วันนี้ได้มีโอกาสไปร่วมงาน “จิบกาแฟ แชร์ไอเดีย คนทำข่าว กับ บล็อคเกอร์” จัดโดย ชมรมนักข่าวสายเทคโนโลยีสารสนเทศ (ITPC)  ร่วมกับสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย โดยใช้พื้นที่ของร้าน Truelife สยามสแควร์ ซอย 3 เป็นพื้นที่หารือแสดงความคิดเห็นด้านจริยธรรมและความรับผิดชอบต่อการสื่อสาร ซึ่งเป็นการแลกเปลี่ยนมุมมองระหว่างนักข่าวอาชีพและบล๊อคเกอร์อิสระ

บรรยากาศในการหารือเน้นนำเสนอมุมมองของ “นักข่าว และ บล๊อคเกอร์” ว่ามีความแตกต่างกันอย่างไรบ้าง และมีผลกระทบกับอะไรในด้านไหนบ้าง ประเด็นที่นำมาพูดคุยถือเป็นประเด็นร้อนที่น่าสนใจมากสำหรับคนที่เสพสื่อ อย่าง Social Media เพราะปัจจุบัน มีหลายคนนำเสนอตัวเองว่า เป็นบล๊อคเกอร์ บ้างก็นำเสนอหรือสื่อสารออกไปในลักษณะเดียวกันกับนักข่าว ประหนึ่งว่า บล๊อคเกอร์กับนักข่าว มีลักษณะการทำงานที่ไม่ต่างกัน รวมถึงบุคคลทั่วไปที่เข้าใจว่า “ใครๆ ก็สามารถเป็นนักข่าวได้ ขอแค่มี Social Media อยู่ในมือ”

@chavarong นายกสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย บอกถึงประโยชน์และโทษ ของสื่อต่างๆ ที่กำลังเปลี่ยนไป จึงอยากแลกเปลี่ยนความคิดเห็น เพื่อแต่ละฝ่ายได้นำไปใช้ประโยชน์และพัฒนาสายงานให้เกิดประโยชน์สูงสุด

โดยที่ @nuttaputch นักวิจารณ์หนัง ได้ให้ความคิดเห็นในเชิงคำถามว่า แบบไหนถึงเรียกว่า “บล๊อคเกอร์” ลักษณะหรือขอบเขตการทำงานเป็นอย่างไร จริยธรรมและความรับผิดชอบต่อสังคม ควรอยู่ในระดับไหน ถึงจะเรียกตัวเองว่าบล๊อคเกอร์ หรือเป็นบล๊อคเกอร์ที่ได้รับการยอมรับ

@Kraplam บล็อกเกอร์รุ่นใหม่ ได้เผยความรู้สึกในฐานะ บล๊อคเกอร์อิสระคนนึงว่า บล๊อคเกอร์ ไม่ได้ต้องการอะไร นอกจากได้ทำในสิ่งที่ตัวเองชอบหรือสนใจ เช่นการรีวิวสินค้าหรือผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ซึ่งบางครั้ง ต้องการการสนับสนุนจากเจ้าของแบรนด์สินค้าต่างๆ โดยไม่จำเป็นต้องมีค่าจ้าง ไม่จำเป็นต้องเชิญไปงานต่างๆ เหมือนสื่อมวลชน ขอแค่ได้ทดลองใช้หรือสัมผัสสินค้านั้นๆ เพื่อนำไปเขียนเป็นบทความหรือการรีวิวสินค้าบนพื้นที่ของตัวเอง

ในขณะที่ @jakrapong ที่เคยทำหน้าที่นักข่าว ปัจจุบันผันตัวเองเป็นบล๊อคเกอร์ ได้เปิดมุมมองว่า บล๊อคเกอร์ ยังไม่ถือว่าเป็นสื่อมวลชน แต่เป็นผู้ที่มีเครื่องมือหรือพื้นที่ในการสื่อสารกับคนหมู่มาก การนำเสนอข้อมูลหรือการสื่อสารออกไป ควรมีการกลั่นกรองเนื้อหาด้วยจริยธรรมและรับผิดชอบต่อเนื้อหาหรือการสื่อสาร นั้นๆ ของตนเองด้วย ซึ่งเป็นความคิดเห็นที่ตรงกันกับ @Joe9L9 อดีตนักข่าวที่บอกว่า บล๊อคเกอร์ไม่ใช่สื่อมวลชน แต่ทำหน้าที่ “ส่งสาร” ไปยังผู้บริโภค จริยธรรมและความรับผิดชอบ จึงเป็นเรื่องสำคัญเช่นกัน

ขณะที่ @kafaak ที่หลายคนรู้จักในนามของ บล๊อคเกอร์ด้านไอที แสดงความคิดเห็นที่น่าคิดว่า ทุกคน ถูกจำกัดให้ต้องรับผิดชอบต่อสังคมอยู่แล้ว ไม่ว่าจะอยู่ในฐานะใดก็ตาม โดยอยู่ภายใต้กฎหมายต่างๆ  เพราะฉะนั้น บทลงโทษต่างๆ จะเกิดขึ้นกับทุกคนที่ละเมิดข้อตกลงตามกฎหมาย

การแสดงความคิดเห็นในวันนี้ มีหลากหลายแนวคิด ต่างมุ่งเน้นไปทิศทางเดียวกันคือ จริยธรรมและขอบเขตการนำเสนอเพื่อเป็นแนวทางการสร้างมาตราฐานที่ดี ที่มีการยอมรับ เพื่อเป็นการรับผิดชอบต่อสังคม รวมถึงการปกป้องสิทธิการนำเสนอและต่อรองต่างๆ โดยผู้ที่ได้รับประโยชน์จะไม่ใช่แค่บล๊อคเกอร์หรือนักข่าวแต่อย่างใด แต่เป็นทุกคนที่บริโภคสื่อออนไลน์อย่างทั่วถึง

การเป็น “นักข่าว” ได้ จำเป็นต้องศึกษามาในด้านการสื่อสารโดยตรงหรือใกล้เคียง โดยมีการยอมรับและรองรับจากหน่วยงานหรือต้นสังกัดของผู้ทำข่าว แต่ “บล๊อคเกอร์” ไม่มีสังกัดหรือหน่วยงานที่ชัดเจนเพื่ออ้างอิงความน่าเชื่อถือ เพราะบล๊อคเกอร์ เป็นอาชีพอิสระที่เกิดขึ้นจากการเขียนเล่าเรื่องต่างๆ ที่ตนสนใจหรือเรื่องราวที่ต้องการนำเสนอ ประหนึ่งว่าเป็น “นักเขียน” ที่ไม่ว่าจะเขียนเรื่องราวอะไร ก็มีคนสนใจติดตามอ่านอยู่เสมอ

ปัจจุบัน สื่อหลายประเภทถูกบิดเบือนไปเพราะมีเรื่องการตลาดเข้ามาเกี่ยวข้อง โดยเริ่มมาจากการรีวิวสินค้าด้านเครื่องสำอางค์ และพัฒนาไปยังสินค้าต่างๆ ที่สามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้มากอย่างสินค้าด้านไอที ที่มีความเกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีเป็นพื้นฐาน จึงเกิดเป็นกระแสอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นช่องทางการสื่อสารของนักการตลาดเท่านั้น

เพราะการสื่อสารที่รวดเร็ว ความง่ายต่อการเข้าถึง เทคโนโลยีที่มีความสำเร็จรูปให้เลือกใช้งานฟรีมากขึ้น ทำให้บล๊อคเกอร์สามารถสร้างรายได้ในรูปแบบต่างๆ บนพื้นที่ของตัวเอง ยิ่งมีจำนวนการเข้าชมเว็บบล๊อคของตัวเองมากเท่าไหร่ นักการตลาดยิ่งมองถึงโอกาสการเข้าถึงผู้บริโภคมากขึ้นเท่านั้น ซึ่งเป็นตัวเลขที่นักการตลาดสามารถนำไปใช้ประมาณการและวัดผลเพื่อวางแผนการตลาดต่อไปได้

ผลประโยชน์ที่มีร่วมกันแบบน้ำพึ่งเรือ เสือพึ่งป่า เกิดขึ้นตามวัตถุประสงค์และแนวทางการต่อยอดเพื่อให้เกิดประโยชน์ในเชิงธุรกิจ ทำให้ทิศทางของการสื่อสารเปลี่ยนไป ซึ่งผู้บริโภคต่างมีความคิดเป็นของตัวเอง การควบคุมทิศทางของสื่อ จึงเป็นเรื่องยากที่จะควบคุมได้ การบริโภคสื่อออนไลน์ จึงต้องใช้วิจารณญาณควบคู่ไปด้วย

ถ้าย้อนกลับไปมองให้ดี บล๊อคเกอร์ ยังคงมีขอบเขตที่ไม่ชัดเจน ซึ่งจริงๆ แล้ว ส่วนตัวมองว่า “บล๊อคเกอร์” ควรจัดกลุ่มอยู่ในประภทของ “นักเขียน” เพราะ หัวใจสำคัญที่จะทำให้บล๊อคเกอร์มีความน่าเชื่อถือหรือน่าติดตามได้ ต้องมีเนื้อหาเป็นสำคัญ ซึ่งไม่ต่างอะไรกับนักเขียนที่ก่อนหน้านี้ การเขียนจะถูกนำเสนอต่อไปด้วยการตีพิมพ์ แต่ปัจจุบัน การเขียนสามารถนำเสนอได้ทั้งรูปแบบการตีพิมพ์เป็นรูปเล่ม หรือนำเสนอบนเว็บไซด์ก็ได้ และพัฒนาต่อมาเป็น e-book หรือ Digital Publishing ที่เป็นเทรนด์ใหม่ที่เริ่มมีการนำเสนอจากแบรนด์ต่างๆ บ้างแล้ว

ต่างจากนักข่าวที่มีการอบรมแนวทางการนำเสนอและจริยธรรมของในวิชาชีพอย่างชัดเจน ซึ่งรูปแบบการนำเสนอข่าวสารถูกปรับเปลี่ยนไปตามเทรนด์และเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงไป แต่จริยธรรมและลักษณะของเนื้อหา ยังคงยึดถือหลักการและข้อจำกัดที่ถูกยอมรับโดยทั่วกัน

จริยธรรมและความรับผิดชอบต่อสังคม จึงไม่ใช่แค่หน้าที่ของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง การบอกต่อหรือแบ่งปันเนื้อหาที่ถูกใจ จึงเป็นเรื่องที่ทุกคนควรมีร่วมกัน ซึ่งบางเนื้อหามีมูลค่าทางความคิด การนำไปใช้หรือบอกต่อโดยไม่ให้เครดิตหรือนำไปดัดแปลงให้ผิดวัตถุประสงค์ กับผู้เป็นเจ้าของเนื้อหานั้น จึงถือเป็นเรื่องที่ขาดจริยธรรม

เพื่อเป็นการส่งเสริมให้การสื่อสารเป็นไปในทิศทางที่ดี  “จิบกาแฟ แชร์ไอเดีย คนทำข่าว กับ บล็อคเกอร์” จะเกิดขึ้นอีกครั้งเพื่อหาแนวทางการพัฒนาร่วมกัน ซึ่งอีกไม่นาน เราคงได้เห็นผลงานการเขียนของบล๊อคเกอร์ทั้งหน้าเก่าและหน้าใหม่ ที่มีแนวทางการวางตัวและนำเสนอเนื้อหาที่มีประโยชน์กับสังคมต่อไป

 

ต้องขอขอบคุณสำหรับประเด็นสร้างสรรค์สังคมจาก:

ชมรมนักข่าวสายเทคโนโลยีสารสนเทศ (ITPC) และ สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย 
Truelife สยามสแควร์ ซอย 3 เอื้อเฟื้อสถานที่การจัดงาน
และขอบคุณสำหรับทุกๆ ความคิดเห็นที่ร่วมแบ่งปันภายในงานค่ะ

 

  • Anonymous

    สรุปดีครับน้องเปิ้ล

    • Anonymous

      ขอบคุณค่ะพี่ปอง ^^

  • เขียนดีครับผมเห็นด้วยตรงที่ว่า Blogger ก็คือนักเขียนคนหนึ่งซึ่งไม่ใช่นักข่าวครับ ^-^

    • Anonymous

      ตอนนี้เปิ้ลมีคำถามในใจอย่างนึงค่ะว่า จริงๆแล้ว
      “Blogger เริ่มบูมในประเทศไทย หรือ บูมในกลุ่มนักการตลาด”

      เพราะเมืองนอกเค้ามีกฎเกณฑ์ มีแนวทางชัดเจน แต่เมืองนอกมี Blogger และมีแนวทางที่ชัดเจน กฎเกณฑ์ก็เลยเป็นเรื่องง่าย

      แต่เมืองไทยมี Blogger จริงๆ กี่คน เพราะมันคาบเกี่ยวระหว่างนักข่าว นักเขียน
      คล้ายๆกับ PC ที่ยืนขายของตามห้าง Pretty ที่ยืนตามงานอีเว้น MC ที่บางทีก็ยืนตามงานอีเว้น แต่ก็เป็นพิธีกรด้วยในตัว

      ประเด็นนี้เดี๋ยวตอนบ่ายได้เขียนแน่เลยค่ะ ^^

  • Anonymous

    ผมก็มองว่า Blogger คือ นักเขียน มากกว่านักข่าว นักข่าวต้องนำเสนอความจริง แต่บล็อคเกอร์นำเสนอในสิ่งที่เขาเป็น

    • Anonymous

      ^^

Post Navigation