การบริโภคสื่อที่ถูกวิธี คือการอ่านแล้วคิดก่อนว่า เนื้อหาที่ว่ามานี้ มีความจริงเท็จแค่ไหน ในมุมของผู้นำเสนอ ผู้จัดทำ ผู้บริโภค มีน้ำหนักความเป็นไปได้แค่ไหน สมควรบอกต่อหรือหยุดการกระจายข่าวสารไว้แค่นั้น เพราะทุกคนบนโลก หนีไม่พ้นการ “เกาะกระแส” ไม่ว่าจะเป็นการ เกาะกระแสให้ตัวเองโด่งดัง หรือการเกาะกระแสที่จะสร้างแบรนด์ให้เป็นที่รู้จัก หรือเกาะกระแสที่จะทำลายชื่อเสียง อย่าปล่อยให้  User Generate Drama  อีกเลย เพราะสุดท้ายแล้ว ผลประโยชน์ก็อยู่ที่ผู้บริโภคทั้งนั้น เราอยากรับรู้ข้อมูลความจริงหรือข้อมูลเท็จล่ะคะ

การตลาด 2.1  สอนให้ผู้บริโภครู้จักการใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสมมาทำการตลาดบน Social Media แต่ไม่ได้บอกว่า User Generate Content  เค้าใช้หลักการและตรรกะอะไรบ้าง เพราะในโลกของ Social Media ทุกคนสามารถเป็นผู้สื่อข่าวได้หมด แต่ข่าวของใครจะน่าสนใจกว่ากัน คงไม่แพ้ข่าวเสียหาย หรือข่าวเชิงลบ เป็นธรรมดาที่ข่าวดีจะไม่ค่อยมีคนจำ แต่ถ้าข่าวขาว ขาว ฉาว ฉาว ยาวไปเลยทีเดียว

ยิ่งงานเปิดตัวสินค้าหรืองานกิจกรรมต่างๆ เชื่อว่าผู้จัดงานแต่ละคนแทบจะจับไข้หัวโกร๋นกันเป็นแถว เหตุผลเดียวเลยคือ “ผู้บริโภคตัวจริงอ่ะ ไม่กลัวหรอกพี่ แต่ไอ้ที่มางานเนี่ย น่ากลัวเป็นที่สุด” เอ๊ะ เค้าหมายถึงใครกันนะ คงไม่ต้องบอกหรอกว่า ประโยคที่กล่าวถึงเค้าหมายถึงอะไร เพราะนันไม่ใช่สาระสำคัญเท่ากับ “วัตถุประสงค์ของการจัดงาน” 

 

 

เชื่อว่าหลายคนน่าจะเคยได้ดูละครสดผ่าน Twitter ตามแฮชแท็กต่างๆ (ลองตามกลิ่นน้ำเน่ากันดูนะคะ) เพราะทุกครั้งที่มีการเปิดตัวอะไรก็ตาม ที่มีการเชิญสื่อที่อยู่บนออนไลน์ไปร่วมงาน จะเริ่มมีกระแสการตามอ่านเนื้อหาของงาน แต่เนื้อหาที่ได้ บางครั้งก็ไม่ใช่เนื้อหา “ในงาน” แต่เป็นเนื้อหาของ “การทำงาน” สินค้าดีหรือไม่ดีอย่างไร บางครั้งแทบไม่มีการพูดถึง แต่ถ้าไม่มีข้าวให้กิน ไม่มีของรางวัลมาแจก ไม่มีการเชิญเป็นทางการ ไม่มีสิ่งต่างๆ ที่ตัวเองคาดหวัง มักเกิดการบอกต่อที่เข้าถึงผู้บริโภคได้มากและรวดเร็วกว่าเนื้อหาของแบรนด์ซะอีก

เบื้องหลังที่หลายคนอาจลืมมองไปคือ ไม่ว่าการจัดงานใดๆ ย่อมมีวัตตุประสงค์ของการจัด ไม่ว่าจะเพื่ออะไรก็ตาม ท้ายที่สุดแล้ว สิ่งที่แบรนด์ต้องการมากที่สุด ไม่ใช่แค่การรับรู้ (Awareness) แต่เป็นความคิดเห็นของผู้ร่วมงาน (Feedback) ที่ส่งมายังแบรนด์หรือผู้จัด ไม่ใช่การบอกผ่านสื่อหรือผู้บริโภค อย่าลืมว่า วิวัฒนาการของสื่อมันเป็นแบบนี้ค่ะ User Generate Content >>  User Generate Drama >>User Generate Mama 

แล้วสุดท้าย ผู้บริโภคตัวจริงก็จะได้แค่รู้ว่า “มาม่านี่ผงชูรสเยอะเนอะ กินมากๆ ไม่ดีต่อสุขภาพ อาจทำให้น้ำตาร่วงได้” อย่าลืมว่า Social Media ที่มีผู้ใช้งานทั่วโลกมากมาย เค้าไม่ได้ต้องการกินมาม่าที่มีแต่ผงชูรส แต่เค้าต้องการเลือกบริโภคปัจจัยทั้ง 4 ที่ตอนนี้มา 5 6 7 บางคนอาจถึง 100 ด้วยซ้ำ

เมื่อไหร่ที่ผู้บริโภคไม่ได้รับข่าวที่มีเนื้อหาที่เค้าต้องการ ผู้บริโภคก็จะค่อยๆเมินหน้าหนีจากสื่อ การตลาดก็จะเปลี่ยนไปตามความต้องการของผู้บริโภค  Blogger ที่เคยมีรายได้จากการขายพื้นที่โฆษณาบนเว็บ หรือการเขียนบทความ รายได้ก็อาจเปลี่ยนไปตามกระแสนิยม

ความรู้สึกดี มักถูกเปลี่ยนเป็นความภักดีกับตราสินค้า (Loyalty) แต่สิ่งดีๆ มักไม่ค่อยมีพลัง เพราะความภัคดีมักไม่ค่อยถูกบอกต่อบน Social Media จนกว่าจะมีคนถาม แต่ถ้าเป็นเรื่อง “ดราม่า” ไม่ต้องถาม เหลามาเลย!!!

ก่อนที่  User Generate Drama ลองหันกลับมาอ่านแววตากันสักนิดว่า จุดประสงค์ของงานคืออะไร บางอย่าง ต้องอาศัยขั้นตอนเพื่อแก้ไข บางเรื่องแก้ไขไม่ได้ เพราะ ความคิดเห็นมาไม่ถึงแบรนด์ เหมือนกับนักการตลาดที่ไม่สามารถสื่อสารให้ตรงกลุ่มเป้าหมาย ยอดขายก็ไม่ขยับเช่นกัน  ลองมองในทางกลับกัน จะเห็นความแตกต่างเมื่อเวลาที่เราสลับที่กันยืน ค่ะ

น้ำพึ่งเรือ เสือพึ่งป่า ถ้าผู้บริโภคไม่บอกว่าชอบหรือต้องการแบบไหน แบรนด์ก็ไม่สามารถผลิตสินค้าออกมาได้ถูกใจ แต่การทำให้ผู้บริโภคถูกใจทุกคนไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะความต้องการแต่ละคน “ไม่เหมือนกัน”

การตัดสินด้วยบรรทัดฐานของตัวเอง อาจทำให้เราพลาดสิ่งดีๆ หลายอย่าง เพราะคิดว่ามาตราฐานที่มีอยู่ เพียงพอแล้ว ลองเปิดใจค่ะ พูดคุยกันบ้าง แลกเปลี่ยนกันบ้าง บอกต่อกันบ้าง เพราะการพูดถึงแต่ข้อเสีย ก็เหมือนการเอาแต่กิน กิน กิน แต่ไม่เคยขรี้ออก สุดท้าย ท้องอืดตายคาส้วม!!!

สินค้าดีหรือไม่ดี ไม่มีใครห้ามที่จะบอกต่อ แต่จุดบกพร่องบางอย่าง แลกมาด้วยประสิทธิภาพอื่นๆ เราก็ควรบอกด้วยเช่นกัน เพื่อผู้บริโภคได้รับรู้แล้วทำการประมวลผล((ทางการเงิน)) ว่ารับได้มั๊ยกับปัจจัยต่างๆที่ว่ามา แต่จะดีมากขึ้น ถ้าเราพบเห็นอะไรที่ควรแก้ไขแล้วแจ้งให้กับแบรนด์ทราบ เพื่อการปรับปรุงสินค้าดีๆ ออกสู่ตลาดมากขึ้น

สินค้าบางประเภท ดีไปหมด แต่เสียแค่ข้อเดียว ก็ขายไม่ออกได้เหมือนกัน ถ้าข้อนั้นเป็นสิ่งสำคัญสำหรับผู้บริโภค เพื่อที่จะเปิดใจยอมรับในสินค้าหรือบริการที่แลกมาตามอัตรารายได้ นานาจิตตังค่ะ เพราะ “มาตราฐานไม่เท่ากัน”

ปัจจัยของการสื่อสารผ่าน Social Media มีหลายวิธี เลือกใช้ให้ถูก

สื่อที่บิดเบือน ไม่สามารถทำให้ผู้บริโภคหลงเชื่อได้บ่อยๆ จริงมั๊ยคะ

หมายเหตุ : เขียนขำๆ ค่ะ ขอบคุณสำหรับชื่อเรื่องฮาๆจาก  @woraperth  เปิ้ลจังมันเด็กบร้า ที่กินมาม่าทุกเดือน  ^^

Post Navigation