เข้าสู่ยุคของ Mobile Working Trends ตลาดของอุปกรณ์เครื่องมือสื่อสารและอุปกรณ์อิเลคทรอนิค มีอัตราการขยายตัวเพิ่มมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เพราะเทคโนโลยีที่ก้าวไปไกลอย่างรวดเร็ว จนบางที คนธรรมดาอย่างพวกเราก็ตามไม่ทันเหมือนกันนะ เพราะยิ่งรับรู้มาก ความอยากด้อยากมีก็เพิ่มมากขึ้นเช่นกัน ความต้องการของแต่ละคนก็จะแตกต่างกันไป แต่ด้วยวัฎจักรของเทคโนโลยีมักหมุนเวียนเปลี่ยนไปมา บางครั้งก็กลับมาอยู่ที่เดิม ต่างกันแค่รูปแบบก็มี เช่นอุปกรณ์สื่อสารที่มักมีขนาดที่เล็กลง เล็กลง เพราะความต้องการของผู้บริโภคมักเป็นแบบนั้น แต่ก็น่าแปลกนะ ในขณะที่คอมพิวเตอร์ออกรุ่นใหม่ขนาดเล็กลง บางลง เบาลง และราคาถูกลงมาขายแบบขำๆ แต่อุปกรณ์สื่อสารอย่างโทรศัพท์มือถือ ผู้บริโภคเริ่มมีความต้องการที่ใหญ่ขึ้น ใหญ่ขึ้น จนกลายเป็น Tablet ที่มีหลายขนาดอยู่ในปัจจุบัน เพราะอะไร???

  • ชีวิตประจำวันที่ต้องการความคล่องตัว
  • ชีวิตประจำวันที่ต้องการความสะดวกสบาย
  • ชีวิตประจำวันที่ขาดอินเตอร์เน็ตไม่ได้

และอีกหลายเหตุผลสำคัญคือ

  • ชีวิตประจำวันที่ต้องดิ้นรนหาเงินมากขึ้น เพื่อมาซื้อเทคโนโลยีเหล่านี้ด้วยหรือเปล่า

แล้วจะทำยังไงดีล่ะ การแข่งขันทางการตลาดสูงขนาดนี้ เลือกไม่ถูกเลยทีเดียว วันก่อน เพื่อนโทรมาถามว่า จะซื้ออะไรดี ระหว่าง Netbook กับ Tablet  เอิ่ม… ของแบบนี้ตอบยากนะ เพราะความต้องการของคน ไม่มีคำว่าสิ้นสุดหรอก วันนี้ว่าดีที่สุด แต่พรุ่งนี้รุ่นใหม่มาก็เริ่มรู้สึกว่ามันไม่ดีซะงั้นอ่ะ เหมือนคนซื้อ Netbook มา แล้วสักพักก็จะบอกว่า เล็กไป อยากได้จอใหญ่กว่านี้ สักพักบอกว่า ไม่คล่องตัวเลย เทอะทะไปอ่ะ ต้องหา Tablet มาใช้ละหล่ะ บรา บรา บรา สุดท้ายก็ซื้อครบมันทุกอย่าง สรรหาเหตุผลกันมาเสียเงินทั้งนั้น นี่หล่ะ สัจธรรมของความต้องการ

ที่ไหนมีผู้บริโภค ที่นั่นมีความต้องการ และตามมาด้วยช่องทางการตลาดที่เพิ่มมากขึ้น แล้วผู้บริโภคก็จะหลงกลแคมเปญการตลาด เสียเงินกันแบบไม่รู้ตัวเพียงแค่ “ความอยาก”

วัฏจักรของความต้องการจะหมุนเป็นเวียนกันไป ไม่ต่างอะไรกับวัฎจักรของการตัดสินใจซื้อสินค้าของผู้บริโภคบน Social Media

เมื่อมีความต้องการ ก็จะค้นหาข้อมูลบนอินเตอร์เน็ต เริ่มฟังคำวิจารณ์ต่างๆ ของผู้บริโภคด้วยกัน ต่อให้สินค้าไม่ดี แต่คนพูดถึงกันเยอะ พฤติกรรมของคนทั่วไปก็ยังอยากลองใช้อยู่ดี พอใช้แล้วผลเป็นยังไงก็จะบอกต่อกันไป คนไหนใช้แล้วดี ก็จะเกิดเป็นความรักและภักดี หรือที่เรียกว่า “Brand Loyalty” ในแบรนด์นั้นๆ เป็นที่มาของการซื้อซ้ำ(Sale) นำมาซึ่งยอดขายมหาศาล “ถ้าแบรนด์นั้นทำการตลาดบน Social Media ดี และมีความสอดคล้องกับคุณภาพสินค้า ที่สามารถให้ความพึงพอใจกับผู้บริโภคได้”

วัฏจักรของการตลาดเปลี่ยนไปควบคู่กับวัฏจักรความต้องการของผู้บริโภค ที่ยังคงเปลี่ยนไปตามกระแสของเทคโนโลยี่เช่นกัน โอกาสการเข้าถึงของสื่อ จึงมีมากขึ้นเรื่อยๆ ทำให้จำนวนผู้ใช้อินเตอร์เน็ตเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว พร้อมๆ กับจำนวนผู้ใช้อินเตอร์เน็ตบนมือถือ และอัตราการขยายตัวของบริษัทผู้ผลิตโทรศัพท์มือถือและ Smart Phone แล้วการแข่งขันทางการตลาดเครื่องมือสื่อสารต่างๆ จะเข้มข้นมากขึ้นพอๆ กับความต้องการของกลุ่มผู้บริโภค

การตลาดในปัจจุบัน มีพื้นฐานมาจากพฤติกรรมของผู้บริโภคทั้งนั้น แค่ปัจจุบันมี Social Media เพิ่มขึ้นมาเท่านั้นเอง แต่น่าแปลก ที่นักการตลาดหลายแบรนด์ไม่เข้าใจและไม่รู้จักการใช้ Social Media แต่มีความต้องการทำ Social Media Marketing กับกลุ่มเป้าหมาย แล้วมันจะได้ผลหรอ เพราะ ROI(Return On Investment) ของ Social Media ไม่ใช่ยอดขาย แต่เป็นโอกาสของการสื่อสารไปยังผู้บริโภค ขึ้นอยุ่กับว่า ตอนนั้น แบรนด์ต้องการสื่อสารอะไรออกไปด้วย Social Media และที่มากกว่านั้นคือ การต่อยอดของพฤติกรรมผู้บริโภคบน Social Media ที่แบรนด์สามารถเรียนรู้เพื่อการปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ทางการตลาดต่อไป

ไม่มีแบรนด์ใดจะประสบความสำเร็จได้ด้วยการทำ Social Media Marketing เพียงอย่างเดียว เพราะการตลาด ต้องการการซัพพอร์ตจากหลายส่วน ที่ต้องสอคล้องไปในทางเดียวกัน เพราะปัจจุบัน ผู้บริโภคเป็นผู้มีอำนาจมากกว่าแบรนด์ ทุกคำบอกเล่าจากผู้บริโภคด้วยกัน สามารถทำให้แบรนด์มีชื่อเสียงและดับวูบได้ในชั่วพริบตา

การทำ Social Media Marketing ใครๆ ก็สามารถทำได้ แต่จะเข้าถึงผู้บริโภคได้หรือไม่ เป็นอีกประเด็นที่ต้องกลับมาถามตัวเองว่า “เรา (ในฐานะของแบรนด์) เข้าถึง Social Media แล้วหรือยัง”

ถึงเวลาแล้วค่ะ ที่นักการตลาดจะต้องเรียนรู้ช่องทางใหม่ เพื่อเพิ่มโอกาสการเข้าถึงผู้บริโภคอย่างจริงจัง

Resource : b_d_solis’ photostream

Post Navigation