรือพิจารณาสิ่งตอบแทน เช่น การมอบหมายงาน การเลื่อนขั้น การประเมินผลงาน และการประกาศเกียรติคุณให้แก่ผู้อื่นได้

6. อำนาจอันเกิดมาจากความสัมพันธ์ (Connection) หมายถึงการมีพวกพ้อง การมีสายสัมพันธ์ หรือการได้รับแรงการสนับสนุนจากบุคคลสำคัญที่อยู่ในหรือนอกองค์กร

 7. อำนาจอันเกิดมาจากการลงโทษ (Coercive) เป็นความสามารถที่จะทำให้คนที่ทำงานไม่ดีได้รับการลงโทษ หรือสามารถทำให้ผู้อื่นยินยอมทำตาม เพราะผู้อื่นเชื่อว่าหากไม่ทำตาม จะทำให้ถูกลงโทษ ประณาม หรือต้องทำงานที่ไม่พึงปรารถนา

สังเกตให้ดีว่า ปัจจัยแต่ละอย่างมีผลในการสร้างอำนาจที่แตกต่างกันออกไป บางปัจจัยสามารถสร้างได้เฉพาะอำนาจตามตำแหน่งหน้าที่ ในขณะที่บางปัจจัยสร้างได้เฉพาะอำนาจเฉพาะบุคคลแต่มีอยู่หนึ่งปัจจัยที่สามารถสร้างอำนาจได้ทั้ง 2 แบบ

อำนาจอันเกิดมาจากความเชี่ยวชาญ (Expert) อำนาจอันเกิดมาจากการมีข้อมูล (Information) และอำนาจอันเกิดมาจากการวางตัว (Referent) ล้วนเป็นปัจจัยที่จะสามารถสร้างอำนาจเฉพาะบุคคลได้ ปัจจัยเหล่านี้จะติดตัวบุคคลคนนั้นไป ไม่ว่าเขาจะไปไหน หรือทำอะไร

ตัวอย่างเช่น เมื่อคุณรู้สึกไม่สบาย คุณไปพบหมอ ไม่ว่าหมอจะจ่ายยาอะไรมาให้ คุณก็เชื่อและกินยาตามที่หมอบอก เป็นเพราะหมอมีอำนาจเฉพาะบุคคลโดยมีปัจจัยในเรื่องความเชี่ยวชาญอยู่ ซึ่งผู้คนจะเชื่อถือและปฏิบัติตามคำแนะนำ ไม่ว่าหมอจะอยู่ที่ไหน (นอกโรงพยาบาล ออกเวร ไปท่องเที่ยว) ถ้าคุณไม่สบายและรู้ว่าบุคคลที่อยู่ข้างๆ เป็นหมอ คุณจะปฏิบัติตามคำแนะนำที่นั้นทันที

อีกหนึ่งตัวอย่างของอำนาจเฉพาะบุคคลจากปัจจัยในเรื่องการมีข้อมูล คือการที่มีบุคคลคนหนึ่ง ล่วงรู้ในความลับที่คุณมี ซึ่งเรื่องที่เขารู้คุณไม่ต้องการให้ใครรู้ทั้งสิ้น ดังนั้นเมื่อบุคคลผู้นี้ขอให้คุณทำอะไรก็แล้วแต่ คุณจะเชื่อฟังและทำตามแต่โดยดี ถึงแม้ว่าตัวคุณเองจะไม่พอใจอยู่ลึกๆ ก็ตาม ซึ่งนั้นเป็นผลมาจากอำนาจเฉพาะบุคคล

ถ้ามองถึงอำนาจตามตำแหน่งหน้าที่ จากแม่แบบจะเห็นได้ว่าอำนาจในการให้รางวัล (Reward) อำนาจกันเกิดมาจากความสัมพันธ์ (Connection) อำนาจในการลงโทษ (Coercive) ล้วนเป็นปัจจัยที่สร้างอำนาจตามตำแหน่งหน้าที่ คุณสามารถดูได้จากการที่บุคคลคนหนึ่ง เมื่ออยู่ในตำแหน่งการงานที่สูง เขาสามารถสั่งงานให้พนักงานทำอะไรก็ได้ แต่เมื่อเขาออกจากตำแหน่ง (ไม่ว่าจะเป็นเพราะเกษียณหรือถูกให้ออกก็ตาม) โอกาสที่จะมีคนเชื่อฟังก็จะน้อยลงหรืออาจไม่มีใครฟังเลยก็ได้ ทั้งนี้ เป็นเพราะเค้าคนนั้นไม่มีอำนาจตามตำแหน่งหน้าที่แล้ว เขาไม่สามารถให้รางวัลหรือลงโทษใครได้อีกต่อไป

ปัจจัยสุดท้ายและเป็นปัจจัยสำคัญ (ซึ่งอยู่ระหว่าง 2 วงกลม) คือ อำนาจอันเกิดมาจากความชอบธรรม (Legitimate) ด้วยตำแหน่งหน้าที่ๆ เป็นอยู่ทำให้คนยำเกรงในอำนาจของการกำหนดขอบเขตต่างๆ ซึ่งในขณะเดียวกัน การวางตัวที่ดี อยู่ในทางสายกลาง มีเหตุมีผลอย่างสมควรในทุกการกระทำหรือขอให้ทำ ก็เป็นการช่วยเสริมสร้างอำนาจเฉพาะบุคคลไปในตัว ด้วยเหตุนี้อำนาจที่ได้มาจากความชอบธรรม (Legitimate) จึงเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยเสริมสร้างทั้งอำนาจตามตำแหน่งหน้าที่และอำนาจเฉพาะบุคคล

การเรียนรู้ปัจจัยแห่งอำนาจทั้ง 7 ประการ
 ทำให้เข้าใจได้ว่าอำนาจไม่ได้เกิดจากตำแหน่งเพียงอย่างเดียว บางคนมีตำแหน่งแต่ไร้อำนาจ ในขณะที่บางคน มีอำนาจโดยไม่มีตำแหน่ง ดังนั้นอำนาจจึงเป็นได้ทั้งสิ่งที่คนอื่นมอบให้และตนเองแสวงหามา และอำนาจที่ยั่งยืน ไม่ใช่อำนาจที่ได้มาพร้อมตำแหน่ง แต่อำนาจที่ยั่งยืน เป็นอำนาจเฉพาะตัว ที่บางทีเราเรียกมันว่า “บารมี”

ผู้นำที่ประสบความสำเร็จ ไม่ใช่ผู้นำที่เลือกระหว่างการใช้ “พระเดช” ที่มาพร้อมอำนาจตามตำแหน่งหรือการใช้ “พระคุณ” อันเป็นพื้นฐานของการสร้างอำนาจเฉพาะตน

ผู้นำที่ประสบความสำเร็จคือ

ผู้นำ ที่สามารถสร้าง “พระเดช” และ “พระคุณ” พร้อมกับเลือกใช้ได้อย่างสมดุลย์

เป็นเนื้อหาที่ดี สามารถนำไปใช้ได้กับทุกๆ องค์กร เลือกข้อที่ทำได้ก่อน แล้วค่อยๆ ขยับไปทำข้ออื่นๆ ก็ไม่เป็นอุปสรรคสำหรับคนมีความตั้งใจดีนะคะ เริ่มที่ตัวเองค่ะ เริ่มที่การคิดดี ทำดี เอื้อเฟื้อกันและกัน ไม่จำเป็นต้องมีตำแหน่ง ไม่จำเป็นต้องมีอำนาจ เราทุกคนเท่าเทียมกัน เพราเราคือคนเหมือนกันค่ะ
ที่มา : ผู้จัดการรายวันปี 2550
   
  • ส่วนใหญ่เห็นพวกบ้าอำนาจจะใช้แต่ข้อ 7 นะงับ ๆ .. : (

    • Anonymous

      จับหัวกดชักโครกแล้วบกมือไหว้เลย 555

  • Pingback: "No Shortcut To Success" | Pleplejung()

  • Adisorn Chanprapalert

    ขออนุญาต share ครับ ชอบมาก แต่ในรูป รู้สึก personal power กับ position power จะสลับกันนะ

    • Anonymous

      จริงด้วยค่ะ 55 คืนนั้นง่วงไปหน่อย ^^ ขอบคุณนะคะ เดี๋ยวรีบแก้เลยค่ะ

  • นานๆสาระจะเข้าถึงเปิ้ลจัง ขอแชร์อย่างแรงอันนี้ อีกอย่างหนึ่งที่เป้นคุณสมบัติของ Personal Power ก็คือ อำนาจอันเกิดจากการสร้างแรงบันดาลใจ (inspire)

    ซึ่งเป็นส่วนสำคัญของ “ผู้นำ” (Leader) ที่แท้จริง

    • Anonymous

      จริงๆเรื่องนี้เคยศึกษานานแล้วนะ((ไม่คิดล่ะสิ ว่าคนอย่างเราอ่านอะไรพวกนี้ด้วย)) ครั้งนี้ อยู่ดีๆก็นึกถึงบทความนี้ขึ้นมา เลยทำให้รู้สึกเห็นภาพได้อย่างชัดเจน การกระจายอำนาจให้กับแต่ละฝ่าย กับการถืออำนาจคนเดียว สิ่งที่เห็นได้ชัดคือความล่าช้า

      แล้วถ้าความรู้ของผู้นำไม่ทำให้คนใต้บังคับบัญชาเชื่อถือได้ การต่อต้านจะเกิดขึ้นในรูปแบบต่างๆ นี่หล่ะ คือหลักการบริหารที่ทุกองค์กรควรเปิดใจ

  • oon oom

    ไม่ได้อยากให้คนที่อ่านทำความเข้าใจแต่อยากให้เข้าและลงมือปฏิบัติประเทศชาติจะได้เจริญ

    • Anonymous

      เชื่อว่าความเข้าใจเกิดขึ้นได้แน่นอน การลงมือปฎิบัติเชื่อว่าลงมือเช่นกัน แต่ไม่เต็มที่ เพราะมีหลายอย่างที่ขัดแย้งแบบที่ไม่อาจกล่าวถึงได้

  • Pingback: อำนาจ กับ การเป็นผู้นำ และ พลัง Social Media | Pleplejung()

  • Pingback: เคล็ดลับการก้าวขยับไปเป็นผู้นำองค์กร | Pleplejung()

  • Pingback: เคล็ดลับการก้าวขยับไปเป็นผู้นำองค์กร | Pleplejung()

Post Navigation